Perfil de SimmeesimmyFotosBlogListasMás Herramientas Ayuda

Blog


28 mayo

How are you going? ภาษาอังกฤษแบบออสซี่

 
เมื่อเครื่องบินลงจอดปั๊บความตื่นเต้นพรุ่งพรวดพราด โอ้ว!!!!!นี่ฉันถึงอะดิเลดด์แล้วรึนี่ คว้าเป้คู่ชีพได้ก็เดินนวยนาดไปผ่านพิธีการศุลกากรและตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่หนุ่มยิ้มมาแต่ไกลเชียว ฉันแอบคิดในใจว่าเครื่องลงเช้าขนาดนี้ยังอารมณ์ดีได้ปานนี้ ดูท่าแล้วคนเมืองนี้จะอารมณ์ดีจิงๆ ว่าแล้วก็ถึงคิวเรามั่ง ขณะเดินไปยื่นพาสปอตให้นั้นเจ้าหน้าที่หนุ่มทักทายทันที
 
หนุ่มออสซี่:      How are you going?
สาวไทยอย่างฉัน: แอบคิดอยู่ในใจ อะไรกันเพิ่งยื่นพาสปอตเนี่ยตรายังไม่ประทับดังโป้งเลยถามละจะกลับบ้านยังไง ....โอ้ไรเนี่ย....ก็เลยตอบไปแบบงงๆแต่ยังตอบด้วยความเชื่อมั่นอย่างสูงลิบลิ่วว่า 
                      Oh! my friend is picking me up,  therefore, I will be going by car. 
                      Thank you for asking, that's very nice of you.
หนุ่มออสซี่:       ???????
สาวไทยอย่างฉัน:  เห็นหนุ่มออสซี่ถือหนังสือเดินทางของฉันแล้วทำหน้าเหรอหราเลิกคิ้วซะสูงลิบลิ่วพร้อมกับทำตาเหลือกเล็กน้อย สงสัยทันทีว่าพาสปอร์ตฉันผิดปกติไรเหรอ ฉันเริ่มเกิดอาการ....ไม่ผิดนะไม่ผิดทุกอย่างถูกต้องแน่นอน ชัวร์ ก็เลยรีบชิงถามว่า 
                        Is there anything wrong with the passport?
 
หนุ่มออสซี่:        urrmm....There is nothing wrong with the passport. The passport is fine. The Visa is fine but.....
สาวไทยอย่างฉัน:  Then what is it?  รีบถามทันที คิดในใจแล้วมันไรล่ะ เร็วๆก่ะ ปี้ใจ๋บ่ดี ขะจั๋ยก่ะ มัวแต่อึกอัก อ้ำอึ้งกับ but เบิด..อยู่นั่นแหละ พี่ท่านก็อ้อมแอ้มๆเหลือเกิน แล้วตอบว่า 
 
หนุ่มออสซี่:        But.....How are you going in Australian English means ..... HOW ARE YOU?
 
สาวไทยอย่างฉัน:  ?????????????? OK then! I was fine but now I am not fine. 
                       
หน้าแตกยับเยินเป็นเสียงๆ ต้องร้องเพลง ใจพี่หายวาบเมื่อเห็นเศษหน้าเกลื่อนกระจาย รีบรับพาสปอรต์ แต่ยังไม่วายหันไปขอบคุณเขาอีกแน่ะ แล้วตั้งหน้าตั้งตาเดินจ้ำไปรับกระเป๋า ฮาตัวเองอย่างแรงกับ บทเรียนแรก (Lesson)ในประเทศนี้ ที่ทำให้ฉันโง่น้อยลง (less + on งัย)
 
ตอนนั้นน่ะ แค่เหยียบแผ่นดินเท่านั้นนะ ยังเจอซะเสียสวยเลย หลังจากนั้นมาจนถึงทุกวันนี้กับเวลาสี่ปีที่อยู่ในประเทศนี้ เจอมันกระหน่ำเลย แต่สนุกมาก สนุกกับความไม่รู้ของตัวเอง สนุกกับทุกอย่างที่มันอยู่รอบตัว ภาษา วัฒนธรรม ใครว่าออสเตรเลียไม่มีวัฒนธรรมต้องลองมาสัมผัสเองแล้วล่ะ การเรียนรู้วัฒนธรรมอื่นนั้นต้องทะลุกรอบของคำว่าวัฒนธรรมของตัวเราก่อน เราถึงจะมองเห็น สัมผัส และรู้สึกถึงความงามความคิดของวัฒนธรรมอื่น เราต้องไม่มองวัฒนธรรมอื่นบนฐานของความคิดของวัฒนธรรมเราหรือผ่านวัฒนธรรมอื่นๆ ต้องทำตัวให้เป็นฟองน้ำเสมอซึ่งเมื่อดูดซับวัฒนธรรมอื่นก็ยังไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง
 
ทุกอย่างแม้แต่สิ่งเล็กๆน้อยๆก็ยังเป็นการเรียนรู้แบบสะสม ภาษาที่ผิดพลาดก็เหมือนกันนั่นแหละมันก็คือการเรียนรู้การสื่อสารข้ามวัฒนธรรมเป็นการทะลุกรอบวัฒธรรมของเราเอง นอกจากนี้ฉันยังเรียนรู้ที่จะทิ้งความอายจากการหน้าแตก เรียนรู้ที่จะหัวเราะอย่างสนุกสนานและเมามันกับอาการหน้าแตกและความผิดพลาดของตัวเองเพราะสิ่งเหล่านี้คือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด  ถ้าเราจะเรียนภาษาข้อผิดพลาดนั้นมีแน่และมันเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดามากของการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมภาษาและความคิด ข้อผิดพลาดเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่สามารถชี้ขาดได้ว่าเราผิดหรือถูก แต่มันเป็นสิ่งที่สังคมนั้นๆยอมรับว่าเหมาะสมและควรแก่สถานการณ์นั้นๆมากกว่า ฉันยังเชื่อเสมอว่าเมื่อเราเรียนภาษาข้อผิดพลาดมีแน่และจงอย่ากลัวที่จะผิดเพราะมันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม
 
When you learn a language do make mistakes. As they teach you the proper and conventional language use of a culture and not that YOU as a person is right or wrong. Its is the cross culture communication process.
 
นั่นคือบทเรียนแรกของฉันสำหรับการทักทาย การทักทายสำหรับชาวออสซี่ที่ใช้กันอยู่ทั่วๆไป ก็ยังมี เช่น
 
Good day.             ออกเสียงแบบออสซี่ก็เป็น  กู๊ดดาย หรือ กูดดอย
Good day,mate.                                         กูดดาย เมท   คำว่าเมทนี่ก็แปลว่าเพื่อน ใช้ได้กับทุกเพศ ทุกวัย
                                                                แต่ส่วนใหญ่จะเห็นหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ใช้ มาถึงแรกๆก็ไม่ค่อยได้ยินผู้หญิงใช้กันเท่าไหร่นัก
                                                                 ระยะหลังๆมานี่ก็เห็นใช้กันเยอะมาก แต่จะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆเท่านั้นนะที่เห็นน่ะ
                                                               
 
แล้วเวลาตอบ ก็ตอบ ว่า I'm good, thank you. หรือ  I'm fine, thank you. หรือถ้าแบบไม่เป็นทางการ ก็มักจะตอบกันว่า Thanks, mate. พอเห็นคำตอบอย่างนี้นึกไปถึงน้องคนไทยคนหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่า
 
น้อง:         พี่ๆ หนูเกือบไปแล้วไหมล่ะ ท่องจำมาแต่เด็กตั้งก่ะเรียนภาษาอังกฤษ
พี:            อะไรล่ะ
น้อง:         ลืมตัวอ่ะพี่ พอตอบ I'm fine, thank you and you? นะ แล้วพอเขาตอบเราว่า I'm fine, thank you.
               หนูเกือบบอกไปแล้วว่า Please sit down.
พี่ +น้อง:   555555555555
พี่:            น้องเอ๋ย พี่ไม่อยากบอกเล้ยยยยยย ว่าพี่ก็เป็น โดยเฉพาะครูภาษาอังกฤษน่ะ พี่ไม่ใช่แค่เกือบไป
               พี่หลุดเลยย่ะ เพราะความเป็นครูของฉันนี่แหละ อายไหม Please sit down. เต็ม ๆ
น้อง:         แล้วพี่ทำไงอ่ะ
พี่:            ฉันก็หัวเราะขำตัวเองซิยะ  
 
แล้วทั้งสองก็ฮาประสานเสียงกันเป็นวงดูโอ โอ๊ยปวดแก้ม ไปล่ะ ไว้เจอกันใหม่
 
นี่เอาเรื่องเค้ามาเล่ายังไม่ได้บอกเขาเลย เอาเป็นว่าถ้าเจ้าตัวมาอ่านก็ขออนุญาตตรงนี้เลยนะ จะแจมก็ไม่ว่ากันอิ อิ
 
08 mayo

คำพ่อสอน

คำพ่อสอน

 

เคยไหมที่ทำงานอยู่

แล้วเกิดอาการท้อ...หมดแรง...

มันเหมือนกับว่าทุกอย่างทำไมไม่เข้าข้างเรา

ทั้งๆที่เราตั้งใจทำงานมาตลอด

จะถอดใจก็หลายครา

ทำให้แทบไม่อยากเดินหน้า

....

มีแต่คนบอกว่า...

นั่นแหละพิสูจน์ค่าความเป็นคนและความคิดของเรา

อืม....คงจะจริงดังว่า...

แต่ฉันก็คงเจอมันมากหน่อยก็เท่านั้น..และ

ทำให้แทบไม่อยากเดินหน้า

.....

วันนี้..ขณะที่ฉันเดินมาโรงเรียน..

พร้อมเป้ใบเขื่อง และอาหารสองมื้อ..

....จู่ๆ....

ฉันระลึกถึงคำของพ่อ..ขึ้นมาเลยทันที

พ่อจะบอกเสมอ.....ฉันก็รู้ว่าพ่อบอก

แต่ความนัยของมันนั้น...

ฉันเพิ่งรู้ซึ้งและเข้าใจ... แบบ ดิ่ง...และลึก...

แล้วก็พลันทำให้ฉันน้ำตารื้อขึ้นมาคลอตา..

และรู้สึกเต็ม...อิ่ม...นิ่ง...และเข้าใจชีวิตมากขึ้น

แล้วฉันก็เรียนรู้ความลับบางอย่างของชีวิต

 

ฉันยิ้ม...ยิ้ม...และยิ้ม..

ให้กับการก้าวผ่านความละเอียดอ่อนอีกขั้นหนึ่งของชีวิต

และฉันยิ้ม..จากใจ..ให้กับความโชคดีของฉัน

ที่มีพ่อที่คอยสอนฉัน...และรู้ว่าเมื่อไหร่..ที่ฉันต้องการอะไร

รู้ว่า...เมื่อไหร่..ฉันจะเจออะไรในชีวิต

และเมื่อไหร่ที่ฉันต้องการความรู้ในการใช้ชีวิต

 

ฉันพร้อมแล้ว...ที่จะก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ

เพราะชีวิตมันก็ต้องเดินต่อไปเรื่อยๆ...เดินต่อไปเรื่อยๆ

Jalta hi jaawe, Jalta hi jaawe

 

................

 

พ่อเล่าว่า....

เรื่องชีวิตและความลับของชีวิตเนี่ย....

เขาเล่าและร้องกันเป็นเพลงมาแต่นานนม...

นักร้องเร่ร่อนสมัยบุราณ..เขาเล่าว่า...

 

ชีวิตน่ะ..มันเคลื่อนไหวไปตามจังหวะ

ค่อยๆเป็นค่อยๆไป...ค่อยๆเติบโตไป

เหมือนนกไงลูก...

เหมือนยังไงล่ะพ่อ ฉันถาม

นกตัวน้อยตัวนิดน่ะกว่าจะสร้างรังได้...

ต้องคาบกิ่งไม้ตั้งกี่เที่ยว...ต้องบินตั้งกี่ครั้ง...

ปีกๆน้อยๆของมันก็เหนื่อยเป็นธรรมดา..

พอเหนื่อยมันก็พัก...พักเสร็จก็คาบต่อ

ค่อยๆทำไป..ทีละเล็กทีละน้อย

จากกิ่งไม้...ทำไปเรื่อยๆ..

จนเป็นรังอันอบอุ่น

ชีวิตมันก็เดินไปเรื่อยๆ ...เดินไปเรื่อยๆ Jalta hi jaawe, Jalta hi jaawe

 

…………………………

คนเราก็เหมือนกัน

เราต้องเริ่มต้นก่อน..แล้วค่อยๆเป็นค่อยไป

การสร้างชีวิต การงาน และครอบครัวนั้น

ก็ต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไปเหมือนกัน

จากหนึ่งเป็นสอง...จากสอง..เป็นสาม...

จากสามเป็นสี่...จากสี่เป็นห้า...

 บางครั้ง..จากห้าเป็นสาม..ก็มีเหมือนกัน

 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิต การงาน หรือครอบครัว

มันก็เหมือนการต่อของเล่น..

ต่อทีละชิ้น..ทีละอัน..ติดแน่นบ้าง ..หล่นบ้าง

หล่นก็เก็บได้..แล้วต่อใหม่

 

เมื่อล้ม...มันมีเหนื่อยและท้อ..มันเป็นธรรมดาของมัน

บางทีมันรู้สึกว่าหนักหนาสาหัส

เหมือนมีภูเขาขวางอยู่..จะข้ามไปได้อย่างไร

ไม่ใช่ว่าจะข้ามไปไม่ได้..มันข้ามได้

แต่มันอยู่ที่ใจไงล่ะ ..ยกมันออกไปสิ.....

จงเรียนรู้จากสิ่งที่ทำให้เราล้ม..และท้อ

ที่สำคัญที่สุด...

จากสิ่งเหล่านั้นเราเรียนรู้ตัวเอง

เรียนรู้ความเข้มแข็ง..และความอ่อนแอของตัวเอง

เมื่อเรียนรู้แล้ว...ลุกขึ้นยืนให้ได้..เพราะ

ชีวิตมันต้องเดินหน้า..

แล้วมันก็จะเดินไปเรื่อยๆ..เดินไปเรื่อยๆ... Jalta hi jaawe, Jalta hi jaawe

……………………………

 

ลองดู...เส้นฝ้าย และเส้นไหม สิ

กว่าจะเป็นผ้าผืนหนึ่งได้..ไม่ใช่ของง่าย

ไหมและฝ้ายแต่เส้น..ที่โยงใยและถักทอนั่นน่ะ

มันมีจำนวนมากมายมหาศาล

และต้องอาศัยความอดทน..ความอดกลั้นสูงของผู้ทอ

 กว่าจะมาเป็นผ้าผืนสวยผืนงามหนึ่งผืน

มันก็ต้องถักต้องทอกันไปเรื่อยๆ...ทอกันไปเรื่อยๆ

ชีวิตมันก็เดินไปเรื่อยๆ...เดินไปเรื่อยๆ... Jalta hi jawe, Jalta hi jawe

..........................................

 

ลองดูซิลูก..

