Perfil de SimmeesimmyFotosBlogListasMás Herramientas Ayuda

simmy

To handle yourself use your head. To handle others use your heart.

Simmee Oupra

Ocupación
Ubicación
Intereses
ถนัดซ้าย
เป็นคนเชียงรายค่ะ
Foto 1 de 3
28 mayo

How are you going? ภาษาอังกฤษแบบออสซี่

 
เมื่อเครื่องบินลงจอดปั๊บความตื่นเต้นพรุ่งพรวดพราด โอ้ว!!!!!นี่ฉันถึงอะดิเลดด์แล้วรึนี่ คว้าเป้คู่ชีพได้ก็เดินนวยนาดไปผ่านพิธีการศุลกากรและตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่หนุ่มยิ้มมาแต่ไกลเชียว ฉันแอบคิดในใจว่าเครื่องลงเช้าขนาดนี้ยังอารมณ์ดีได้ปานนี้ ดูท่าแล้วคนเมืองนี้จะอารมณ์ดีจิงๆ ว่าแล้วก็ถึงคิวเรามั่ง ขณะเดินไปยื่นพาสปอตให้นั้นเจ้าหน้าที่หนุ่มทักทายทันที
 
หนุ่มออสซี่:      How are you going?
สาวไทยอย่างฉัน: แอบคิดอยู่ในใจ อะไรกันเพิ่งยื่นพาสปอตเนี่ยตรายังไม่ประทับดังโป้งเลยถามละจะกลับบ้านยังไง ....โอ้ไรเนี่ย....ก็เลยตอบไปแบบงงๆแต่ยังตอบด้วยความเชื่อมั่นอย่างสูงลิบลิ่วว่า 
                      Oh! my friend is picking me up,  therefore, I will be going by car. 
                      Thank you for asking, that's very nice of you.
หนุ่มออสซี่:       ???????
สาวไทยอย่างฉัน:  เห็นหนุ่มออสซี่ถือหนังสือเดินทางของฉันแล้วทำหน้าเหรอหราเลิกคิ้วซะสูงลิบลิ่วพร้อมกับทำตาเหลือกเล็กน้อย สงสัยทันทีว่าพาสปอร์ตฉันผิดปกติไรเหรอ ฉันเริ่มเกิดอาการ....ไม่ผิดนะไม่ผิดทุกอย่างถูกต้องแน่นอน ชัวร์ ก็เลยรีบชิงถามว่า 
                        Is there anything wrong with the passport?
 
หนุ่มออสซี่:        urrmm....There is nothing wrong with the passport. The passport is fine. The Visa is fine but.....
สาวไทยอย่างฉัน:  Then what is it?  รีบถามทันที คิดในใจแล้วมันไรล่ะ เร็วๆก่ะ ปี้ใจ๋บ่ดี ขะจั๋ยก่ะ มัวแต่อึกอัก อ้ำอึ้งกับ but เบิด..อยู่นั่นแหละ พี่ท่านก็อ้อมแอ้มๆเหลือเกิน แล้วตอบว่า 
 
หนุ่มออสซี่:        But.....How are you going in Australian English means ..... HOW ARE YOU?
 
สาวไทยอย่างฉัน:  ?????????????? OK then! I was fine but now I am not fine. 
                       
หน้าแตกยับเยินเป็นเสียงๆ ต้องร้องเพลง ใจพี่หายวาบเมื่อเห็นเศษหน้าเกลื่อนกระจาย รีบรับพาสปอรต์ แต่ยังไม่วายหันไปขอบคุณเขาอีกแน่ะ แล้วตั้งหน้าตั้งตาเดินจ้ำไปรับกระเป๋า ฮาตัวเองอย่างแรงกับ บทเรียนแรก (Lesson)ในประเทศนี้ ที่ทำให้ฉันโง่น้อยลง (less + on งัย)
 
ตอนนั้นน่ะ แค่เหยียบแผ่นดินเท่านั้นนะ ยังเจอซะเสียสวยเลย หลังจากนั้นมาจนถึงทุกวันนี้กับเวลาสี่ปีที่อยู่ในประเทศนี้ เจอมันกระหน่ำเลย แต่สนุกมาก สนุกกับความไม่รู้ของตัวเอง สนุกกับทุกอย่างที่มันอยู่รอบตัว ภาษา วัฒนธรรม ใครว่าออสเตรเลียไม่มีวัฒนธรรมต้องลองมาสัมผัสเองแล้วล่ะ การเรียนรู้วัฒนธรรมอื่นนั้นต้องทะลุกรอบของคำว่าวัฒนธรรมของตัวเราก่อน เราถึงจะมองเห็น สัมผัส และรู้สึกถึงความงามความคิดของวัฒนธรรมอื่น เราต้องไม่มองวัฒนธรรมอื่นบนฐานของความคิดของวัฒนธรรมเราหรือผ่านวัฒนธรรมอื่นๆ ต้องทำตัวให้เป็นฟองน้ำเสมอซึ่งเมื่อดูดซับวัฒนธรรมอื่นก็ยังไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง
 