กว่าจะมาเป็นน้ำหนึ่งแก้ว

กว่าจะมาเป็นแม่น้ำหนึ่งสาย

กว่าจะมาเป็นทะเล และมหาสมุทร

ต้องใช้น้ำกี่หยด

ทุกอย่างมันเริ่มมาจากน้ำหนึ่งหยด

มีหยดที่หนึ่ง...หยดที่สอง..หยดที่สาม

แต่ละหยด..มารวมกัน..

มันใช้เวลาและความพยายาม

แล้วมันก็จะเพิ่มไปเรื่อยๆ...เพิ่มไปเรื่อยๆ

พอแดดร้อน..มันก็ระเหยไปบ้าง

แต่มันก็จะหยดมาเรื่อยๆ...หยดมาเรื่อยๆ

ชีวิตมันก็เดินไปเรื่อยๆ...เดินไปเรื่อยๆ... Jalta hi jawe, Jalta hi jawe

.................................

 

ชีวิตเราก็เหมือนกันนะลูก

เราก็ค่อยๆถักค่อยๆทอไปเรื่อยๆ...

ตกแต่งชีวิตเราไปเรื่อยๆ

อยากให้ชีวิตเราเป็นอย่างไร..

เราต้องค่อยๆสร้าง..ค่อยๆรังสรรค์ไปเรื่อยๆ

เมื่อเราถึงจุดหนึ่งในชีวิต...

และเราหันกลับมามองความพยายามของเรา

เราจะเห็นว่าผ้าผืนที่เราพยายามถักทอนั้น

มันสวยงามมาก..

 

ท้ายสุดแห่งชีวิต..เราจะไม่แค่นั่งชื่นชมผ้าผืนสวยผืนงามแต่เท่านั้น

หากแต่เราจะชื่นชม..เส้นด้ายและเส้นไหมของเรา

ที่เราได้สร้างขึ้นระหว่างทางเดินของเรา

ที่เราเดินมาเรื่อยๆ...เดินมาเรื่อยๆ

 

ชีวิตมันก็เดินไปเรื่อยๆ...เดินไปเรื่อยๆ... Jalta hi jawe, Jalta hi jawe

...................................

 

ฉันอยากบอกพ่อเหลือเกินว่า

 

เส้นด้ายเส้นหนึ่ง...

ที่มาจากผืนผ้าอันสวยงามและอบอุ่นของพ่อนั้น

จะพยายามอย่างที่สุด..

ที่จะสร้างผ้าผืนที่สวยงามและอบอุ่น

ดังเช่นที่พ่อได้สร้างไว้

พ่อรอดูเส้นด้ายเส้นนี้ของพ่อด้วยนะจ๊ะ

เส้นด้ายเส้นนี้ก็จะเดินไปเรื่อยๆ

เดินไปเรื่อยๆ...เดินไปเรื่อยๆ

.........เพราะ.......

ชีวิตมันก็เดินไปเรื่อยๆ...เดินไปเรื่อยๆ... Jalta hi jaawe, Jalta hi jaawe

 

 DSC02189

รูปน้องสาวค่ะ วันรับปริญญาเอก พ่อกับแม่ปลื้มสุด

 

03 abril

ฉัน ลูกช้าง ลูกนกลูกกา: ภาษา การรับรู้และความจริง

 
 ลิงค์มันยาวเกิน  เลยเอามาแปะให้อีกทีค่ะ
 
ภาษา (Language)
หลายๆเดือนก่อนเคยตั้งคำถามกันเล่นๆว่า ทำไมนะ ทำไม ทำไม why why why
ทำไมเราจึงแทนตัวเองว่าลูกช้าง ลูกนกลูกกา
แล้วถามกันต่อว่าทำไมต้องเป็นช้าง เป็นไดโนเสาร์ไม่ได้เหรอ 
แล้วทำไมต้องเป็นลูกนกลูกลูกกาล่ะ เป็นลูกมดลูกปลวก  หรือลูกกบลูกเขียด ไม่ได้หรืองัย
 
เออนะ เราว่าน่าคิด คิดได้ก็ลงมือทำงานทันที ถามคนรอบตัวก่อนเลย
ถามแม่ แม่หัวเราะ ฮามาก แล้วบอกว่า เออเนอะ คงได้บุญเยอะขึ้น
ถ้าเปลี่ยนจาก ลูกช้างเป็นลูกไดโนเสาร์ มันตัวโตขึ้น แล้วก็หัวเราะเอิ๊กอ๊าก
พร้อมกับบอกว่า ตั้งแต่ไปเรียนเนี่ย มีคำถามแปลกๆเหมือนตอนเป็นเด็กๆเลย
ทุกอย่างรอบตัวถามหมด เอ๊ะ...คิดอยู่นาน...นี่แม่พูดไรอ่ะ ชมรึด่าเนี่ย
 
ชักไม่แน่ใจ เลยถามคนอื่นต่อ เวลาถามใครก็มีแต่คนมองแบบ "มันถามไรอ่ะ"
"นี่หล่อนถามบ้าไรยะ มันก็ใช้ของมันมาตั้งนานนมแล้วย่ะ จะให้เปลี่ยนได้ไงยะหล่อน"
พูดจบเพื่อนร่วมงานคนนี้ก็หันกลับไปอ้าปากส่องกระจกอันจึ้งหนึ่ง เพื่อปาดลิปสติกต่อ
อีกคน ที่เดินไปเดินมาแถวๆนั้น สวนขึ้นทันทีเมื่อมีช่องว่าง
หรือเธอจะให้เป็น "โปรดเห็นใจลูกกบลูกเขียดด้วยเถอะ" หรือว่าเป็น
"หลวงพ่อเจ้าขาขอให้ลูกไดโนเสาร์ถูกรางวัลที่หนึ่งด้วยเต้อะเจ้าค่ะ" อย่างนี้เหรอยะ
"หรือว่าคุณมิลค์ขา นึกซะว่าเห็นแก่ลูกมดลูกปลวกตาดำๆ นะเคอะ อย่าไล่หนูหิ่นออกเลยนะเจ้าเคอะ" หรืองัยยะหล่อน
เราเองก็แอบขำระหว่างที่สาวๆในออฟฟิศยกตัวอย่างให้ฟังประกอบท่าทาง
บ้างก็บอกว่า "มันถามไรของมันอ่ะ มันบ้ารึเปล่าเนี่ย" แล้วก็เดินทำหน้าเซ็งจากไป
 
โอ..เอ๊ะ รึว่าจะจริงอ่ะ ว่าคำถามบ้าๆ รู้สึกเหมือนกันนะว่า
ทำไมฉันถามคำถามได้แบบเรียกกำปั้น พร้อมแรงกระทบให้มาอยู่บนใบหน้าได้อย่างนี้เนี่ย เก่งจริงๆเลยวุ้ย
ทำไม้ ทำไมเราถึงถามได้แบบ ไม่คำนึงถึงมวลสารสีเทาในกะโหลกเล้ยยยย
....................................
การรับรู้ (Cognition)
เมื่อเวลาผ่านไป มีอยู่วันหนึ่งมีโอกาศถกเรื่องพระพิฆเนศวร กับชายหนุ่มสมองหล่อเลิศ ที่มีความรู้ และอ่านมากกว่าเราไปหลายขุมในเรื่องนี้ว่า ทำไมพระพิคณศวรถึงมีเศียรเป็นช้าง และความสำคัญของช้าง ถกไปถกมา ทำให้รู้ว่าช้างนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากในวัฒนธรรมที่ได้รับการถ่ายทอดจากอินเดีย ซึ่งมีปรากฏทั้งในรูปเทพเจ้า เช่น พระพิฆเนศวร ช้างเคยเป็นสัญลักษณ์ในธงของประเทศไทย ใช้เป็นพาหนะในการทำศึกสงคราม และมีความสำคัญมากถึงขั้นที่ว่า
ต้องมีการดูช้างเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะ มีผู้ชำนาญการพิเศษเป็นตระกูลเฉพาะ เจ้าตัวผู้ร่วมถกนั้นน่ารักมากมีอีเมล์ตอบกลับมาเล่าถึงความสำคัญของช้าง อย่างคร่าวๆ จากความทรงจำให้ฟังอีกว่า
 
"พูดถึงทำไมช้างถึงได้รับเลือกให้ไปเป็นเศียรของพระพิฆเนศวรนี่นะ ผมว่ามันก็อาจจะเป็นสัญลักษณ์แหละ คิดว่าช้างคงเป็นสัตว์สำคัญเอามาก ๆ เพราะเป็นสัตว์ใหญ่ นี่ถ้าไดโนเสาร์ยังอยู่ เราอาจจะไม่เห็นหัวช้างแทนเศียรพระพิฆเนศวรก็ได้  ทะลึ่งอีกละ อีกอย่าง  ช้างถือเป็นสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรม  ความเชื่อ  ตำนานและเรื่องเกี่ยวกับศาสนามากมาย ยังไม่นับช้างที่เป็นสัตว์คู่บุญของพระจักรพรรดิ์อีก ที่สำคัญ  ช้างในศาสนาพุทธก็มีการเอ่ยถึงนะ พระยาช้างตระกูลฉันทันต์ ถือเป็นช้างที่เลิศที่สุด ช้างฉันทัตน์ 10 เชือกมีกำลังเท่าพระพุทธเจ้า 1 พระองค์ คิดดู  เขาให้ความสำคัญมากแค่ไหน ในเทพปรกนัมณ์ของอินเดีย  พระพุธก็ทรงช้างเป็นพาหนะ ไม่นับช้างเอราวัล 33 หัวของพระอินทร์  ซื้งอันนี้เรารู้ ๆ กันอยู่ ดังนั้นช้างจึงเป็นสัตว์สำคัญที่สมควรนำมาเป็นเศียรให้พระพิฆเนศวร ซึ่งต่างกับพระทักษะ พ่อของอดีตภรรยาพระอิศวร ที่โดนตัดหัวแล้วเอาหัวแพะมาต่อแทน นัยว่าเป็นการประจานถึงความโง่เขลาที่ไม่รู้ว่าลูกเขย  (พระอิศวร) เก่งแค่ไหน" ปฏิพันธ์ อุทยานุกูล (อีเมล์, 14 มิถุนายน, 2007)
 
(จริงๆแล้วก็อยากจะตอบว่า ที่บอกว่า "อันนี้เรารู้ๆกันอยู่..." จริงๆแล้วไม่รู้เลยอ่ะ ไม่เคยอ่านเลย จ๊ากกกก ยังไม่อยากได้หัวแพะเด้อท่าน ต้องขอบคุณคุณปฏิพันธ์อย่างสูงลิ่วที่ได้กรุณาให้ความรู้เพิ่มเติมกับคนอ่านน้อยอย่างเรา ขอขอบคุณงามๆเลย แถมเลี้ยงข้าวหนึ่งมื้อ แต่เอ....รอนานหน่อยนะท่าน อีกปีกะแปดเดือนเลยเด้อท่าน)
 
เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ เมื่อวิเคราะห์แล้วเห็นชัดเลยว่า ช้างเป็นสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและการสร้างวัฒนธรรมในช่วงเวลานั้นๆ เมื่อเรารับวัฒนธรรมอินเดียต่อๆมา แนวความคิดก็ได้รับการถ่ายทอดตามมาและพัฒนา ประสานสอดคล้องและกลมกลืนไปกับวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิม ประสานเข้ากับความเชื่อเดิมจนสนิท แล้วการประสานสอดคล้องกับความเชื่อเดิมๆได้อย่างสนิทใจนั้น เห็นได้ชัดเจนในการใช้ภาษาเช่นกัน ในคำว่า ลูกช้าง และ ลูกนกลูกกา แล้วคิดต่อไปอีกนิดว่า แล้วทีนี้ ลูกช้าง เกี่ยวไรกับ "ฉัน" และ ลูกนกลูกกา เอาล่ะ ตามทันนะ ถามใครเนี่ย อ้อ ถามตัวเอง
 
ฉัน: การแทนตัวเอง
ฉัน ก็คือ ประธาน เอกพจน์ บุรุษที่หนึ่ง (หรือสตรีที่หนึ่งก็น่าจะได้ เพราะคำนี้เป็นคำที่มีนัยการกีดกันทางเพศอยู่ จะได้กล่าวถึงในโอกาศต่อไปถ้านึกออก)
ฉัน ก็คือ ตัวคน หรือมนุษย์ นอกจากคำว่า ฉัน แล้วยังมีอีกเพียบที่ใช้แทนตัวเราได้ เช่น กรู ฮา ข้า ข้อย และอื่นๆที่ทุกท่านนึกออกในภาษาไทยทั้งประเทศ
ใช้ในแทบทุกสถานการณ์ เมื่อหมายถึงตัวเอง  
 
ลูกช้าง ก็คือ ฉัน นั่นแหละ แต่เป็น ฉัน ที่ใช้ในสถานการณ์พิเศษ กล่าวคือ เมื่อสื่อสารกับสิ่งที่เหนือธรรมชาติ หรือสิ่งที่เราไม่สามารถต่อรองอำนาจได้ ต้องอ้อนวอน ดังกรณีตัวอย่างข้างต้น เช่น "ขอให้ลูกช้างถูกหวยด้วยเถ๊อะ ลูกช้างจะถวายหัวหมู เหล้าไห ไก่คู่" (วัฒนธรรมไตจริงๆเลยเหล้าไหไก่คู่เนี่ย อย่าลืมเตือนเน้อไว้จะเล่าเรื่อง "วัฒนธรรมไตกับเขาปาดไก่"ใหฟังอีกอิอิ)
 
ลูกนกลูกกา ก็คือ ฉันอีกนั่นแหละ แต่เป็นฉันที่ใช้ในบริบทพิเศษ ใช้เมื่อสื่อสารกับคนที่มีอำนาจเหนือกว่า เช่น เจ้านายขา นึกว่าสงสารลูกนกลูกกาเถอะนะคะอะไรประมาณนี้ มีใครคิดไรได้เพิ่มเติมบอกนะคะ
 
แล้วทีนี้สามคำข้างบนเกี่ยวไรกัน มีความสำคัญตรงไหน ภาษาที่เราใช้สะท้อนให้เห็นการรับรู้บางอย่าง การรับรู้นั่นก็คือเรารับรู้ความสัมพันธ์บางอย่าง ซึ่งก็คือความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ช้างเป็นสัตว์ใหญ่กับอำนาจที่มองไม่เห็น กับ ลูกนกลูกกาเป็นสัตว์เล็กกับอำนาจที่มองเห็น เอานะคะ ข้ามไปอีกหัวข้อนะ เพราะอธิบายปั๊บมันเข้าทันทีเลย
 
ความจริง (Reality)
 ความจริงของคำศัพท์ ทั้งสำรับนี้ก็คือ ในระดับที่หนึ่ง เราเชื่อกันอยู่ว่าลึกๆว่ามนุษย์ก็คือสัตว์ชนิดหนึ่ง เราถึงมีคำกล่าวที่ว่า "มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ" แต่ดูให้ดีในขณะเดียวกันเรายังแยกตัวเองออกจากความเป็นสัตว์ ในขณะที่แยกตัวเองนั้น เราก็ยังยอมรับความเป็นสัตว์ในคำว่า ลูกช้าง ลูกนกลูกกา หรืออาจจะมีใครเถียงว่า มันเป็นคำเปรียบเปรยก็ตาม ถ้าเป็นคำเปรียบเปรยแล้วทำไมเราไม่ใช้ ไดโนเสาร์ หรือ ลูดมดลูกปลวกล่ะ คำตอบคือ สัตว์ที่มนุษย์เราเลือกเป็นนั้น ทั้งช้างและ ลูกนกลูกกา มียังมีนัยสำคัญทางอำนาจแฝงอยู่ แฝงอย่างไรล่ะ
 
ความจริงในระดับที่สองก็คือ ถึงแม้เราจะเลือกเป็นสัตว์ เมื่อแทนตัวกับสิ่งเหนือเราที่เป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ เรายังเลือกเป็นสัตว์ที่ใหญ่ที่สุด มีอำนาจที่สุด มีอำนาจเหนือสรรพสัตว์ทั้งหลาย แม้กระทั่งยามที่เราเลื่อกแทนตัว เป็นลูกนกลูกกา กับสิ่งที่มีอำนาจเหนือเราแต่เป็นมนุษย์เหมือนกัน เรายังเลือกการนิยามความหมายให้กับตัวเองว่าเป็นบุคคลที่น่าสงสาร เปรียบเหมือนเด็กที่ยังไร้เดียงสาหากินไม่ได้ ต้องพึ่งพาผู้มีอำนาจ ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อใคร เรายังมองภาพของแม่นกส่งอาหารให้ลูกนกถึงปากด้วย ภาพของสัตว์กับคนที่มีอำนาจในระดับรูปร่างเท่ากัน คำแทนตัวก็เล็กลง
 
ดังนั้น คำว่าลูกช้าง และ ลูกนกลูกกา จึงมีนัยสำคัญทางทางการกำหนดความสัมพันธ์เชิงอำนาจของคน และสิ่งแวดล้อม จึงทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างภาษา วัฒนธรรม การรับรู้ และความจริงได้อย่างชัดเจน
 
ภาษามีผลต่อระบบความคิดของคน เราใช้ภาษาอะไร เราก็จะมีระบบคิดเป็นภาษานั้นๆ เพราะแต่ละภาษารับรู้ความจริงที่ต่างกัน มันอาจจะมีทั้งที่เหมือนกัน คล้ายกัน และต่างกัน
 
เฮ้อจบซะที ฟุ้งซ่านมานานล่ะ
 
เอ้อ...มีคำว่า "หนู" อีกคำอ่ะ ไว้โอกาสหน้าแล้วกันนะ
08 marzo

งดอัพสเปซชั่วคราว

ช่วงนี้งดอัพสเปซชั่วคราวค่ะ เพราะกำลังอยู่ในระหว่างการปั่นงานสุดตัว
เหลืองานเขียนทีซิสอีกสองบท และบทสรุป ค่ะ
กำลังเร่งสปีดเต็มที่อยากให้เสร็จภายในหกเดือนนี้น่ะ
อยากจบแล้วค่ะ อยากกลับบ้านเต็มที่แล้วค่ะ
 
อ้อแต่รายละเอียดการรักษากะเพาะแบบใหม่ก็เก็บรายละเอียดไว้เหมือนกันนะคะ
เอาเป็นว่าอาการหายเมื่อไหร่ หรือหมอบอกเคลียร์จากแบคทีเรียเมื่อไหร่แล้ว
จะมาเล่าให้ฟังอีกทีค่ะ
 
 
คนแซ่ปั่น (งาน) อิอิ
 
07 febrero

วันนี้คุณอาบน้ำแล้วหรือยัง

 

 วันนี้ไปเปิดดิกชั่นนารีภาษาอุรดูที่ชื่อ Intekhab-O-Lughat ซึ่งเป็นดิกชันนารีที่รวบรวมเฉพาะคำศัพท์ภาษาอุรดูที่ปรากฏในบทกวีภาษาอุรดูไว้เป็นเว็บเลย พอเปิดปั๊บคำแรกที่เห็นเท่านั้นแระ ทำให้สะดุ้งสะเด็นแทบตกเก้าอี้ คำแรกของหน้าเริ่มด้วยตัวอักษร อาเลฟ ซึ่งเป็นตัวอักษรตัวแรกของภาษาอุรดู

                                   sea view 2

เขาเขียนว่าอย่างนี้

 

Aab     (a.) n.f:    water, luster, sharpness

 

 

ขออนุญาตเขียนคำนี้เป็นภาษาไทยว่า อาบ

 

พอจะนึกภาพออกไหมคะ

 

                                                seaview 4

มาดูกันชัดๆ เมื่อคำว่า Aab เป็นทั้งแอดเจคทีฟ  และเป็นทั้งคำนาม ที่แปลว่า น้ำ, ความบริสุทธ์, และความชัดเจนและใส ซึ่งรวมไปถึงความคมชัดและใสกระจ่างของปัญญา

 

คำนี้มีในภาษาไทยด้วย แต่เอามาซ้อนคำกับคำว่า น้ำ ดังนั้นคำว่า อาบน้ำ จึงเป็นคำซ้อนของคำว่าน้ำสองคำโดยคำนึงเป็นภาษาไทยและอีกคำนึงน่าจะเป้นไปได้ว่ามาจากภาษาอะไรบางอย่างก่อนที่จะกลายเป็นภาษาอุรดู

 

เอวังก็น่าจะมีด้วยประการละฉะนี้แล เวลาคุณๆอาบน้ำก็ระลึกไปด้วยว่า อาบน้ำเป็นทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ อิอิ
                                                         sea view1

10 enero

เมื่อฉันละลาย ณ อุณหภูมิ 43 องศา

วันนี้เป็นวันหนึ่งที่อากาศจะร้อนมากที่สุด พยากรณ์อากาศบอกไว้เมื่อคืนนี้ว่าวันนี้อาจจะถึง 42 องศา ฉันจะค่อนข้างเชื่อพยากรณ์อากาศที่นี่ เพราะมันแม่นมากๆเสมอ และที่ฉันค่อนข้างจะหวาดผวาเป็นพิเศษก็คือ พอทำนายไว้อย่างนี้ทีไร มันมักจะมากกว่าที่ทำนายประมาณ 1-2 องศาทู๊กทีซิน่ะ ฉันก็เป็น กลมอุตุซะเองวันนี้ว่า มันต้องไปถึง 43 เผลอๆอาจจะถึง 44 ก็ได้ เพราะในตอนเหนือของรัฐที่ฉันสิงสถิตเป็นเจ้านางอยู่นี้มันเป็นทะเลทรายและวันนี้เขาพยากรณ์ไว้ว่าทางตอนเหนือนี้ อาจถึง 45 องศา อี่ปี้เลยสะดุ้งสะเด็นเตรียมการต้อนรับและขับไล่ความร้อนในขณะเดียวกัน วันนี้ฉันเลยตั้งใจที่จะเล่าเรื่องการปฏิบัติตัวยามหน้าร้อนของคนที่นี่ และของฉันให้ฟังกัน

 

                                            บ้านฮอบบิท The Hobbits House at Carrick Hill      

                                                     บ้านฮอบบิท ที่แคริค ฮิล

ฉันไม่เคยใช้ชีวิตหน้าร้อนที่เมืองนี้อย่างจริงๆจังๆซะที เพราะฉันมักจะบินกลับเมืองไทยช่วงนี้ทุกที เพื่อไปรับอากาศหนาวที่บ้านเรา ที่ผ่านมาสี่ปีฉันเลยเจอแต่อากาศหนาวตลอด ความร้อนเรอะ เชอะ บ่มีสิทธิได้โลมเลียผิวกายป้าหร๊อก ...ว่าไปนั่น..... ฉันชอบอากาศหนาวมากๆ ชอบที่สุด ฉันทำงานได้มากกว่าหน้าร้อนซะอีก สมองที่มักจะคลานต้วมเตี้ยมในหน้าร้อนมันจะแล่นปรู้ดปร๊าดขึ้นมาทันทีเมื่อฉันรับรู้ความเย็น  ปีนี้เป็นปีแรกที่ฉันต้องเจออากาศร้อน แล้วมันร้อนชนิดสุดๆ คิดอีกมุม มันก็ดีเหมือนกัน ได้ประสบการณ์ไปอีกแบบหนึ่ง 

 

สิ่งที่ฉันขาดไม่ได้เลยต้องดูข่าวประจำวัน โดยเฉพาะพยากรณ์อากาศ คอยฟังว่า เมื่อไหร่อากาศจะร้อน เมื่อไหร่อากาศจะเย็นลง จะได้เตรียมตัวถูกว่าจะพกครีมกันแดด หรือร่ม ถ้าได้ยินว่า

The mercury will rise on Friday to the top at 43 degrees Celsius. ได้ยินแบบนี้เมื่อไหร่ฉันจะต้องตาเหลือกก่อน แล้วจึงรีบหาอะไรที่คิดว่ากินแล้วทำให้ฉันเย็น รวมทั้งเมนูอาหาร พืชผักทั้งหลายมาเตรียมไว้ ส่วนใหญ่จะเป็นผักสด โดยเฉพาะแครอทและมะเขือเทศ ยังคิดอยู่เลยว่า กินอย่างนี้อีกไม่นานตรูต้องเป็นกระต่ายแน่ๆเลยเนี่ย  เพราะเมือมันร้อนจริงๆฉันก็กินอะไรไม่ลงเหมือนกัน ได้แต่กินผักสดและผลไม้ น้ำ น้ำหวาน ไอศกรีม แม้แต่กาแฟร้อนที่ฉันเคยชื่นชอบ (ร้อนแค่ไหนฉันก็จะสั่งกาแฟร้อน) ฉันก็ยังต้องเปลี่ยนมาเป็นกาแฟเย็น ซึ่ง ฉันเป็นคนไม่กินอะไรที่มันเย็นๆเช่นน้ำแข็ง แม้แต่น้ำดื่มฉันก็ยังไม่กินน้ำเย็น มีแต่คนบอก

 ดีละลอได้ลดความอ้วนไปในตัว 

ฉันก็ตอบไปว่า

 ดีอะไร มันจะเหี่ยวหมดน่ะสิ อากาศร้อนกะยูวี และผิวของฉัน มันถูกกันซะที่ไหน อายุไม่ใช่น้อยแล้วนะยะ ขาดน้ำเลยแย่ ยิ่งงามๆอยู่เนี่ย โธ่ เคยเห็นมะผักกาดยามมันสลบน่ะ ฉันก็ไม่ต่างจากมันซะเท่าไหร่เลย โด่ะ

                                                    ตัวไรไม่รู้ อยู่ตรงทางเดินหน้าบ้านฮอบบิท

 

                                ตัวไรไม่รู้เฝ้าหน้าบ้านฮอบบิทอยู่ มังกรขี่กบ น่าจะใช่

 

บางทีฉันก็ตั้งใจฟังข่าวเพื่อจะดูว่าแล้วอากาศมันจะเย็นลงเมื่อไหร่ ฉันน่ะเฝ้ารอเลย อากาศที่นี่มันจะมีลักษณะสลับกันเป็นช่วงๆ พอเป็นช่วงที่อากาศจะเย็นลงหลังจากที่มีช่วงร้อนหฤโหดสักหนึ่งอาทิตย์ คนที่นี่จะเรียกกันว่า heat wave หรือคลื่นความร้อน ถ้าหากพ้นช่วงคลื่นความร้อนแล้วมีอากาศเย็นเคลื่อนเข้ามาเนี่ย คนที่นี่เขาจะเรียกว่า cool change ช่วงเปลี่ยนอากาศเย็น อะไรประมาณนี้น่ะ มันจะสลับกันไปอย่างนี้แหละ ดูข่าวที่ไรฉันก็จะตั้งใจฟังว่าเมื่อไหร่จะมีcool change ซะที เปลี่ยนเมื่อไหร่ฉันก็ เฮไปซะทุกที ร้อนมาทีข้าน้อยก็สลิดบ่ออกเหมือนกัน

 

การปฏิบัติตัวยามหน้าร้อนที่นี่ต่างจากบ้านเราอยู่พอสมควร ด้วยเหตุเพราะรัฐที่ฉันอยู่นี้มันอยู่ตรงรอยโหว่ของชั่นบรรยากาศของโลกพอดิบพอดี และอีกประเด็นก็คือ อากาศที่ร้อนและแห้ง ไม่ร้อนชื้นเหมือนบ้านเรา ที่นี่พอเริ่มร้อนหรือมีแดด คนที่นี่จะปิดหน้าต่าง ปิดม่านให้บ้านมืดมิด นัยว่าไม่ให้แดด ลมร้อน และอากาศที่ร้อนจัดเข้าบ้าน ทำอย่างนี้แล้วจะทำให้บ้านเย็น ฉันลองทำดูกับที่พักฉันบ้าง มันก็จริงแฮะ เพราะถ้าเปิดหน้าต่างหรือม่านเนี่ย ความร้อนทั้งนั้นเลยที่เข้ามา บ้านเรายิ่งร้อนๆนี่เปิดหน้าต่างเข้าไว้ ให้ลมพัดเข้าบ้านจะได้เย็น แต่ที่นี่ไม่ใช่เลย ยิ่งช่วงนี้แอร์ที่บ้านยังประท้วงขอพักผ่อนด้วย ฉันก็จำยอมให้มันพัก ไม่งั้นถ้ามันนิ่งสนิทเมื่อไหร่ ฉันนี่แหละที่อาจถึงกัลปวสาน อาจละลายตายไปเลย

 

 

แล้วแดดที่นี่พลังเผาไหม้และพลังยูวี ทั้งยูวีเอ และยูวีบี มันทรงพลังเผาไหม้มากๆ ฉันแค่เดินไปทานข้าวหน้ามหาลัยนะ ทั้งที่สวมเสื้อผ้าฝ้ายแขนยาว สวมหมวก ดูเผินๆเหมือนจะไปทำไร่ยังไงยังงั้นเลย  แถมด้วยทาครีมกันแดดแบบกันสามสิบเท่าแล้วก็ตาม แขนฉันยังเป็นผื่น เป็นรอยปื้น บวมแดง ขึ้นมาเลย คันด้วยนะ เกาก็ไม่ได้ ทรมานจริง หมดสวยเลยอ่ะ  จะว่าผิวฉันแพ้ง่ายก็คงจะใช่น่ะแหละ  อากาศแบบนี้มันยิ่งเร่งให้ผิวเราแห้งมากๆ แล้วมันคันยิบๆ ฉันเลยต้องพึ่งครีม และทาอยู่ได้ทั้งวัน เหมือนทาครีมยามหน้าหนาวยังไงยังงั้น เพื่อนฝูงที่ออฟฟิสมักจะแหย่ฉันเป็นประจำว่า ฉันน่ะทาครีมหรืออาบครีมกันแน่ สงสัยต้องเปลี่ยนเป็นน้ำมันพืชแล้วกระมัง เพราะถูกกว่าครีม  ฉันก็เขวี้ยงค้อนซะประมาณว่าคนแซวหลบแทบไม่ทัน  นี่ถ้าเป็นนักกีฬาโอลิมปิกประเภทขว้างค้อนนะ  เผลอๆฉันอาจจะทำลายสถิติด้วยก็ได้นะนั่น อิอิ 