ทุกอย่างแม้แต่สิ่งเล็กๆน้อยๆก็ยังเป็นการเรียนรู้แบบสะสม ภาษาที่ผิดพลาดก็เหมือนกันนั่นแหละมันก็คือการเรียนรู้การสื่อสารข้ามวัฒนธรรมเป็นการทะลุกรอบวัฒธรรมของเราเอง นอกจากนี้ฉันยังเรียนรู้ที่จะทิ้งความอายจากการหน้าแตก เรียนรู้ที่จะหัวเราะอย่างสนุกสนานและเมามันกับอาการหน้าแตกและความผิดพลาดของตัวเองเพราะสิ่งเหล่านี้คือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด  ถ้าเราจะเรียนภาษาข้อผิดพลาดนั้นมีแน่และมันเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดามากของการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมภาษาและความคิด ข้อผิดพลาดเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่สามารถชี้ขาดได้ว่าเราผิดหรือถูก แต่มันเป็นสิ่งที่สังคมนั้นๆยอมรับว่าเหมาะสมและควรแก่สถานการณ์นั้นๆมากกว่า ฉันยังเชื่อเสมอว่าเมื่อเราเรียนภาษาข้อผิดพลาดมีแน่และจงอย่ากลัวที่จะผิดเพราะมันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม
 
When you learn a language do make mistakes. As they teach you the proper and conventional language use of a culture and not that YOU as a person is right or wrong. Its is the cross culture communication process.
 
นั่นคือบทเรียนแรกของฉันสำหรับการทักทาย การทักทายสำหรับชาวออสซี่ที่ใช้กันอยู่ทั่วๆไป ก็ยังมี เช่น
 
Good day.             ออกเสียงแบบออสซี่ก็เป็น  กู๊ดดาย หรือ กูดดอย
Good day,mate.                                         กูดดาย เมท   คำว่าเมทนี่ก็แปลว่าเพื่อน ใช้ได้กับทุกเพศ ทุกวัย
                                                                แต่ส่วนใหญ่จะเห็นหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ใช้ มาถึงแรกๆก็ไม่ค่อยได้ยินผู้หญิงใช้กันเท่าไหร่นัก
                                                                 ระยะหลังๆมานี่ก็เห็นใช้กันเยอะมาก แต่จะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆเท่านั้นนะที่เห็นน่ะ
                                                               
 
แล้วเวลาตอบ ก็ตอบ ว่า I'm good, thank you. หรือ  I'm fine, thank you. หรือถ้าแบบไม่เป็นทางการ ก็มักจะตอบกันว่า Thanks, mate. พอเห็นคำตอบอย่างนี้นึกไปถึงน้องคนไทยคนหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่า
 
น้อง:         พี่ๆ หนูเกือบไปแล้วไหมล่ะ ท่องจำมาแต่เด็กตั้งก่ะเรียนภาษาอังกฤษ
พี:            อะไรล่ะ
น้อง:         ลืมตัวอ่ะพี่ พอตอบ I'm fine, thank you and you? นะ แล้วพอเขาตอบเราว่า I'm fine, thank you.
               หนูเกือบบอกไปแล้วว่า Please sit down.
พี่ +น้อง:   555555555555
พี่:            น้องเอ๋ย พี่ไม่อยากบอกเล้ยยยยยย ว่าพี่ก็เป็น โดยเฉพาะครูภาษาอังกฤษน่ะ พี่ไม่ใช่แค่เกือบไป
               พี่หลุดเลยย่ะ เพราะความเป็นครูของฉันนี่แหละ อายไหม Please sit down. เต็ม ๆ
น้อง:         แล้วพี่ทำไงอ่ะ
พี่:            ฉันก็หัวเราะขำตัวเองซิยะ  
 
แล้วทั้งสองก็ฮาประสานเสียงกันเป็นวงดูโอ โอ๊ยปวดแก้ม ไปล่ะ ไว้เจอกันใหม่
 
นี่เอาเรื่องเค้ามาเล่ายังไม่ได้บอกเขาเลย เอาเป็นว่าถ้าเจ้าตัวมาอ่านก็ขออนุญาตตรงนี้เลยนะ จะแจมก็ไม่ว่ากันอิ อิ
 
08 mayo

คำพ่อสอน

คำพ่อสอน

 

เคยไหมที่ทำงานอยู่

แล้วเกิดอาการท้อ...หมดแรง...