            หนุ่มสาวมาเลือกดอกไม้กันค่ะ น่ารักดี อยากได้มั่ง ดอกไม้อ่ะ อิอิ                   ร้านชอคโกแลตเก่าแก่ที่สุดในเมืองเลย แพงมากกกก แต่ก็ อร่อยมากเหมือนกัน

นอกจากครีมแล้วเรื่องดื่มน้ำนี่จำเป็นมากๆ พูดเรื่องดื่มน้ำเนี่ยเป็นความรู้ใหม่ของฉันเหมือนกันเลยนะ เมื่อมาที่นี่ใหม่ๆ มีแต่คนบอกว่าอากาศที่นี่มันแห้งกว่าบ้านเรามากๆ เพราะฉะนั้นต้องดื่มน้ำให้มากเข้าไว้ จิบเรื่อยๆ จิบได้ทั้งวัน บางที่มันเหมือนเราจะไม่หิวน้ำ เราไม่รู้ตัวด้วยว่าขาดน้ำ แต่ร่างกายเราขาดน้ำ บางคนถึงขั้นยืนๆอยู่ล้มพับไปเลยก็มี เราจะรู้ว่าร่างกายเราขาดน้ำอย่างแรงก็ต่อเมื่อเราเกิดอาการปวดหัว เพราะร่างกายดูดน้ำไปมาก จนทำให้ความดันในร่างกายสูง และร่างกายเลยนำโปรตีนจากสมองไปใช้ ฉันอาจจะจำมาไม่ถูกนักนะเรื่องร่างกาย แต่รู้ว่ามันมีผลต่อร่างกายแบบทันทีที่ขาดน้ำเลย มีคนเคยบอกให้ฉันสังเกตว่าถ้าเริ่มปวดหัวให้ดื่มน้ำไว้ก่อนแล้วรอสักพัก หากอาการปวดหัวหายไปให้ดื่มน้ำตามอีก แล้วคอยจิบน้ำเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่หายนั่นคืออาการปวดแบบอื่นที่ไม่ใช่เกิดจากอาการขาดน้ำ สามารถกินยาแก้ปวดได้ ฉันลองทำมั่ง แต่ด้วยความที่ฉันเป็นคนที่มีความอดทนต่ำ แต่ความดันทุรังสูง ฉันมักจะทนให้มันหายปวดเองไม่ไหว ฉันเลยทั้งกินยา และดื่มน้ำไปพร้อมๆกัน ประหยัดเวลาและลดอาการทรมานจากการปวดได้ด้วย อิ อิ มาใหม่ๆก็หูตาเหลือก อะไรฟระตรูมีโตยก้าจะอี้เนี่ยะ อย่างนี้ปี้บ่เกยได้ยิน และไม่เคยคิดว่ามันเป็นความรู้อยู่ในโลก คอยปฏิเสธ (อยู่ในใจ) มาตลอด จนกระทั่งเจอเองเลยถึง อ้อซิตี้เลยชร้าน

 

 

วันนี้ก็ทำครบถ้วนทุกกระบวนความที่ว่ามาข้างต้น แต่อากาศมันยังไม่หายร้อน ตอนนี้ปรอทมันกำลังไต่ระดับอุณหภูมิไปเรื่อย ตอนที่เขียนนี้ปรอทเพิ่งแตะ41 ตอนเที่ยงตรง และวันนี้ฉันก็อาบน้ำไปแล้วสองรอบได้ยังเหลือเวลาอีกครึ่งวัน และกว่าจะถึง 43 ฉันคงอาบน้ำได้อีกหลายรอบแน่ๆเลยเนี่ย วิ่งไปอาบน้ำบ่อยๆนี่ทำให้ฉันคิดถึงน้ำตกบ้านเราเหลือหลาย อยากโดดลงไปแบบ ซุ่มมมมมมมม แล้วนั่ง นอน และลอยคออยู่อย่างนั้นไปเรื่อยๆ มีหนังสืออีกเล่มนะ ฉันไม่เอาไรอีกแล้ววววว จะแช่น้ำมันอยู่อย่างนั้นแหละ  อย่าถามว่าที่นี่ไม่มีน้ำตก เหรอ

                                          ม่วงไปทั้งเมืองกับความงามของJacaranda                         Jacaranda ข้างตึกทำงาน

                                                          ต้นและดอก Jacaranda สวยงามยามหน้าร้อน

 

ที่นี่ก็มีแต่น้ำมันไม่ตกแล้ว มันไม่มีน้ำให้ตก แห้งแล้งมาก ขืนโดดน้ำตกนะไม่ใช้หัวโนเฉยๆนะยะ คอหักตายแถมเป็นข่าวหน้าหนึ่งของสองประเทศอีกต่างหาก

 นักเรียนไทยโดดน้ำที่ไม่ตกดับสนิท อิอิ

 

เป็นข่าวน่ะไม่ห่วง แต่ห่วงภาพตอนตายไม่สวยอ่ะดิ แย่เลย

 

ทะเลเรอะ มีออกทั่วทุกมุมเมือง ห่างจากบ้านฉันแค่ 20 นาทีเอง แต่ฉันไม่ลงหรอก ทำไมน่ะเหรอ  อ้าววววววว ขอลากยาวหน่อย ก็ลองคิดดูสิ เวลาลงน้ำต้องเล่นน้ำอยู่ในระหว่างธงที่ทางรปภ. เขาปักไว้เท่านั้น แล้วระหว่างธงน่ะ คนนี่นะป๊าดดดดดโถะ ล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสน แค่ยืนแช่ก็พอล่ะ อย่าได้หวังว่าจะได้ว่ายเป็นอันขาด  ได้แต่ยืนไหว้น่ะสิ ขืนว่ายหัวฉันชนตูดเธอ ตูดเธอบานเต็มหน้าฉันน่ะแหละ อีกอย่างนะถ้าลงไปเนี่ย ลองนึกภาพตามละกัน แช่ๆอยู่ต้องรอฟังเสียงนกหวีด เสียงเฮลิคอปเตอร์ตลอด รอทำไมนะเหรอ ฉลามเธอ ไอ้หลาม ไอ้คุณจอว์ส อ่ะเธอ มันมาทีนะ เฮลิคอปเตอร์มาบินวนเตือนให้ขึ้นจากน้ำ สนุกจะตายยยยจริงๆ แช่ๆอยู่ชุดว่ายน้ำยังไม่ทันเปียกดีก็ต้องวิ่งจากน้ำกันอุตลุด ฉันขอบายลงทะเลที่นี่นะ ฉันยังอยากอยู่ให้โลกได้ชื่นชมในความงามของฉันอยู่ ฮ่า ๆๆๆๆ .....ว่าไปนั่น....ที่สำคัญเลย ดำ ไง ดำ ดำแบบแดดเผาไหม้ลอกเป็นแผ่นๆน่าเกลียดชะมัด แล้วไม่มีครีมทาผิวแบบไวท์เทนนิ่งด้วยนะ กรรมเลย มีแต่ แทนนิ่งโลชั่น ไม่มีไวท์เทนนิ่งขายอ่ะ  ใครผ่านมาทางนี้ก็พกไวท์เทนนิ่งมาเผื่อบ้างนะ จะรักตายเลย

 

โดยสรุปฉันจึงหมกตัวอยู่บ้านอาบน้ำ ดีกว่าลงทะเลเป็นไหนๆ ทะเลไปช่วงอื่นดีกว่าสวยกว่าด้วย
                                                           เมืองนี้ชือ่อะดิเลดด์ แต่คนท้องถิ่นที่นี่เรียก แอดเลด
                                                           เมืองแอดดิเลดด์ ถ่ายจากเนินมองเตฟอร์ ใกล้บ้าน

21 diciembre

I Know a Girl Her Name is Simmee.

กลอนบทนี้เพื่อนร่วมออฟฟิศผู้น่ารัก

ชายหนุ่มชาวซาอุ ที่ชื่อ

 

TARIQ ELYAS

 

ผู้ใช้พาร์ติชั่น และหน้าต่างบานเดียวกัน

ผู้เห็นเราเป็นเพื่อน พี่และน้อง

เป็นคนเขียนให้

 

 

 เขียนไว้ให้เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2550 ค่ะ

 

***************

 

I Know a Girl Her Name is Simmee

 

 

She is as sweet as a vanilla ice cream

in a hot summer day

 

She is as colourful as

a dancing leave in an Autumn day.

 

I know a Girl her Name is Simmee

 

When she enters the rooms she

tickles the air with her ear to ear smile.

 

And when she talks

her words feel like

a peacock feather

in a hand of a beauty queen.

 

I know a Girl her Name is Simmee

 

She is half Indian half Thai,

an official who does not wear Tie.

 

She is from Chiang Rai

and when you see her all

you can say oh my!

 

I know a Girl her Name is Simmee

 

She is as understanding as

a mother giving away her newly

wed son.

 

She is as light as

a butterfly kiss, and

a timid sun in winter

with snow and fun.

 

 

 

I know a Girl her Name is Simmee.

 

She listens to the likes of

Rajesh Khanna, Manoj Kumar

And not to mention Sharukh  Khan

 

She dances on the tunes of Bollywood

Snapping her fingers like an exciting toddler

reaching for her second chocolate bar.

 

 

I know a Girl her Name is Simmee

 

 

She is an angel in human disguise,

a princess wearing a humble village dress

in turquoise.

 

She will capture your mind,

before you willingly surrender your heart.

 

 

I know a Girl her Name is Simmee.

 

She is the newly engaged Spring and Summer

She is melody waiting to be sung

She is a poem that writes itself

She is a delicious food for the soul

And the self.

 

She is only Simmee, a girl I am glad

to know, and proud to be in her

own armour and  gold.

 

 

And that’s why she is

the queen of culture

and the appointed princess of charm.

 

 

I know a Girl her Name is Simmee

 

 

To: My friend Simmee.   …..:)

 

**************************

TO

ELYAS

Thank you my friend ...

the sweetest ever poem I have

about myself

and what makes it so special is that

"YOU"

wrote it.!!!

 

Simmee

 

28 noviembre

ออสซี่ซาลูทว์: Australian Salute

 

สาวน้อยหน้าตาอินเตอร์นางหนึ่ง ยืนรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายรถเมล์หมายเลขสี่ พร้อมกับขยับตัวยึกยักๆ ไปตามจังหวะเพลง ที่มาจากหูฟังสีชมพูแปร๊ด (สะใจมาก)ที่ต่อเข้ากับเครื่องเล่นเอ็มพีสามอันจิ๋ว (เธอไม่ชอบใช่ไอ้ปอด เธอบอกว่ามันชื่อพิลึก อีกอย่างเธอเป็นผู้หญิงตัวอวบ ถ้าเธอใช้แล้วมันไม่เหมาะกับเธอแน่ๆ เธอว่างั้นนะ)  เธอสวมเสื้อยืดสีดำแขนสั้นพิมพ์ตัวอักษรว่า world without strangers” แปลว่า โลกนี้ไม่มีคนแปลกหน้าทุกคนล้วนแต่รู้จักกัน เธอสวมเต่วสะดอสีแดงแปร๊ดแบบสะใจพับขามาถึงน่อง เธอสะพายถุงย่ามผ้าฝ้ายใบเขื่อง ลายสก๊อตสีส้ม แดงและขาว ที่เธอภูมิใจหนักหนาและขนานนามให้มันว่า หลุย ติ้งต้อง รองเท้ารึ ก็สีชมพูแปร๊ด หมวกเธอก็ไม่ใช่เล่น หลากสีสัน แบบตัดแปะและสีสันลายพร้อย เธอป็นคนที่มีสีสันจริงๆ แบบท้าทายแสงตะวันหน้าร้อนจัด 40 องศาของออสเตรเลีย เธอไม่ใช่ขยับตัวเฉยๆ บางทีเธอก็ร้องท่อนที่มันสะใจมากออกมาด้วย เช่นเพลง"ป๋าเบื่อ" ของนักร้องล้านนาท่านนี้

 

เบื่อ เบื้อ เบื่อ .....เบื่อนักร้องแม่ญิงคบไปละ ...ผลุ๊บ...แพล๊บ..ยี้ๆๆๆ...แอวะ...ปิ๊ด.....จ๊าก

 

ท่อนแรกน่ะเพลงจริงๆ แต่ท่อนหลังน่ะเธอพยายามคายแมลงวันที่บรรจงมาจูบปากทิ้ง เธอร้องยังไม่ทันจบแค่อ้าปากคำว่า ไปละ กว้างไปนิดเดียวเท่านั้น เป็นอันต้องรีบคายแมลงวันออกแทบจะไม่ทันเชียว

 

สาวน้อยนางนั้นไม่ใช่ใครอื่น ฉันเองน่ะแหละ หุ หุ (สาวเหลือน้อย)

   

 ฉันไม่ใช่เจอครั้งเดียวนะขอบอก หลายครั้งเลย ขนาดไม่ร้องเพลงหรือ อ้าปากนะ มันยังตอมยังกะฉันเป็นขี้ กลัวคนอื่นจะว่าฉันเหม็น ทั้งๆที่ตัวฉันน่ะหอมมาก (รีบบอกเลย) เพราะพรมทั้งโคโลจน์และน้ำหอมประดามี สุดท้ายฉันก็แพ้ แพ้ทั้งแมลงวันและน้ำหอมตัวเอง อิอิ ทำให้ฉันเรียนรู้ว่าออกบ้านทีไรเวลาพูดก็อย่าอ้าปากกว้าง อ้าแต่พองาม พูดแล้วฟังรู้เรื่อง และอย่าแหกปากร้องเพลงด้วยความสะใจในอารมณ์ เดี๋ยวจะได้กินแมลงวันสดเป็นอาหารว่าง แมลงวันนี่ก็เหลือเกิน ใครอย่าอ้าปากกว้างเชียวล่ะแล้วอย่าหาว่าฉันไม่เตือน นี่ขนาดว่าอยู่ในเมืองนะเนี่ยไม่ได้อยู่ตามฟารม์นะแมลงวันออสซี่ยังชุมขนาดนี้ ฉันล่ะยอมแพ้ต่อแมลงวันออสซี่เลยเนี่ย

 

หน้าร้อนทีไรก็ต้องทำใจว่าจะต้องเจอกับแมลงวันออสซี่ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะเจอ ต้องคอยปัดอยู่ตลอดเวลา ฉันมาสังเกตว่าแมลงวันเนี่ยมันตัวใหญ่กว่าบ้านเรา แล้วมันบินช้าาาาาามาาาาาก อืดอาดอย่างแรง สงสัยมันจะไม่ค่อยได้ซิทอัพ และอัพแอนด์ดาวน์เท่าไหร่นะ เทียบกะแมลงวันบ้านเราแล้วเรื่องความเร็วและความคล่องแมลงวันวันบ้านเราบ้านเราน่ะชนะเลิศ หุหุ  แมงงนออสซี่นี่มันน่ารำคาญมาก ปัดแล้วปัดอีกจนกล้ามขึ้นมันก็ยังไม่ไปแบบแว๊บหายในทันใด เพราะมันตัวใหญ่กว่าแมงงนบ้านเรารึเปล่านา ฉันก็ลืมวัดตัวแมงงนบ้านเรามาซะด้วยดิ

 

แมลงวันพวกนี้มันจะอ้อยอิ่งบินตอมเราเหมือนกับมันรักเรามาก และจะคอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆเราตลอด คอยดูสารทุกข์สุขดิบของเรา มันเลยทำให้ฉันต้องคอยยืนปัดนั่งปัด  แล้วคิดอยู่ในใจว่า อย่าเข้ามาใกล้ฉันเชียวฉันจะตบให้ตายเชียวคากระดาษม้วนนี่แหละ ไม่กล้าใช้มือมันตัวใหญ่มาก มันบินช้ามากชนิดที่ยืนอยู่แล้วเอามือคว้าจับยังได้เลย ขณะที่ยืนเล็งจะตบแมลงวันอย่างเอาเป็นเอาตาย ฉันก็แอบคิดอยู่ในใจว่า ถ้าหนุ่มๆมาเห็นฉันตั้งท่าและตบแมลงวัน เขาจะขยาดฉันกันไหมเนี่ย หุหุ ว่าแล้วก็ "ไม่มีใครเห็นตบเลย"

 

คุณๆอย่าคิดนะว่ามือจะว่างแม้แต่นาทีเดียว ไม่มีทางหรอก ต้องคอยแต่เอามือพัดและโบกอยู่บริเวณหัว ใบหน้า และไหล่อยู่นั่นแหละ ไปทางไหนก็จะเห็นภาพคนทำท่าปัดแมลงวันบริเวณหัว และใบหน้าอยู่ตลอดเวลา ฉันก็เลยไม่แปลกใจว่า ทำไมคนออสซี่เองเขาถึงเรียกพฤติกรรมแบบนี้แบบติดตลกว่า การทำวันทยาหัตถ์แบบออสซี่ หรือ ออสซี่ซาลูทว์ (Aussie salute) ฉันว่ามันก็เหมือนจริงๆแหละ ไปทางไหนคนก็วันทยาหัตถ์กันทั้งเมือง ฉันก็ทำด้วยน่ะแหละจะได้อยู่ในคลื่นความถี่เดียวกัน เอามั่งจะได้เป็นออสซี่กะเขามั่ง นั่งมองอีกทีและคิดติดตลกว่า คนที่นี่ทำไมช่างสุภาพและอ่อนน้อมจริงๆเลยรวมทั้งฉันด้วย หุหุ

 

แล้วฉันก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าเป็นแถวทะเลทราย และฟาร์มในออสซี่ล่ะจะเป็นอย่างไร มีทั้งแมลงวัน ฝุ่น และทรายคนเขาจะทำอย่างไรกัน เพราะมันเพิ่มจากในเมืองเท่าตัวเลยทั้งทรายและแมลงวัน ฉันก็จัดการถามเพื่อนๆที่อยู่ฟาร์มและเข้าไปทำวิจัยในทะเลทรายทันที เพื่อนๆเขาก็บอกว่า ใหม่ๆก็ทั้งฝุ่นทรายและแมลงวันเข้าปากเต็มไปหมด ในขณะที่พูด เลยต้องใช้วิธีอย่าอ้าปากกว้าง ให้พูดแบบเปิดปากน้อยที่สุด

 

แล้วแมลงวันเนี่ย ในฟาร์มเขามีประดิษฐกรรมที่น่ารักมาก แต่เป็นสิ่งที่ใช้กันมาแต่โบราณนานมาแล้ว เรียกว่า หมวกไล่แมลงวัน  พอฉันเห็นเท่านั้นแหละ ฉันก็รู้สึกว่าเขาเข้าใจทำจริงๆ แก้ปัญหาไม่ต้องใช้มือปัดให้เมื่อยมือเมื่อยแขนไปเปล่าๆปลี้ๆ มันคือหมวกปีกกว้างนี่แหละ แต่กว้างกว่าทั่วไปหน่อย แล้วมีตุ้มไม้คอร์คหรือตุ้มพลาสติก ผูกติดกับเชือกเส้นไม่ยาวนัก อยู่ระดับตาเราพอดี แล้วเขาก็เอาแขวนติดรอบหมวก เวลาเราสวมหมวกแล้วเคลื่อนไหวเนี่ย ตุ้มมันก็จะแกว่ง แล้วมันก็จะไล่แมลงวันไปในตัว

 

ฉันว่ามันเป็นอะไรง่ายๆแต่เข้าท่ามากมาย ทำให้ฉันนึกถึง ถุงน้ำที่แม่ค้าใช้แขวนไล่แมลงวันยังไงยังงั้นเลย หมวกเนี่ยมีขายทั่วไป ตามร้านขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยว ที่รัฐฉันเนี่ยเห็นเยอะแยะมากมาย เต็มไปหมด ทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ ฉันเคยซื้อมาลองใส่ใบหนึ่ง ปรากฏว่าใส่ไม่รอด เพราะมันแกว่งจริงๆ ทำให้ฉันซึ่งอายุยังน้อยน่ะตาลายได้เป็นอย่างดีทีเดียว หรืออาจจะเป็นเพราะฉันนั่งมองมัน และดูว่ามันทำงานยังไงมากกว่า ฉันถึงตาลาย อิอิ เมื่อกี้ไปตลาดไปเห็นหมวกวัตถุประสงค์เดียวกัน แต่มีตาข่ายผ้าไนล่อนคลุมทั้งใบมาถึงคอ ฉันก็ว่ามันเข้าท่าดี แต่เพื่อนชาวออสซี่ฉันบอกว่า มันร้อน และที่สำคัญมันไม่เท่ห์แบบออสซี่ เอากะเธอสิ

 

ด้วยหตุผลทางสิ่งแวดล้อมนี่แหละ ที่ทำให้เกิดความเชื่อ(myth) ทางภาษาศาสตร์อย่างหนึ่งที่ว่า  ภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลียมีลักษณะเฉพาะ แบบพูดไม่เปิดปาก เสียงขึ้นจมูก และสระที่ออกเสียงแบบเปิดปากกว้างๆเช่น สระ ไอ ในคำว่า nice และ white เป็น สระออย เช่น ไนซส์ ก็ออกเสียงเป็น นอยซส์  ไวทท์ ก็เป็น วอยทท์ แบบสั้นๆ พึมพำๆอยู่ในคอ และที่บริเวณปาก ก็มีเหตุอันเนื่องมาจาก แมลงวัน หรือ fly (flies) และทรายนี่แหละ (มาประเทศนี้ใหม่ๆเจอสระออยเข้าไปฉันหงายหลังเลย ไวท์ เป็น วอยท์ ดูได้ในชวนกินกาแฟจ้า)

 

ด้วยความเชื่อทางภาษาศาสตร์ในยุคแรกๆ แบบที่กล่าวมา ถ้าหากมานั่งเทียบกันกับความเชื่อทางภาษากับภาษาในไทย ก็เช่นภาษาเหนือที่พูดกันแบบเบาๆ แล้วช้าๆ เช่น เจ้าาาาาา....... แล้วยาวเป็นวานี่ เป็นเพราะเราอยู่เขตพื้นที่ที่อากาศมันเย็นเลยทำให้พูดช้า ส่วนคนใต้พูดเร็วและเพราะอยู่ในเขตพื้นที่ที่เป็นทะเลและมีลมแรง เลยต้องพูดเสียงดังแข่งกับลมเวลาออกทะเล เลยเป็นที่มาของ เจี้ยเรื่องรถไฟต่อไปนี้

 

รถไฟสองขบวนสวนกัน และในทั้งสองขบวนนั้นมีคนใต้ซึ่งรู้จักกันอยู่ เลยตะโกนถามกันขณะที่รถไฟสวนกันว่า

 

ขบวนหนึ่ง            ไหน

ขบวนสอง             ใหญ่

 

 เป็นอันว่าเข้าใจกันว่าไปไหนมาไหน สำหรับฉันซึ่งเป็นคนเหนือและเคยชินกับความอ่อนช้อยและเนิบนาบ (เชียงราย ลำปาง นี่เร็วกว่าเชียงใหม่นะ) ฉันถือว่าการสื่อสารแบบนี้เนี่ย เข้าขั้น เทพเลยนะนั่น สั้นที่สุด เร็วที่สุด ได้ใจความที่สุด ขนาดว่ารถไฟสวนกันยังคุยกันได้รู้เรื่อง เทพจริงๆ

 

เชียงราย ลำปางและ เชียงใหม่ ก็ไม่น้อยหน้า มีเจี้ยเหมือนกัน..... เอามั่ง...........

 

มีสามล้อนายหนึ่งรับผู้โดยสารจากหน้าตลาดไปส่งบ้าน เผอิญสามล้อไม่เคยไปทางนั้น ก็เลยบอกผู้โดยสารสาวชาวเชียงใหม่นางนั้น ว่า

 

สามล้อ        จะฮื้อลุงเลี้ยวตางไหนบอกเน้อออ หล้า

ผู้โดยสาร     ได้เจ้าาาาลุง

 

สักพักพอใกล้จะถึงทางเลี้ยวผู้โดยสารชาวเชียงใหม่ก็บอกว่า

 

สาวน้อย        ลุง เลี้ยยยยวโก้งงงงงงงงงงงซ้ายเจ้าาาาาาาาาาาาา (กรุณาอ่านแบบเชียงใหม่)

 

ลุงถีบสามล้อเลยโค้งไปแล้ว แล้วหันควับกลับมาบอกผู้ว่าจ้างสาว ด้วยเสียงดังเล็กน้อย ว่า

 

บอกหยังบ่าเด่ว เลยโก้งมาแล้ว เอ้อออออออ......น่อ

 

กว่าเจ้าหล่อนจะพูดเสร็จ ลุงถีบสามล้อเลยโค้งไปนู่น เพราะช้ามากก อิอิ......... ของเชียงรายก็มีเหมือนกันลลลลล์

 

สาวน้อย          ลุง..... โก้งหน้านี้       (กรุณาอ่านแบบเชียงราย สั้นและห้วน)

ด้วยความเร็วและห้วนกว่าสำเนียงเชียงใหม่ ประกอบกับกำลังปั่นรถสามล้ออย่างเพลิน ลุงตกใจอย่างแรงและก็ด้วยความตกใจเลยหักเลี้ยวในทันใด และแล้วก็

 

โครม.....ตุ๊บ.. ผลุบ..... โอ๊ยยยยย... "

ช่วยหน้อยยยเต๊อะ....ใผก็ได้ช่วยข้าเจ้ากำลอ สามล้อทับ ออกบ่ได้

 

ปรากฏว่า สามล้อชนเสาไฟฟ้าอย่างจังเพราะสำเนียงแบบเชียงรายและลำปางนั้นห้วนเกิน ...........ฮาาาาาาาาาาาาาาาา 

 

 

24 noviembre

ราเยส คานนา กับเพลงดังในอดีต Jai Jai Shiv Shankar

ราเยส คานนา กับเพลงดังในอดีต Jai Jai Shiv Shankar

 

วันนี้ด้วยความบังเอิญเข้าไปค้นเรื่องทฤษฎีภาษาและเพื่อพิสูจน์หลักภาษา ฉันก็เลยต้องหาศัพท์ภาษาฮินดีมาพิสูจน์ทฤษฎี และแล้วฉันก็หลงเข้าไปในเว็บหนึ่ง ปรากฏว่าเว็บนั้นๆมีเพลงหนึ่งบรรเลงอยู่ในเว็บ เลยทำให้ฉันเกิดอารมณ์สนุกสนาน พรุ่งพรวดแทบจะลุกขึ้นเต้น เหลียวซ้ายแลขวาในออฟฟิศไม่เห็นใครเพราะเป็นวันหยุด ฉันก็เลยได้โอกาสอันงาม ลุกขึ้นเต้นประกอบเพลงมันซะเลยด้วยความมันส์ในอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง  พร้อมกับแหกปากลั่นกับเพลง (ดูคลิปเพลงได้ท้ายเรื่องค่ะ)

 

 Jai Jai Shiv Shankar Kaanta Lage Na Kankar
 Jai Jai Shiv Shankar Kaanta Lage Na Kankar
 Ke Pyala Tere Naam Ka Piya……ฯลฯ

 

เสียงกลองและเครื่องดนตรีที่บรรเลงมันเร้าใจอย่างแรง เสียงกลองที่เรียกว่า ตับล่า รัวชนิดที่เรียกว่า คนตีกลองด้วยมือเนี่ย แขนคงจะหลุดเป็นแน่แท้ ไหนจะเสียงคนร้องอีก ซึ่งสองคนที่ร้องนี้ถือเป็นตำนาน ของวงการเพลงประกอบหนัง ของอินเดียเลยก็ว่าได้ คือ กิโชร์ กุมาร (Kishore Kumar) และ ละต้า มังเกชการ์ (Lata Mangeshkar) จ๊าก เขียนไปแล้วก็ฟังเพลงไปด้วยไม่รู้กี่รอบแล้วเนี่ย อิอิ ทนไม่ไหวแล้วขอแดนซ์แฮ๋มรอบละกัน อิอิ

 

 

Jai Jai Shiv Shankar Kaanta Lage Na Kankar
 Jai Jai Shiv Shankar Kaanta Lage Na Kankar
 Ke Pyala Tere Naam Ka Piya……ฯลฯ

 

 

มันส์จริงๆเลยเนี่ย แต่เสียอย่างเดียวว่าไม่ได้อยู่บ้าน ถ้าอยู่บ้านนี่นะ รับรองว่าแม่ร่วมแจมแน่นอน แล้วจะมันส์เป็นพิเศษ เพราะเป็นเพลงสมัยที่แม่ยังเป็นสาว และฉันก็ยังเป็นเด็ก เพลงนี้น่ะเป็นเพลงประกอบภาพยนต์อินเดียเรื่อง อาป กี กะซัม (Aap Ki Kasam) หนังเรื่องนี้เข้าฉายที่อินเดียในปีค.ศ. 1974 (พ.ศ. 2517)แต่กว่าจะมาเมืองไทย และกว่าจะถึงเชียงรายได้แล้วมาฉายที่โรงหนังสุริวงศ์นั้น คงใช้เวลานานพอดู อย่างน้อยก็สักปีสองปีได้ คาดว่านะ เพราะแม่บอกว่าตอนนั้นฉันก็ประมาณ 6 ขวบได้มั้งที่หนังเข้าฉาย (ไม่คอนเฟริมดีกว่า) นี่อย่าคำนวณอายุฉันซิยะ คำนวณอายุเพลงนู่น 33 ปีแล้วย่ะเพลงนี้น่ะ ยังมันส์อยู่เลย มีดาราดังนำแสดงอย่าง คุณราเยส คานนา ซันจิฟ กุมาร กับ สาวอินเดียที่ฉันว่างามมากคนหนึ่งที่คนไทยรุ่น50-60 น่าจะยังรู้จักชื่อ คือ มุมตาซ 

 

www.bollyfm.net

ใบปิดภาพยนต์เรื่อง Aap Ki Kasam

ราเยศ คานนาคือคนที่สูบบุหรี่ในภาพ

(ภาพประกอบจาก www.bollyfm.net)

 