มันเหมือนกับว่าทุกอย่างทำไมไม่เข้าข้างเรา

ทั้งๆที่เราตั้งใจทำงานมาตลอด

จะถอดใจก็หลายครา

ทำให้แทบไม่อยากเดินหน้า

....

มีแต่คนบอกว่า...

นั่นแหละพิสูจน์ค่าความเป็นคนและความคิดของเรา

อืม....คงจะจริงดังว่า...

แต่ฉันก็คงเจอมันมากหน่อยก็เท่านั้น..และ

ทำให้แทบไม่อยากเดินหน้า

.....

วันนี้..ขณะที่ฉันเดินมาโรงเรียน..

พร้อมเป้ใบเขื่อง และอาหารสองมื้อ..

....จู่ๆ....

ฉันระลึกถึงคำของพ่อ..ขึ้นมาเลยทันที

พ่อจะบอกเสมอ.....ฉันก็รู้ว่าพ่อบอก

แต่ความนัยของมันนั้น...

ฉันเพิ่งรู้ซึ้งและเข้าใจ... แบบ ดิ่ง...และลึก...

แล้วก็พลันทำให้ฉันน้ำตารื้อขึ้นมาคลอตา..

และรู้สึกเต็ม...อิ่ม...นิ่ง...และเข้าใจชีวิตมากขึ้น

แล้วฉันก็เรียนรู้ความลับบางอย่างของชีวิต

 

ฉันยิ้ม...ยิ้ม...และยิ้ม..

ให้กับการก้าวผ่านความละเอียดอ่อนอีกขั้นหนึ่งของชีวิต

และฉันยิ้ม..จากใจ..ให้กับความโชคดีของฉัน

ที่มีพ่อที่คอยสอนฉัน...และรู้ว่าเมื่อไหร่..ที่ฉันต้องการอะไร

รู้ว่า...เมื่อไหร่..ฉันจะเจออะไรในชีวิต

และเมื่อไหร่ที่ฉันต้องการความรู้ในการใช้ชีวิต

 

ฉันพร้อมแล้ว...ที่จะก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ

เพราะชีวิตมันก็ต้องเดินต่อไปเรื่อยๆ...เดินต่อไปเรื่อยๆ

Jalta hi jaawe, Jalta hi jaawe

 

................

 

พ่อเล่าว่า....

เรื่องชีวิตและความลับของชีวิตเนี่ย....

เขาเล่าและร้องกันเป็นเพลงมาแต่นานนม...

นักร้องเร่ร่อนสมัยบุราณ..เขาเล่าว่า...

 

ชีวิตน่ะ..มันเคลื่อนไหวไปตามจังหวะ

ค่อยๆเป็นค่อยๆไป...ค่อยๆเติบโตไป

เหมือนนกไงลูก...

เหมือนยังไงล่ะพ่อ ฉันถาม

นกตัวน้อยตัวนิดน่ะกว่าจะสร้างรังได้...

ต้องคาบกิ่งไม้ตั้งกี่เที่ยว...ต้องบินตั้งกี่ครั้ง...

ปีกๆน้อยๆของมันก็เหนื่อยเป็นธรรมดา..

พอเหนื่อยมันก็พัก...พักเสร็จก็คาบต่อ

ค่อยๆทำไป..ทีละเล็กทีละน้อย

จากกิ่งไม้...ทำไปเรื่อยๆ..

จนเป็นรังอันอบอุ่น

ชีวิตมันก็เดินไปเรื่อยๆ ...เดินไปเรื่อยๆ Jalta hi jaawe, Jalta hi jaawe

 

…………………………

คนเราก็เหมือนกัน

เราต้องเริ่มต้นก่อน..แล้วค่อยๆเป็นค่อยไป

การสร้างชีวิต การงาน และครอบครัวนั้น

ก็ต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไปเหมือนกัน

จากหนึ่งเป็นสอง...จากสอง..เป็นสาม...

จากสามเป็นสี่...จากสี่เป็นห้า...

 บางครั้ง..จากห้าเป็นสาม..ก็มีเหมือนกัน

 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิต การงาน หรือครอบครัว

มันก็เหมือนการต่อของเล่น..