คุณราเยส คานนานี่ฉันคาดว่าในอดีตคงจะรูปหล่อกระชากใจสาวๆได้พอสมควร เพราะพ่อเคยบอกว่าแม่เป็นเอามากหนังอีตานี่เข้าโรงหนังสุริวงศ์เมื่อไหร่ แม่ต้องแต่งตัวซะงามพริ้งด้วยชุดประจำชาติพันธ์ไปดู ก็พ่อนั่นแหละพาไปดู ตัวเองก็ดูด้วยนิ และจำได้ว่าฉันกับน้องก็ไปดูด้วยและยังเด็ก ตอนเด็กฉันไม่เคยเห็นความหล่อของดาราคนนี้เลย อาจจะเป็นเพราะว่าฉันยังเด็ก แม้กระทั่งเป็นวัยรุ่น ฉันก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่มองว่าเป็นหนังคนแก่ ยุคคนแก่ อิอิ ว่าแล้วเพราะความมันส์ในอารมณ์ฉันก็ลองเข้าไปหาในยูทูบว์ดูว่าตอนนี้ฉันจะรู้สึกอย่างไร (ไม่ใช่เพราะฉันแก่ลงหรอกนะ ฉันยังอยู่ในช่วงวัยรุ่นอยู่ย่ะ แต่มีคำขยายมากขึ้นว่า ตอนปลายสายอาชีพ ก็เท่านั้น อิอิ เออ.... แต่ก็แอบคิดว่ามันก็แก่ลงจริงๆแหละ)

 

 ปรากฏว่า อะแฮ่ม ๆๆๆ คุณราเยส คานนา เขาผูกขาดความเป็นพระเอกนักรักในภาพยนต์ และที่สำคัญหล่อไม่เบาเหมือนกันนา พระเอกหนังอินเดียต้องมีความสามารถด้านการเต้นรำ แต่คนนี้มาแปลกเขามีท่าหล่อประจำตัว คือ อันดับแรกต้องเอียงตัว และหน้า 45 องศาก่อน แล้วอันดับสองเนี่ยจึงตามด้วยท่าเต้นประจำตัว แบบตัวไม่ขยับ แต่ขยับเฉพาะช่วงหัวและไหล่ยึกยัก ๆ สะบัดผมสั้นๆพรึ่บๆ และ สะบัดคอเป็นจังหวะเนี่ย แต่ยังคงระดับ 45 องศาไว้นะ ไม่งั้นไม่ใช่ราเยศ คานนา อิอิ  ฉันเคยลองทำเลียนแบบนะ โห.....ปวดคออย่างแรง เพราะฉะนั้นฉันจึงขอเตือนว่า ท่านั้นเป็นความสามารถเฉพาะตัวของคุณราเยศ คานนาเค้า ท่านผู้อ่านกรุณาอย่าเลียนแบบ  อาจได้รับบาดเจ็บได้ เพราะฉันลองมาแร้ววว ผลเหรอ....................อิอิ ..............คอแทบเคล็ด ............ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ได้โปรดฮากันอย่างถ้วนทั่วทุกตัวคน

 

RajeshKhanna           -Mumtaz

                                                                                    ราเยศ คานนา                              มุมตาซ

                                                                                          (ภาพทั้งสองจาก www.wikipedia.org )

        

 

มากไปกว่านั้นคุณราเยศ คานนาเนี่ย ถือได้ว่าเป็นระดับซุปเปอร์สตาร์คนแรกของประเทศอินเดียเลยก็ว่าได้ ดังชนิดที่ว่า ไปที่ไหนก็จะมีคนรุมล้อมดูตัวกันหมด บางคนก็แค่ขอได้สัมผัสรถ บางคนก็ขอจับมือ บ้างก็เป็นเอามากๆ ถึงขนาดจูบรถยังมีเลย ถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ได้เลยว่างั้นนะ (จากหนังสือพิมพ์อินเดีย) จนบางทีได้รับการปฏิบัติแบบเป็นบุคคลสำคัญมาก ประมาณว่า  คุณราเยศ คานนาเนี่ยทำอะไรไม่เคยผิด นอกเหนือจากนี้เขาก็ มักจะได้รับการจับคู่ร่วมแสดงกับคุณมุมตาซ อยู่บ่อยๆ จนเป็นดาราคู่ขวัญกัน ในยุคหลังปี 1975 แนวของภาพยนต์อินเดียเริ่มเปลี่ยนไป จากหนังรัก พระเอกหวานๆ เริ่มเข้าสู่ระบบหนังบู้ ต้องการพระเอกหนังนักสู้ ที่ฉะกันตลอด และบทจะเป็นแบบ "angry young man"หรือหนุ่มเลือดร้อน เลยทำให้งานของพระเอกนักรักเราเบาบางลง แล้วบทพระเอกแบบหนุ่มเลือดร้อนนั้นก็หนีใครไปไม่พ้น ซึ่งก็คือ อมิตาป บัจจัน นั่นเอง  สองท่านนี้ยังเคยประกบคู่กันหลายเรื่องอยู่นา เท่าที่ดูมาก็สองเรื่อง คือ Namak Haraam กับ Anand นอกเหนือจากงานแสดงแล้วราเยศ  คานนายังมีโอกาสได้เข้าไปทำหน้าที่เป็น ส.ส.ในสภาอีกด้วย ปัจจุบัน ราเยศ คานนา อายุ 64 ปี (29 ธันวาคม 1942) กลับมาเรื่องหนังกันต่อ

 

หนังเรื่องนี้ที่จำได้แม่นอีกอย่างแม่เคยบอกว่า ตอนไปดูหนังที่โรงหนังสุริวงศ์นั้น พอเพลงนี้ออกในโรงเท่านั้นแหละ ฉันและน้องก็เหมือนผีเข้าลุกขึ้นเต้นยึกยักๆในโรงกันอยู่สองคน มาตอนนี้ได้ฟังอีกรอบ ฉันก็รู้สึกเหมือนระลึกชาติได้ยังไงก็ไม่รู้ ก็เลยยังเหมือนผีเข้า ยึกยักๆอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่คนเดียว แล้วพอถึงวรรคทอง ฉันก็อดไม่ได้ที่จะแหกปากร้องอีกหลายๆรอบ แล้วก็โหนเสียงซะสูงลิบ อิอิ มันส์พะยะค่ะ

 

 Jai Jai Shiv Shankar Kaanta Lage Na Kankarรรรรรร (ในเพลงมันมีอย่างนี้จริงๆ อิอิ)
 Jai Jai Shiv Shankar Kaanta Lage Na Kankar
 Ke Pyala Tere Naam Ka Piya……ฯลฯ

 

 

ส่วนคุณมุมตาซ นี่เธอก็งามจริงๆ กะคุณมุมตาซ นี่ยังเป็นประเด็นที่ฉันจำแม่นอีกอย่างคือ เวลาแม่แต่งตัวสวยเต็มยศเมื่อไหร่ แม่จะใช้เวลานานมากจน พ่อ ฉัน และน้องมักจะแซวแม่เสมอว่า

ง้าาาามละแม่...ง้าาามละ งามอย่างมุมตาซล่ะ....ปอได้ล่ะ

แล้ว ก็จะมีเสียงพ่อแว่วมาแต่ไกลสอดแทรกเข้ามาทันจังหวะพอดิบพอดีว่า

มุมตัดอ่ะก่ะ....

เราก็จะฮาแล้วกระเจิงไปคนละมุม ส่วนแม่ก็จะ ฮึ่มฮ่ำอยู่ในลำคอเอาม่วน

 

สำหรับภาษาของเพลงก็งามมาก เพราะคนที่ดูแลการผลิตเพลงและแต่งเพลงคือมือหนึ่งในอดีตเหมือนกัน คือ ท่าน อาร์. ดี. เบอร์มัน (R.D. Burman) และเนื้อเพลงก็เกี่ยวข้องกับความรักของคนสองคน แต่เหตุการณ์เกิดที่หน้าวัดเทพเจ้า คือ พระศิวะ เพลงก็เลยเริ่มจาก พระศิวะเจ้าขาน่ะแหละ สนุกดี  ภาพยนต์เรื่องนี้ยังมีเพลงเพราะๆอีกหลายเพลง แต่เป็นเพลงช้าๆ และเป็นเพลงที่ดังทุกเพลงเลย เพราะมากด้วยทั้งดนตรีและเนื้อเพลง ไม่ว่าจะเป็น zindagi Ke safar Mein หรือ เร็วกว่านั้นเล็กน้อย เช่น Suno Kaho Kuch Huwa Kya ว่าไปแล้วก็เพราะทุกเพลง ติดหูมาตั้งแต่เด็กทุกเพลงล่ะค่ะ และที่สำคัญที่จะถือว่าเป็นหนังอินเดียยุคเซเวนตี้ส์อย่างแท้จริงนั้น ต้องมี...อะแฮ่มๆๆๆ การวิ่งรอบภูเขาและวิ่งรอบต้นไม้น่ะ อิอิ

 

 

สมัยยังเด็กเคยสงสัยว่า ทำไม๊ทำไมหนังของชาติพันธ์ฉันเนี่ยเวลามีความรักแต่ละที มันต้องวิ่งรอบต้นไม้ด้วย มันไม่เหนื่อยเลยรึไง เลยถามป้าแบบเปรยๆขณะดูหนังว่า

 

ฉัน มันบ่อิดก่ะน่ะ ล่นแวดดดดดด...เก๊าไม้ แวดดดดดดด....ดอยน่ะ เป็นเฮานี่ท่าจะหายใจ๋บ่ตันล่ะ

ป้า  สูเขาบ่เกยมีความฮักเตื่อ บ่ฮู้หรอกว่าการวิ่งรอบต้นไม้บนภูเขาเนี่ย มันโรแมนติกขนาดไหน

ฉัน แล้วอู้จะนั้นน่ะ ป้าล่นมาล่ะก่ะ

ป้า  เออ...ล่นมาล่ะ ล่นมาจากอินเดียมาถึงเมืองไทยเพ้ก่อน ไกลขนาดผ่อล่อ ฮ่า ๆ ๆ

ฉัน ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

 ขออี่ปี้เฮิดกำเต้อ.....ป้าฉันเอาเชียว....ฉันล่ะชอบเหลือหลายกับคำตอบของป้า

 

 

ฉันว่าเพลงเก่าๆแบบนี้มันมีค่ามากๆก็ตอนนี้ที่คนรุ่นหลังยังเห็นความงาม และความบรรเจิดทางอารมณ์ที่เพลงเหล่านี้เคยได้ให้กับคนรุ่นเก่าอย่างไร   33 ปีให้หลังมันก็ยังให้กับคนรุ่นนี้ได้ไม่เสื่อมคลายเช่นกัน เพียงแต่ว่าเราซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่จะเห็นความงามของมันหรือไม่ก็เท่านั้น เรื่องความงามนั้นมันบังคับกันไม่ได้ ต้องอยู่ที่ตาและใจของผู้สัมผัสเท่านั้น

 

ว่าแล้วก็โหลดเพลงแบบเอ็มพีสามไปฟังด้วย

คราวนี้จะเดินและวิ่งกลับบ้าน เพราะบ้านฉันก็เดินขึ้นเขาและมีต้นไม้รายล้อมตลอดทางเหมือนกัน อิอิ เสียอย่างเดียว หาคนวิ่งด้วยไม่ได้น่ะสิ  (ฮา)

 

 

มาฟังเพลงกันนะคะ

 

       

18 noviembre

สุนทรียะของภาษา กับความหลากหลายทางภาษา

วันนี้เจอคำถามจากอ้ายแสงดาว ศรัทธามั่นว่า บทกวีซูฟีคืออะไร

ยังไม่ตอบในคราวนี้ เดี๋ยวตอบเป็นเรื่องใหม่ แต่คำถามมันทำให้ตัวเองคิดไปว่า แล้วทำไมเราถึงไปนั่งอ่านนั่งศึกษาเกี่ยวกับซูฟีกันแน่นะ

ก็เลยเป็นที่มาของเรื่องเล่าวันนี้ จริงๆแล้วเรื่องของบทกวีซูฟี และศาสนาอิสลามนิกายเล็กๆที่ชื่อซูฟีมีที่มาและที่ไปที่น่าสนใจมาก และกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาอยู่ ศึกษามาก็นานพอสมควร แต่เรื่องของจิตวิญญาณและความงามนั้น ไม่มีทางที่จะเรียนรู้กันได้หมดหรอก เรียนไปเรื่อยๆนั่นแหละ และความงามแห่งชีวิตก็จะประจักษ์ต่อสายตาของเราๆท่านเองน่ะแหละนะ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วย

 

เรื่องกวีซูฟีเขียนไว้นานแล้ว แต่ไม่ค่อยได้เล่าหรือบรรยายให้ใครฟัง เดี๋ยวเล่าให้ฟังทีหลัง แต่ตอนนี้ขอเล่าเบื้องหลังของการศึกษาเรื่องภาษากับบทกวีซูฟีก่อน ที่ไม่ค่อยเล่าให้ใครฟัง เพราะบ้านเราไม่ค่อยจะรับความงามและสุนทรียะจากวัฒนธรรมอื่นๆที่นอกเหนือไปจากตะวันตก คนรับอ่ะมี แต่มีแบบต้องงมเข็มในมหาสมุทรเลยนั่นแหละ จริงๆแล้วเนี่ยบทกวีตะวันออก บทกวีอาหรับ บทกวีเปอร์เซีย (หรืออิหร่านปัจจุบัน) บทกวีภาษาฮินดี หรือ บทกวีภาษาอุรดู แม้กระทั่งบทกวีภาษาปัญจาบีเองก็ตาม ทั้งหมดทั้งมวลมีความงามทางภาษาและความจริงที่น่าเหลือเชื่อ ความงามนั้นอมตะมาก ความงามนั้นบางทีอยู่ที่ภาษาและการรับรู้ในวัฒนธรรมนั้น ซึ่งทำให้เราไม่สามารถแปลเป็นภาษาเราได้ในบางส่วนด้วย ด้วยเหตุเพราะมีความงามบางส่วนในภาษากวีภาษานั้นๆมักจะหายไปกับการแปล มันแปลข้ามภาษาไม่ได้ นี่ก็คือที่เรารียกกันว่า lost in translation

 

นี่ก็คือเหตุผลว่า ทำไมตัวฉันถึงเรียนภาษาหลายภาษาได้อย่างเมามันมาก ก็เพราะฉันอยากเห็นความงามในหลายๆมิติแห่งภาษาและวัฒนธรรมที่มันไม่สามารถถ่ายทอดได้ แต่ฉันก็พยายามอย่างที่สุดที่จะแปล แต่พอฉันไม่สามารถแปลความงามมันออกมาตามที่กวีเขียนและตัวภาษาที่ใช้แล้ว ฉันแทบจะเข่าอ่อน และนิ้วมือที่จับดินสอมันพาลจะหมดแรงเอาเสียดื้อๆ และในขณะเดียวกันฉันก็เกิดอาการทึ่งไปแบบสุดๆกับกวีบทนั้นว่า นี่แหละคือความมหัศจรรย์ของภาษา

 

มีกวีท่านหนึ่งชื่อ อนันต์ ราม ท่านมีนามปากกาเป็นภาษาเปอร์เซียว่า มุคลิสฺ เป็นกวีในยุคของศาสนาอิสลามมีอิทธิพลและความมีเจริญรุ่งเรืองในอินเดียที่เรียกว่าราชวงศ์มุกัล (Mughal) มีอยู่วันหนึ่งท่านได้ยินคนสนิทชายเล่านิทานเรื่องความรักของชายหนุ่มชาวเดลลีที่พูดภาษาฮินดีสำเนียงตะวันออก กับเจ้าหญิงผู้เลอโฉมและสูงศักดิ์ชาวศรีลังกาที่ชื่อ  ปัทมาวติให้ท่านฟัง พอท่านฟังแล้วเกิดอาการเคลิ้มไปกับภาษาที่คนสนิทใช้เล่า ซึ่งเป็นภาษาฮินดีที่พูดในท้องถิ่น ท่านกล่าวว่า หากต้องเล่านิทานเรื่องนี้ใหม่ให้เป็นภาษาอุรดูหรืออาหรับใดๆก็ตาม ท่านไม่สามารถบรรยายความงามของนางหรือเจ้าหญิงปัทมาวตีที่บรรยายไว้ในภาษาฮินดีได้ ท่านกล่าวไว้อีกว่า นิทานเรื่องนั้นถึงแม้จะเขียนเป็นภาษาฮินดีแต่เป็นภาษาฮินดีสำเนียงตะวันออก และผู้เขียนได้ใช้วิธีการเปรียบเทียบที่มีลักษณะเฉพาะของภาษาและวัฒนธรรม ทำให้เราเห็นภาพว่า มันเป็นความเจ็บปวดของชาวชาวเดลลีตะวันออก เพราะมันมีความเฉพาะของภาษาที่แสดงออก อีกอย่างหนึ่งถ้าจะให้เล่านิทานเรื่องนี้ใหม่เป็นภาษาอาหรับ มุคลิสฺ คงต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และวัฒนธรรมให้นิทานเรื่องนี้ก่อน แล้วมุคลิสจึงจะสามารถทำให้นางปัทมาวตีในนิทานที่งดงามในภาษานี้ มีความงามเสมอกันในอีกภาษาหนึ่งได้ ทั้งนี้เพราะภาษาและวัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดค่นิยมและกรอบคิดเรื่องความงาม มุคลิสฺเองกล่าวว่า เขาไม่สามารถเล่าถึงความงามนี้ในอีกภาษาหนึ่งได้เลยถ้าไม่ทำเช่นนั้น (มาจากบทความของ Shantanu Phukan เรื่อง The Rustic Beloved: Ecology  of Hindi in a Persianate World, ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชื่อ The Annual of Urdu Studies, ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์และเล่มที่พิมพ์)

 

ขณะที่อ่านบทความเรื่องนั้น ทำให้ฉันนึกไปถึงสองสิ่ง สิ่งแรก เจ้าจันทร์ผมหอมจากเรื่องเล่าเรื่องนี้ ฉันเห็นอะไร ฉันเห็นความงามพร่างพราวระยิบระยับเต็มไปหมด ฉันเห็นความรัก ความเอาใจใส่ ความสามารถและความพยายามของผู้เขียนเป็นอย่างยิ่ง ฉันขอคารวะผู้เขียน ท่านมาลา คำจันทร์อย่างเป็นที่สุด ฉันไม่สามารถยกตัวอย่างใดๆประกอบได้เพราะฉันเองไม่ได้มีหนังสืออยู่กับตัว ณ เวลาเขียนนี้  ส่วนสิ่งที่สองนั้น มันกำลังลอยละล่องอยู่ในหัวขี้ทื่ออย่างฉันขณะที่ฉันเขียนนี้ คือ .....สยายผมลงเช็ดบาทบาทา...ขอลาไปก่อนแล้วชาตินี้... ใช่ นั่นคือเพลงมะเมี๊ยะ อันลือลั่น ที่เรียกน้ำตาได้ทุกครั้งที่ฟัง หากไม่มีคุณจรัล มโนเพชร เราจะเห็นความงามเช่นนั้นละหรือ นี่คือความงามที่มากับภาษาทั้งสองตัวอย่าง จำได้ว่ามีแต่คนถามว่าทำไมต้องสยายผมลงเช็ดบาทบาทา และก็จำได้อีกว่าตอนตอบสมัยนั้นยังเด็กมาก บอกตามที่รู้ แต่ตอนนี้ถามใหม่สิ จะตอบให้ฟังถึงเก๊าถึงเหง้าเลย นี่คือภาษา วัฒนธรรมและความงาม

 

ฉันอยากให้คนไทยเรียนรู้ภาษาอื่นบ้างและอ่านความคิดคนในภาษาอื่นบ้างด้วยจิตและวิญญาณ ไม่ใช่แต่อ่านความคิดคนในภาษาอื่นผ่านภาษาตะวันตกที่ชื่ออังกฤษเท่านั้น ฉันเรียนและสอนภาษาอังกฤษมาตลอดชีวิต และฉันก็เห็นและซาบซึ้งเป็นอย่างดีแล้วว่าการมองโลกของกวีที่มีพื้นภาษาและวัฒนธรรมอังกฤษเป็นหลักนั้น มีความงามที่จำกัด ในขณะที่บทกวีจากซีกตะวันออกและเป็นภาษาที่ฉันไม่เคยเรียนมันกลับสร้างความรู้สึกชนิดที่คำเมือง (อันเป็นอัตลักษณ์และตัวตนของฉันส่วนหนึ่ง) เรียกว่า มันขนคิงลุกไปหมด ให้กับฉัน ฉันจึงตั้งหน้าตั้งตาใส่ใจกับภาษาและเรียนเพิ่มเติมจากที่บรรพบุรุษของฉันสอนมา มันทำให้ฉันเห็นและเคารพว่า สิ่งที่ปรากฏต่อสองตาและจิตวิญญาณของฉันนั้น มันงดงามมาก ความรู้สึกที่ฉันมันเหมือนกับยืนอยู่หน้าความอลังการทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่และรุ่งเรือง มันน่าทึ่ง มันละลานตาไปหมด และมันนำพาฉันไปยังอีกจุดหนึ่งที่ภาษาอังกฤษพาฉันไปไม่ถึง

 

นี่คือแก่นแท้แห่งความเป็นมนุษยศาสตร์ และแก่นแท้อันนี้กระจายตัวอยู่ตามวัฒนธรรมและความงามทางภาษาที่หลายหลาย อันความงามทางภาษาในแต่ละวัฒนธรรมนั้น ยังมีข้อจำกัดของภาษาในการเข้าถึงอรรถรสและความจริงแห่งชีวิต การรู้ภาษาเพียงหนึ่งเดียวหรือสองไม่ได้ทำให้เราเรียนรู้ทุกอย่างในโลกได้ การที่เรารู้ภาษาหลายๆภาษามากขึ้น ทำให้เราเห็นความงามที่มันมีอยู่ แต่เราไม่เคยมองเห็นมันเลย เพราะภาษาแต่ละภาษาก็มีมุมมองเรื่องวิถีชีวิต ความคิด การมองความเป็นจริงของโลกที่แตกต่างกัน เปรียบเสมือนคนเราอยู่ในวัฒนธรรมภาษาหนึ่งก็มีการมองโลกผ่านภาษาเหมือนกับสวมแว่นตาดำ พอเรียนภาษาอื่นก็เหมือนสวมแว่นตาสีอื่นมองโลก ฉันจึงมองว่า ภาษาเป็นตัวกำหนดการมองโลกของคน หากเรารู้แค่ภาษาเดียวเราก็มีวิธีมองโลกแค่วิธีเดียว หากเรารู้หลายภาษาเข้าเราก็มองโลกได้หลายๆวิธี เป็นการหลุดกรอบที่ดีทีเดียว

 

ฉันเองมีพื้นภาษาฮินดี ภาษาปัญจาบี และภาษาอุรดูนิดหน่อย และพื้นภาษาเหล่านั้นเป็นบันไดและสะพานข้ามแม่น้ำแห่งความไม่รู้ ไปถึงฝั่งอื่นๆ มันทำให้ฉันก้าวข้ามกรอบของฉันเอง ไปสู่ปริมณฑลอื่นที่มีความยิ่งใหญ่และความงามละลานตาเต็มไปหมด  แล้วฉันก็เกิดอาการ ขนคิงลุก ไปกับสิ่งใหม่ๆ วิธีการมองโลกแบบใหม่ของวัฒนธรรมที่หลากหลายทุกครั้งที่ฉันเริ่มเรียนภาษาและวัฒนธรรมใหม่ แล้วฉันเริ่มอย่างไร

 

ฉันก็เริ่มจากการศึกษาเพลง และบทกวีของกวีเป็นคนๆไป มันไม่ง่ายนะ มันไม่ง่ายเลย มันอยู่ที่ใจรัก ความทึ่งในความงามนั้นๆ และความกระหายในความงามและความรู้นั้นๆอย่างเป็นที่สุด มันทำให้ฉันหลงใหลในความงามทางภาษาที่ใช้ ปรัชญาและแนวคิดที่ปรากฏ ณ ช่วงเวลานั้นๆ ที่บทกวีนั้นๆถูกเขียนและกลั่นออกมา

 

ฉันทึ่งกับสิ่งที่วัฒนธรรมต่างๆมีให้ฉันได้เข้าไปศึกษาและเรียนรู้ และที่สำคัญที่สุด ฉันได้เรียนรู้ที่จะเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจ เคารพในความแตกต่าง เคารพในความเชื่อ เคารพในชีวิต เคารพในฐานความคิดและปรัชญาของวัฒนธรรมและคนในวัฒนธรรมนั้น และถ้าหากการที่ฉันเคารพในสิ่งต่างๆที่พูดมาคือการที่ฉันรับรู้พลัง รับรู้ความมีอยู่ของสิ่งเหล่านั้น มันก็เท่ากับว่าฉัน รับรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมี พลัง หรือ ศักดิ์(คำนี้มีรากศัพท์มาจากชักติ์หรือ shakti ในภาษาของทางชมพูทวีปแปลว่า พลัง) เมื่อฉันรับรู้แล้วว่าสิ่งเหล่านั้นมี ศักดิ์ ฉันจึงเคารพในเสรีภาพการแสดงออกซึ่ง ศักดิ์ นั้นๆ โดยการให้ สิทธิ ที่เขาจะใช้ ศักดิ์ ของเขาด้วย และ ทั้งหมดทั้งมวลนั้นถ้าฉันเข้าใจและเห็นแจ้งจริง มันก็คือ ความ ศักดิ์สิทธิ์  หรือความเชื่อว่าสิ่งนั้นมีอยู่จริงและเราให้สิทธิในการแสดงออก

 

คราวนี้นี่คือสิ่งที่ฉันเชื่อ แต่ก็ยังมีหน่วยงานหนึ่งที่มีอำนาจเพียงหยิบมือ ที่ไม่เพียงแต่จะริดรอน สิทธิที่พึงจะมีในการแสดง ศักดิ์ทางภาษานั้นๆทางวิทยุชุมชน หน่วยงานนั้นยังไม่แม้แต่จะเห็นอะไรเลยในความ ศักดิ์สิทธิ ของความหลายหลายทางวัฒนธรรมนั้นๆ ฉันเห็นว่าคงถึงคราวแล้วที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องเปิดหูเปิดตาด้วยการเรียนภาษาเพิ่มซะทีกระมัง เพราะเป็นพวกมืดบอดต่อจิตวิญญาณแห่งความ ศักดิ์สิทธิของความเป็นมนุษย์ ภาษาช่วยได้นะ ลองซักภาษาไหม  แต่ต้องเรียนกะคนนะ ห้ามเรียนกะคอมพิวเตอร์เพราะมันไม่ได้สอนให้คุณเป็นคน มันสอนให้คุณโต้ตอบตามสิ่งกระตุ้น ไม่ได้สอนให้คุณคิดและเห็นความงามตามคนในภาษานั้นๆ ฉันยังเห็นคน ภาษาและวัฒนธรรมสวยงามเสมอ

11 noviembre

กวีซูฟี บุลลาห์ ชาฮ์

หลังจากที่ละเลยบล๊อกไปทำภารกิจสำคัญกว่า (ซึ่งยังไม่เสร็จ) ในระหว่างนั้นได้มีโอกาสอ่าน เรื่องของกวีคนโปรดเพิ่มเติม จริงๆแล้วรู้จักกวีท่านนี้ก็เพราะฟังเพลงบุลลาห์ กี จฺานฺา แม กอณฺ (Bullah Ki Jana Mein Kaun) ขับร้องโดย แรบไบ เชอร์กิลล์( Rabbi Shergill) ที่อยู่ในบล๊อกข้างล่างมานานมากๆๆๆๆแล้ว

 

หลังจากที่ฟังเพลงและอ่านมากเข้าก็เลยเกิดอาการบุลลาห์ฟีเวอร์ขึ้น อิอิ เอ้า... ขึ้นจริงๆนะเลยต้องมาเขียนเนี่ยะ อิอิ เล่าให้น้องนุ่งฟังก็ไม่ได้มันอยู่ไกล โทรสาปก็แพงคุยเมินบ่ได้ แล้วอีกอย่างคุยโทรสาปมันบ่เห็นหน้าเราตอนเราตื่นเต้นล์ผีเข้าผีออกอ่ะ อิอิ น้องๆมันก็คงจะโล่งอกโล่งใจสบายหูกันไป  เอาวันละนิดละกันนะกับท่านมหาทวด บุลลาห์ ชาฮ์ของเรา

 

ท่านบุลลาฮ์ ชาฮ์ เกิดเมื่อปีคศ. ๑๖๘๐ และเสียชีวิตในปี ๑๗๕๗ เรื่องปีนี่นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้เขาบอกว่าประมาณการเอานะว่าอยู่ช่วงนั้น เพราะจากบทกวีที่เขียนสามารถตีความได้อย่างนั้น เก่งจริงเรยยนักวิชาการเนี่ย แต่ต้องขอบคุณเขามากๆที่ศึกษาไว้มาให้เราได้ชื่นชม

 

ท่านบุลลาห์ ชาฮ์ ถือกำเนิดในครอบครัวชาวมุสลิมผู้เคร่งครัดเรื่องศาสนา มีพ่อเป็นครู ชื่อเดิมของกวีท่านนี้คือ อับดุลลาห์ ชาฮ์ ท่านถูกเรียกขานด้วยความเคารพว่า บาบา บุลลาห์ ชาฮ์  กวีท่านนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศปากีสถานปัจจุบัน กวีท่านนี้ถือเป็นสุดยอดกวีซูฟีของปัญจาบ (ปัญจาบในอดีตมีอาณาเขตไปถึงปากีสถานปัจจุบัน) และยังถือได้ว่าผลงานของบุลลาห์ ชาฮ์ เป็นสุดยอดแห่งวรรณกรรมซูฟี

 

ชีวิตของกวีท่านนี้ผ่านช่วงเวลาของการเกิดการเปลี่ยนผ่านแผ่นดิน และการปกครองมามากมาย ทั้งระบบการปกครองของกษัตริย์มุสลิม ฮินดู และซิกข์  ท่านเห็นถึงความทุกข์ร้อนของคน และความขัดแย้งทางศาสนา และเห็นถึงความจริงของชีวิตที่ว่า มนุษย์นั้นแท้จริงไร้พันธนาการทางศาสนา และอื่นๆ แนวความคิดเช่นนี้ปรากฏในงานกวีนิพนธ์ของท่านมาโดยตลอด (โดยเฉพาะบทกวีที่ถูกนำมาขับร้องที่เขียนถึงในบล๊อกข้างล่าง) ถึงแม้ท่านจะเกิดในครอบครัวของผู้เคร่งครัดศาสนา ท่านนับถือศาสนาอิสลามแต่ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวความคิดแบบออร์โธดอกซ์เท่าไหร่นัก ซึ่งทำให้แม้แต่ในวาระสุดท้ายของชีวิตของท่าน ศพของท่านยังถูกมุลลาห์ห้ามไม่ให้ฝังในสุสานของหมู่บ้านเพราะแนวคิดที่ต่อต้านกลุ่มออร์โธด๊อกซ์ของท่านนั้นเอง The man who had been refused by the mullahs to be buried after his death in the community graveyard because of his unorthodox views,..” (จาก http://www.apnaorg.com/poetry/bullahn/).