ต่อทีละชิ้น..ทีละอัน..ติดแน่นบ้าง ..หล่นบ้าง

หล่นก็เก็บได้..แล้วต่อใหม่

 

เมื่อล้ม...มันมีเหนื่อยและท้อ..มันเป็นธรรมดาของมัน

บางทีมันรู้สึกว่าหนักหนาสาหัส

เหมือนมีภูเขาขวางอยู่..จะข้ามไปได้อย่างไร

ไม่ใช่ว่าจะข้ามไปไม่ได้..มันข้ามได้

แต่มันอยู่ที่ใจไงล่ะ ..ยกมันออกไปสิ.....

จงเรียนรู้จากสิ่งที่ทำให้เราล้ม..และท้อ

ที่สำคัญที่สุด...

จากสิ่งเหล่านั้นเราเรียนรู้ตัวเอง

เรียนรู้ความเข้มแข็ง..และความอ่อนแอของตัวเอง

เมื่อเรียนรู้แล้ว...ลุกขึ้นยืนให้ได้..เพราะ

ชีวิตมันต้องเดินหน้า..

แล้วมันก็จะเดินไปเรื่อยๆ..เดินไปเรื่อยๆ... Jalta hi jaawe, Jalta hi jaawe

……………………………

 

ลองดู...เส้นฝ้าย และเส้นไหม สิ

กว่าจะเป็นผ้าผืนหนึ่งได้..ไม่ใช่ของง่าย

ไหมและฝ้ายแต่เส้น..ที่โยงใยและถักทอนั่นน่ะ

มันมีจำนวนมากมายมหาศาล

และต้องอาศัยความอดทน..ความอดกลั้นสูงของผู้ทอ

 กว่าจะมาเป็นผ้าผืนสวยผืนงามหนึ่งผืน

มันก็ต้องถักต้องทอกันไปเรื่อยๆ...ทอกันไปเรื่อยๆ

ชีวิตมันก็เดินไปเรื่อยๆ...เดินไปเรื่อยๆ... Jalta hi jawe, Jalta hi jawe

..........................................

 

ลองดูซิลูก..

กว่าจะมาเป็นน้ำหนึ่งแก้ว

กว่าจะมาเป็นแม่น้ำหนึ่งสาย

กว่าจะมาเป็นทะเล และมหาสมุทร

ต้องใช้น้ำกี่หยด

ทุกอย่างมันเริ่มมาจากน้ำหนึ่งหยด

มีหยดที่หนึ่ง...หยดที่สอง..หยดที่สาม

แต่ละหยด..มารวมกัน..

มันใช้เวลาและความพยายาม

แล้วมันก็จะเพิ่มไปเรื่อยๆ...เพิ่มไปเรื่อยๆ

พอแดดร้อน..มันก็ระเหยไปบ้าง

แต่มันก็จะหยดมาเรื่อยๆ...หยดมาเรื่อยๆ

ชีวิตมันก็เดินไปเรื่อยๆ...เดินไปเรื่อยๆ... Jalta hi jawe, Jalta hi jawe

.................................

 

ชีวิตเราก็เหมือนกันนะลูก

เราก็ค่อยๆถักค่อยๆทอไปเรื่อยๆ...

ตกแต่งชีวิตเราไปเรื่อยๆ

อยากให้ชีวิตเราเป็นอย่างไร..

เราต้องค่อยๆสร้าง..ค่อยๆรังสรรค์ไปเรื่อยๆ

เมื่อเราถึงจุดหนึ่งในชีวิต...

และเราหันกลับมามองความพยายามของเรา

เราจะเห็นว่าผ้าผืนที่เราพยายามถักทอนั้น

มันสวยงามมาก..

 

ท้ายสุดแห่งชีวิต..เราจะไม่แค่นั่งชื่นชมผ้าผืนสวยผืนงามแต่เท่านั้น

หากแต่เราจะชื่นชม..เส้นด้ายและเส้นไหมของเรา

ที่เราได้สร้างขึ้นระหว่างทางเดินของเรา

ที่เราเดินมาเรื่อยๆ...เดินมาเรื่อยๆ

 

ชีวิตมันก็เดินไปเรื่อยๆ...เดินไปเรื่อยๆ... Jalta hi jawe, Jalta hi jawe

...................................

 

ฉันอยากบอกพ่อเหลือเกินว่า

 

เส้นด้ายเส้นหนึ่ง...

ที่มาจากผืนผ้าอันสวยงามและอบอุ่นของพ่อนั้น

จะพยายามอย่างที่สุด..

ที่จะสร้างผ้าผืนที่สวยงามและอบอุ่น

ดังเช่นที่พ่อได้สร้างไว้

พ่อรอดูเส้นด้ายเส้นนี้ของพ่อด้วยนะจ๊ะ

เส้นด้ายเส้นนี้ก็จะเดินไปเรื่อยๆ

เดินไปเรื่อยๆ...เดินไปเรื่อยๆ

.........เพราะ.......

ชีวิตมันก็เดินไปเรื่อยๆ...เดินไปเรื่อยๆ... Jalta hi jaawe, Jalta hi jaawe

 

 DSC02189

รูปน้องสาวค่ะ วันรับปริญญาเอก พ่อกับแม่ปลื้มสุด

 

03 abril

ฉัน ลูกช้าง ลูกนกลูกกา: ภาษา การรับรู้และความจริง

 
 ลิงค์มันยาวเกิน  เลยเอามาแปะให้อีกทีค่ะ
 
ภาษา (Language)
หลายๆเดือนก่อนเคยตั้งคำถามกันเล่นๆว่า ทำไมนะ ทำไม ทำไม why why why
ทำไมเราจึงแทนตัวเองว่าลูกช้าง ลูกนกลูกกา
แล้วถามกันต่อว่าทำไมต้องเป็นช้าง เป็นไดโนเสาร์ไม่ได้เหรอ 
แล้วทำไมต้องเป็นลูกนกลูกลูกกาล่ะ เป็นลูกมดลูกปลวก  หรือลูกกบลูกเขียด ไม่ได้หรืองัย
 
เออนะ เราว่าน่าคิด คิดได้ก็ลงมือทำงานทันที ถามคนรอบตัวก่อนเลย
ถามแม่ แม่หัวเราะ ฮามาก แล้วบอกว่า เออเนอะ คงได้บุญเยอะขึ้น
ถ้าเปลี่ยนจาก ลูกช้างเป็นลูกไดโนเสาร์ มันตัวโตขึ้น แล้วก็หัวเราะเอิ๊กอ๊าก
พร้อมกับบอกว่า ตั้งแต่ไปเรียนเนี่ย มีคำถามแปลกๆเหมือนตอนเป็นเด็กๆเลย
ทุกอย่างรอบตัวถามหมด เอ๊ะ...คิดอยู่นาน...นี่แม่พูดไรอ่ะ ชมรึด่าเนี่ย
 
ชักไม่แน่ใจ เลยถามคนอื่นต่อ เวลาถามใครก็มีแต่คนมองแบบ "มันถามไรอ่ะ"
"นี่หล่อนถามบ้าไรยะ มันก็ใช้ของมันมาตั้งนานนมแล้วย่ะ จะให้เปลี่ยนได้ไงยะหล่อน"
พูดจบเพื่อนร่วมงานคนนี้ก็หันกลับไปอ้าปากส่องกระจกอันจึ้งหนึ่ง เพื่อปาดลิปสติกต่อ
อีกคน ที่เดินไปเดินมาแถวๆนั้น สวนขึ้นทันทีเมื่อมีช่องว่าง
หรือเธอจะให้เป็น "โปรดเห็นใจลูกกบลูกเขียดด้วยเถอะ" หรือว่าเป็น
"หลวงพ่อเจ้าขาขอให้ลูกไดโนเสาร์ถูกรางวัลที่หนึ่งด้วยเต้อะเจ้าค่ะ" อย่างนี้เหรอยะ
"หรือว่าคุณมิลค์ขา นึกซะว่าเห็นแก่ลูกมดลูกปลวกตาดำๆ นะเคอะ อย่าไล่หนูหิ่นออกเลยนะเจ้าเคอะ" หรืองัยยะหล่อน
เราเองก็แอบขำระหว่างที่สาวๆในออฟฟิศยกตัวอย่างให้ฟังประกอบท่าทาง
บ้างก็บอกว่า "มันถามไรของมันอ่ะ มันบ้ารึเปล่าเนี่ย" แล้วก็เดินทำหน้าเซ็งจากไป
 
โอ..เอ๊ะ รึว่าจะจริงอ่ะ ว่าคำถามบ้าๆ รู้สึกเหมือนกันนะว่า
ทำไมฉันถามคำถามได้แบบเรียกกำปั้น พร้อมแรงกระทบให้มาอยู่บนใบหน้าได้อย่างนี้เนี่ย เก่งจริงๆเลยวุ้ย
ทำไม้ ทำไมเราถึงถามได้แบบ ไม่คำนึงถึงมวลสารสีเทาในกะโหลกเล้ยยยย
....................................
การรับรู้ (Cognition)
เมื่อเวลาผ่านไป มีอยู่วันหนึ่งมีโอกาศถกเรื่องพระพิฆเนศวร กับชายหนุ่มสมองหล่อเลิศ ที่มีความรู้ และอ่านมากกว่าเราไปหลายขุมในเรื่องนี้ว่า ทำไมพระพิคณศวรถึงมีเศียรเป็นช้าง และความสำคัญของช้าง ถกไปถกมา ทำให้รู้ว่าช้างนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากในวัฒนธรรมที่ได้รับการถ่ายทอดจากอินเดีย ซึ่งมีปรากฏทั้งในรูปเทพเจ้า เช่น พระพิฆเนศวร ช้างเคยเป็นสัญลักษณ์ในธงของประเทศไทย ใช้เป็นพาหนะในการทำศึกสงคราม และมีความสำคัญมากถึงขั้นที่ว่า
ต้องมีการดูช้างเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะ มีผู้ชำนาญการพิเศษเป็นตระกูลเฉพาะ เจ้าตัวผู้ร่วมถกนั้นน่ารักมากมีอีเมล์ตอบกลับมาเล่าถึงความสำคัญของช้าง อย่างคร่าวๆ จากความทรงจำให้ฟังอีกว่า
 
"พูดถึงทำไมช้างถึงได้รับเลือกให้ไปเป็นเศียรของพระพิฆเนศวรนี่นะ ผมว่ามันก็อาจจะเป็นสัญลักษณ์แหละ คิดว่าช้างคงเป็นสัตว์สำคัญเอามาก ๆ เพราะเป็นสัตว์ใหญ่ นี่ถ้าไดโนเสาร์ยังอยู่ เราอาจจะไม่เห็นหัวช้างแทนเศียรพระพิฆเนศวรก็ได้  ทะลึ่งอีกละ อีกอย่าง  ช้างถือเป็นสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรม  ความเชื่อ  ตำนานและเรื่องเกี่ยวกับศาสนามากมาย ยังไม่นับช้างที่เป็นสัตว์คู่บุญของพระจักรพรรดิ์อีก ที่สำคัญ  ช้างในศาสนาพุทธก็มีการเอ่ยถึงนะ พระยาช้างตระกูลฉันทันต์ ถือเป็นช้างที่เลิศที่สุด ช้างฉันทัตน์ 10 เชือกมีกำลังเท่าพระพุทธเจ้า 1 พระองค์ คิดดู  เขาให้ความสำคัญมากแค่ไหน ในเทพปรกนัมณ์ของอินเดีย  พระพุธก็ทรงช้างเป็นพาหนะ ไม่นับช้างเอราวัล 33 หัวของพระอินทร์  ซื้งอันนี้เรารู้ ๆ กันอยู่ ดังนั้นช้างจึงเป็นสัตว์สำคัญที่สมควรนำมาเป็นเศียรให้พระพิฆเนศวร ซึ่งต่างกับพระทักษะ พ่อของอดีตภรรยาพระอิศวร ที่โดนตัดหัวแล้วเอาหัวแพะมาต่อแทน นัยว่าเป็นการประจานถึงความโง่เขลาที่ไม่รู้ว่าลูกเขย  (พระอิศวร) เก่งแค่ไหน" ปฏิพันธ์ อุทยานุกูล (อีเมล์, 14 มิถุนายน, 2007)
 
(จริงๆแล้วก็อยากจะตอบว่า ที่บอกว่า "อันนี้เรารู้ๆกันอยู่..." จริงๆแล้วไม่รู้เลยอ่ะ ไม่เคยอ่านเลย จ๊ากกกก ยังไม่อยากได้หัวแพะเด้อท่าน ต้องขอบคุณคุณปฏิพันธ์อย่างสูงลิ่วที่ได้กรุณาให้ความรู้เพิ่มเติมกับคนอ่านน้อยอย่างเรา ขอขอบคุณงามๆเลย แถมเลี้ยงข้าวหนึ่งมื้อ แต่เอ....รอนานหน่อยนะท่าน อีกปีกะแปดเดือนเลยเด้อท่าน)
 
เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ เมื่อวิเคราะห์แล้วเห็นชัดเลยว่า ช้างเป็นสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและการสร้างวัฒนธรรมในช่วงเวลานั้นๆ เมื่อเรารับวัฒนธรรมอินเดียต่อๆมา แนวความคิดก็ได้รับการถ่ายทอดตามมาและพัฒนา ประสานสอดคล้องและกลมกลืนไปกับวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิม ประสานเข้ากับความเชื่อเดิมจนสนิท แล้วการประสานสอดคล้องกับความเชื่อเดิมๆได้อย่างสนิทใจนั้น เห็นได้ชัดเจนในการใช้ภาษาเช่นกัน ในคำว่า ลูกช้าง และ ลูกนกลูกกา แล้วคิดต่อไปอีกนิดว่า แล้วทีนี้ ลูกช้าง เกี่ยวไรกับ "ฉัน" และ ลูกนกลูกกา เอาล่ะ ตามทันนะ ถามใครเนี่ย อ้อ ถามตัวเอง
 
ฉัน: การแทนตัวเอง
ฉัน ก็คือ ประธาน เอกพจน์ บุรุษที่หนึ่ง (หรือสตรีที่หนึ่งก็น่าจะได้ เพราะคำนี้เป็นคำที่มีนัยการกีดกันทางเพศอยู่ จะได้กล่าวถึงในโอกาศต่อไปถ้านึกออก)
ฉัน ก็คือ ตัวคน หรือมนุษย์ นอกจากคำว่า ฉัน แล้วยังมีอีกเพียบที่ใช้แทนตัวเราได้ เช่น กรู ฮา ข้า ข้อย และอื่นๆที่ทุกท่านนึกออกในภาษาไทยทั้งประเทศ
ใช้ในแทบทุกสถานการณ์ เมื่อหมายถึงตัวเอง  
 
ลูกช้าง ก็คือ ฉัน นั่นแหละ แต่เป็น ฉัน ที่ใช้ในสถานการณ์พิเศษ กล่าวคือ เมื่อสื่อสารกับสิ่งที่เหนือธรรมชาติ หรือสิ่งที่เราไม่สามารถต่อรองอำนาจได้ ต้องอ้อนวอน ดังกรณีตัวอย่างข้างต้น เช่น "ขอให้ลูกช้างถูกหวยด้วยเถ๊อะ ลูกช้างจะถวายหัวหมู เหล้าไห ไก่คู่" (วัฒนธรรมไตจริงๆเลยเหล้าไหไก่คู่เนี่ย อย่าลืมเตือนเน้อไว้จะเล่าเรื่อง "วัฒนธรรมไตกับเขาปาดไก่"ใหฟังอีกอิอิ)
 
ลูกนกลูกกา ก็คือ ฉันอีกนั่นแหละ แต่เป็นฉันที่ใช้ในบริบทพิเศษ ใช้เมื่อสื่อสารกับคนที่มีอำนาจเหนือกว่า เช่น เจ้านายขา นึกว่าสงสารลูกนกลูกกาเถอะนะคะอะไรประมาณนี้ มีใครคิดไรได้เพิ่มเติมบอกนะคะ
 
แล้วทีนี้สามคำข้างบนเกี่ยวไรกัน มีความสำคัญตรงไหน ภาษาที่เราใช้สะท้อนให้เห็นการรับรู้บางอย่าง การรับรู้นั่นก็คือเรารับรู้ความสัมพันธ์บางอย่าง ซึ่งก็คือความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ช้างเป็นสัตว์ใหญ่กับอำนาจที่มองไม่เห็น กับ ลูกนกลูกกาเป็นสัตว์เล็กกับอำนาจที่มองเห็น เอานะคะ ข้ามไปอีกหัวข้อนะ เพราะอธิบายปั๊บมันเข้าทันทีเลย
 
ความจริง (Reality)
 ความจริงของคำศัพท์ ทั้งสำรับนี้ก็คือ ในระดับที่หนึ่ง เราเชื่อกันอยู่ว่าลึกๆว่ามนุษย์ก็คือสัตว์ชนิดหนึ่ง เราถึงมีคำกล่าวที่ว่า "มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ" แต่ดูให้ดีในขณะเดียวกันเรายังแยกตัวเองออกจากความเป็นสัตว์ ในขณะที่แยกตัวเองนั้น เราก็ยังยอมรับความเป็นสัตว์ในคำว่า ลูกช้าง ลูกนกลูกกา หรืออาจจะมีใครเถียงว่า มันเป็นคำเปรียบเปรยก็ตาม ถ้าเป็นคำเปรียบเปรยแล้วทำไมเราไม่ใช้ ไดโนเสาร์ หรือ ลูดมดลูกปลวกล่ะ คำตอบคือ สัตว์ที่มนุษย์เราเลือกเป็นนั้น ทั้งช้างและ ลูกนกลูกกา มียังมีนัยสำคัญทางอำนาจแฝงอยู่ แฝงอย่างไรล่ะ
 
ความจริงในระดับที่สองก็คือ ถึงแม้เราจะเลือกเป็นสัตว์ เมื่อแทนตัวกับสิ่งเหนือเราที่เป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ เรายังเลือกเป็นสัตว์ที่ใหญ่ที่สุด มีอำนาจที่สุด มีอำนาจเหนือสรรพสัตว์ทั้งหลาย แม้กระทั่งยามที่เราเลื่อกแทนตัว เป็นลูกนกลูกกา กับสิ่งที่มีอำนาจเหนือเราแต่เป็นมนุษย์เหมือนกัน เรายังเลือกการนิยามความหมายให้กับตัวเองว่าเป็นบุคคลที่น่าสงสาร เปรียบเหมือนเด็กที่ยังไร้เดียงสาหากินไม่ได้ ต้องพึ่งพาผู้มีอำนาจ ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อใคร เรายังมองภาพของแม่นกส่งอาหารให้ลูกนกถึงปากด้วย ภาพของสัตว์กับคนที่มีอำนาจในระดับรูปร่างเท่ากัน คำแทนตัวก็เล็กลง
 
ดังนั้น คำว่าลูกช้าง และ ลูกนกลูกกา จึงมีนัยสำคัญทางทางการกำหนดความสัมพันธ์เชิงอำนาจของคน และสิ่งแวดล้อม จึงทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างภาษา วัฒนธรรม การรับรู้ และความจริงได้อย่างชัดเจน
 
ภาษามีผลต่อระบบความคิดของคน เราใช้ภาษาอะไร เราก็จะมีระบบคิดเป็นภาษานั้นๆ เพราะแต่ละภาษารับรู้ความจริงที่ต่างกัน มันอาจจะมีทั้งที่เหมือนกัน คล้ายกัน และต่างกัน
 
เฮ้อจบซะที ฟุ้งซ่านมานานล่ะ
 
เอ้อ...มีคำว่า "หนู" อีกคำอ่ะ ไว้โอกาสหน้าแล้วกันนะ
08 marzo

งดอัพสเปซชั่วคราว

ช่วงนี้งดอัพสเปซชั่วคราวค่ะ เพราะกำลังอยู่ในระหว่างการปั่นงานสุดตัว
เหลืองานเขียนทีซิสอีกสองบท และบทสรุป ค่ะ
กำลังเร่งสปีดเต็มที่อยากให้เสร็จภายในหกเดือนนี้น่ะ
อยากจบแล้วค่ะ อยากกลับบ้านเต็มที่แล้วค่ะ
 
อ้อแต่รายละเอียดการรักษากะเพาะแบบใหม่ก็เก็บรายละเอียดไว้เหมือนกันนะคะ
เอาเป็นว่าอาการหายเมื่อไหร่ หรือหมอบอกเคลียร์จากแบคทีเรียเมื่อไหร่แล้ว
จะมาเล่าให้ฟังอีกทีค่ะ
 
 
คนแซ่ปั่น (งาน) อิอิ
 
07 febrero

วันนี้คุณอาบน้ำแล้วหรือยัง

 

 วันนี้ไปเปิดดิกชั่นนารีภาษาอุรดูที่ชื่อ Intekhab-O-Lughat ซึ่งเป็นดิกชันนารีที่รวบรวมเฉพาะคำศัพท์ภาษาอุรดูที่ปรากฏในบทกวีภาษาอุรดูไว้เป็นเว็บเลย พอเปิดปั๊บคำแรกที่เห็นเท่านั้นแระ ทำให้สะดุ้งสะเด็นแทบตกเก้าอี้ คำแรกของหน้าเริ่มด้วยตัวอักษร อาเลฟ ซึ่งเป็นตัวอักษรตัวแรกของภาษาอุรดู

                                   sea view 2

เขาเขียนว่าอย่างนี้

 

Aab     (a.) n.f:    water, luster, sharpness

 

 

ขออนุญาตเขียนคำนี้เป็นภาษาไทยว่า อาบ

 

พอจะนึกภาพออกไหมคะ

 

                                                seaview 4

มาดูกันชัดๆ เมื่อคำว่า Aab เป็นทั้งแอดเจคทีฟ  และเป็นทั้งคำนาม ที่แปลว่า น้ำ, ความบริสุทธ์, และความชัดเจนและใส ซึ่งรวมไปถึงความคมชัดและใสกระจ่างของปัญญา

 

คำนี้มีในภาษาไทยด้วย แต่เอามาซ้อนคำกับคำว่า น้ำ ดังนั้นคำว่า อาบน้ำ จึงเป็นคำซ้อนของคำว่าน้ำสองคำโดยคำนึงเป็นภาษาไทยและอีกคำนึงน่าจะเป้นไปได้ว่ามาจากภาษาอะไรบางอย่างก่อนที่จะกลายเป็นภาษาอุรดู

 

เอวังก็น่าจะมีด้วยประการละฉะนี้แล เวลาคุณๆอาบน้ำก็ระลึกไปด้วยว่า อาบน้ำเป็นทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ อิอิ
                                                         sea view1

 
Todavía no se han agregado elementos de lista.

Windows Media Player