 

ท่านใช้ชีวิตศึกษาหาความรู้และความเป็นจริงแห่งชีวิตจากหลากหลายแห่ง และครูที่มีอิทธิพลต่อแนวความคิดของบุลลาห์ ชาฮ์ มากที่สุดคือ อินายัท ชาฮ์ (Inayat Shah) ท่านผู้เป็นครู ท่านนี้เป็นเพียงชาวสวนธรรมดาๆคนหนึ่งท่านั้น แต่ทว่าเป็นผู้ที่บุลลาห์ ชาฮ์ เห็นว่าเหมาะที่จะเป็นครูของเขาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เนื่องมาจากในการพบปะกันครั้งแรกของทั้งสองท่านนั้นเกิดขึ้นในขณะที่ครูกำลังทำสวนอยู่ และหลังจากที่ได้ปะทะคารมกันในเบื้องต้นแล้ว บุลลาห์ ชาฮ์ก็เห็นว่าเขาผู้นี้เป็นผู้รู้ และควรถือเป็นครู บุลลาห์จึงได้คุกเข่าและแนะนำตัว พร้อมน้อมถามคำถามว่า

 

บุลลาห์ ชาฮ์ ท่านอินายัท ชาฮ์ ข้ามีชื่อว่า บุลลาห์ และข้าอยากทราบว่าข้าจะเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าได้เช่นไร

อินายัท ชาฮ์ ไยเจ้าต้องก้มมองและค้อมตัวเช่นนั้นเล่า จงลุกขึ้นและสบตาข้า

 

ทันทีทันใดที่บุลลาห์เงยหน้าขึ้นมองอินายัท ชาฮ์ ท่านผู้เป็นอาจารย์ก็มองศิษย์ด้วยสายตาอ่อนโยน และเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาและความรัก พร้อมๆกับจับตัวบุลลาห์เขย่าแล้วกล่าวว่า

 

อินายัท โอ้...บุลลาห์, มันจะมีปัญหาอะไรมากมายกับการเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้ากันนะ ก็แค่ถอนรากต้นไม้จากมุมนี้แล้วก็ย้ายไปปลูกมุมนู้นก็เข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าได้แล้ว

 

 

คำตอบของผู้เป็นอาจารย์นั้นเพียงพอแล้วสำหรับลูกศิษย์ เพราะบุลลาห์ได้พบสิ่งที่เขาปรารถนาแล้ว

 

 

และนี่คือตัวอย่างบทกวีของบุลลาห์ ชาฮ์ ที่ชอบมากเป็นการส่วนตัว ท่านบุลลาห์ ชาฮ์ ได้รจนาไว้เป็นภาษาปัญจาบีดังนี้

Maati kudam karendee yaar,
Vaah vaah maati de gulzaar;
Maati ghora maati jora, maati daa aswaar,
Maati maati nu (n) dorave, maati daa chankaar.

Maati maati nu(n) maaran lag-gee, maati de hathiyaar.
Jis maati par bahutee maati, so maati hankaar;
Maati baagh bagheechaa maati, maati dee gulzaar.
Maati maati nu (n) vekhan aayee, maati dee a bahar;

Hus khed phir maati hove, paindee pau pasaar.
Bullah ja(n) eh bujhaarat buj-jhe,
Taa(n) lah bhau siro(n) maar.”

แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ดังนี้ 

"The soil is in ferment, O friend
Behold the diversity.
The soil is the horse, so is the rider
The soil chases the soil, and we hear the clanging of soil
The soil kills the soil, with weapons of the soil.
That soil with more on it, is arrogance
The soil is the garden so is its beauty
The soil admires the soil in all its wondrous forms
After the circle of life is done it returns to the soil
Answer the riddle O Bulleh, and take this burden off my head."

[Translation reference: book by J. R. Puri and T. R. Shangari of the Radha Swamis, titled Bulleh Shah].

 อย่าให้แปลเป็นภาษาไทยเลยนะ แปลเองแล้วไม่งาม ถ้าเอาความล่ะพอได้ โอกาสหน้าละกัน ไม่รู้เมื่อไหร่ อิอิ

ข้อมูลทั้งหมดทั้งมวลข้างบนนั้นมาจากเว็บเพจนี้จ้า

http://www.apnaorg.com/poetry/bullahn/http://www.the-south-asian.com/April2001/Sufis%20-%20Wisdom%20against%20Violence.htm

20 septiembre

Who am I? แล้วฉันคือใครในโลกกลมๆใบนี้

ใช่ แล้วฉันคือใครในโลกกลมๆใบนี้ นั่นสิ..เออ
ถามตัวเองเหมีอนกัน....ท่ามกลางความขัดแย้งอย่างนี้ ไม่ลงตัวสักที่ (และจะไม่มีวันลงตัว)
หลายวันที่ผ่านมาไปเจอเพลงนี้ แล้วสะดุดกึก ....เพราะเคยฟังมานานแล้วชอบทำนอง
แต่หลังจากที่ฟังหลายๆวันเข้าก็ถูกใจเนื้อหาและทำให้คิดต่อเนื่อง ว่า
เออ...แล้วฉันเป็นใครในโลกกลมๆ ใบนี้
 
เพลงนี้ สัมผัสก้นบึ้งของใจข้าใหญ่อย่างแรง (ตัวใหญ่ใช้ข้าน้อยมิงาม อิอิ)
 
เพลงนี้เป็นเพลงที่มีกลิ่นอายของซูฟีอยู่ และเพลงนี้ Bulla Ki Jana เป็นผลงานกวีนิพนธ์
ของกวีซูฟีชื่อดัง Bulle Shah หรือ Bulla Shah และขับร้องโดยRabbi Shergill
และได้นำมาขับร้องโดย Amit Paul อีกครั้งได้อย่างไม่แพ้ต้นฉบับเลย
ที่นำมาให้ฟังวันนี้ เป็นของ Rabbi Shergill  พร้อม เอ็มวี
เพลงนี้เป็นเพลงที่พูดถึงและตั้งคำถามว่า เราเป็นใคร เกิดมาทำไม
เป็นการดึงความคิดออกนอกกรอบสี่เหลี่ยมของสิ่งที่ครอบเราอยู่
สิ่งที่ครอบคือ ความคิดเรื่องรัฐ ชาติ ศาสนา ชาติพันธ์
 เมื่อเราหลุดพ้นจากการคิดอยู่ในกรอบต่างๆ
เราจะเรียนรู้ว่า ที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตได้อย่างไร้ความหมายที่สุด
 
"Bulla Ki Jana is all about us not knowing who we are,
of thinking of life in terms of boxes,
 until we are enlightened.
And then, you realise how meaninglessly you’ve compartmentalised life,”
 
 
เพลงนี้มีภูมิหลังที่กล่าวถึงความแตกต่างมากมายในประเทศอินเดีย
ทั้งในเรื่องศาสนา ชาติพันธ์ และความขัดแย้งนานับประการ
เลยทำให้กวีนาม บุลลา ชาร์ แต่งบทกวีขึ้นมา
และธรรมเนียมการแต่งบทกวีซูฟีมักจะมีชื่อผู้แต่งอยู่ในเพลงด้วย
ทั้งนี้เป็นเพราะ ผู้แต่งเป็นผู้ประสพกับความรู้สึก และความงามดังได้รจนาไว้
 
ขออนุญาตแปลอย่างคร่าวๆที่สุดเป็นภาษาไทยดังนี้ส่วนภาษาปัญจาบีและอังกฤษอยู่ถัดจากนั้นเน้อ 
 
ภาษาไทย

บุลลา แล้วฉันเป็นใครในโลกนี้ ฉันหารู้จักตัวเองไม่                

ฉันไม่ใช่คนที่ยึดมั่นในคำสอนแล้วอยู่แต่ในศาสนสถาน

ฉันไม่ใช่คนไร้ศาสนาหรือคนป่า และไม่ได้นับถือสิ่งชั่วร้าย

ฉันไม่ใช่คนบริสุทธิ ที่อยู่ท่ามกลางคนสกปรก

ฉันไม่ใช่คนที่เชื่อถือในคัมภีร์พระเวท

ฉันไม่ใช่คนที่เสพฝิ่นหรือร่ำสุรา

ฉันไม่ได้หลงมัวเมามืดบอด ในขณะเดียวกันฉันก็ยังไม่ใช่คนที่ตื่นแล้ว

ฉันไม่ได้เป็นคนสะอาดหมดจดไร้มลทิล แต่ฉันก็ไม่ได้เป็นคนสกปรกและด่างพร้อย

ฉันไม่ได้ยึดถือความสุขหรือความเศร้า

ฉันไม่ได้เกิดมาจากน้ำหรือดิน

และฉันก็ไม่ได้เกิดมาจากอากาศหรือไฟ
โอ้ บุลลา!!! แล้วฉันเป็นใครบนโลกใบนี้ ฉันหารู้จักตัวตนของฉันไม่

ฉันไม่ได้เป็นชาวอาหรับ และก็ไม่ได้เป็นชาวเมือง ลาโฮร์ (ปากีสถาน)
ฉันก็ไม่ได้พูดภาษาฮินดีของคนในเมือง และก็ไม่ได้เป็นคนบ้านนอก
 ฉันไม่ใช่ฮินดู ไม่ใช่คนเติร์ก (ตุรกี) และก็ไม่ใช่ชาวเปชาวาร์
ฉันหามีความรู้ในเรื่องความเร้นลับของศาสนาไม่

ฉันไม่ได้เกี่ยวข้องหรือถือกำเนิดมาจากอาดัมและอีฟ

ฉันไม่ได้มีตัวตนและเกี่ยวพันกับชื่อของฉันเลย

ฉันเป็นทั้งคนที่มาคนแรกและเป็นคนสุดท้าย

แต่ฉันก็หารู้จักใครไม่

ฉันก็ไม่ได้เป็นที่เก่งกาจเลิศเลอกว่าผู้อื่นแต่อย่างใด

โอ้ บุลลา แล้วคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ล่ะคือใคร ฉันเป็นพวกไหนกันแน่

ฉันต้องอยู่อย่างนี้แบบโดดเดี่ยวหรือ ฉันเป็นใครกันแน่ในโลกใบนี้ ฉันไม่รู้จักตัวเองเสียแล้ว

 

ฉันไม่ได้เป็นทั้งโมเสส หรือฟาโรห์

ฉันไม่ได้ตื่น แต่ก็ไม่ได้หลับไหลหรือลุ่มหลง

ฉันไม่ได้เกิดมาจากไฟอันศักดิ์สิทธิ หรือแม้แต่อากาศธาต

ฉันไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองนาดอน

ฉันก็ไม่ได้นั่งนิ่งๆ แต่ฉันก็ไม่ได้เคลื่อนไหว

โอ้ บุลลาเอ๋ย แล้วนี่ฉันต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวหรือนี่

โอ้ บุลลาเอ๋ย ใยฉันไม่รู้จักตัวเองเสียแล้วนี่

 

 แล้วฉันคือใครในโลกกลมๆใบนี้     ตอบเองเลยว่า ใช่แล้วฉันก็คือ “เศษธุลีดิน”ไง

 
ภาษาปัญจาบี                                           ภาษาอังกฤษ                            

Bulla! ki jaana maen kaunN                     Bullah! to me, I am not known ?

Na main momin vich maseetaan            I am not a believer inside the mosque      

Na main vich kufar diyan reetaan            Nor a pagan disciple of false rites    

Na main paakaan vich paleetaan            Not the pure amongst the impure      

Na main andar ved kitaabaan,                 Not in the holy Vedas                              

Na main rehnda bhang sharabaan          Nor in opium, neither in wine                     

Na main rindaan mast kharaabaan         Not in the drunkard`s craze Niether awake   

Na main shaadi na ghamnaaki                Not in happiness nor in sorrow                    

Na main vich paleeti paaki                       Neither clean, nor a filthy mire                    

Na main aabi na main khaki                    Not from water, nor from earth  

Na main aatish na main paun                  Neither fire, nor from air,is my birth      

Bullah!, ki jaana main kaun?                    Bullah! to me, I am not known?               

Na main arabi na lahori                            Not an Arab, nor Lahori

Na main hindi shehar nagauri                  Neither Hindi, nor Nagauri                        
Na hindu na turak peshauri                       Neither Hindu, nor Turk or Peshawa
Na maen bhed mazhab da paaya           Secrets of religion, I have not known
Ne maen aadam havva jaaya                  From Adam and Eve, I am not born
Na maen apna naam karaaya                 I am not the name I assume
Avval aakhir aap nu jaana                        I am the first, I am the last
Na koi dooja hor pehchaana                    None other, have I ever known
Main thon na koi hor siyaana                    Nor I am the wisest of them all
Bulla Shah! khadda hai kaun                    Bullah Shah! Do I stand alone?
Bulla, ki jaana maen kaun                         Bullah! to me, I am not known

Na main moosa na pharaun.                    Neither Moses, nor the Pharaoh
Na main jaagan na vich saun.                  Neither I am awake nor in a sleeping daze
Na main aatish na main paun                  Neither fire, nor from air,is my birth
Na main rehnda vich nadaun                    Nor do I live in Nadaun
Na main baitthan na vich bhaun               Not in stillness, nor on the move
Bulla Shah! khadda hai kaun                    Bullah Shah! Do I stand alone?
Bulla, ki jaana maen kaun                         Bullah! to me, I am not known

 ความสุขกับการฟังเพลงนะคะ

    

 

 

13 septiembre

เพลงรัก ๒: Maula Mere

เพลงนี้เป็นเพลงรักที่ฟังแล้วได้อารมณ์สวยอีกเพลงหนึ่ง
เป็นเพลงประกอบภาพยนต์เรือง Anwar เข้าฉายต้นปี 2007
ชื่อเพลงว่า Maula Mere ซึ่งแปลว่า โอ้พระเจ้า (ทำไมช่างได้สร้างเธอได้งดงามเช่นนี้)
 
ดนตรีของเพลงนี้พาเราไปยังอีกความรู้สึกทันที่ สวยงามและนิ่ง
นั่งฟังได้ทั้งวัน ไม่รู้เบื่อจริงๆ ยิ่งฟัง ยิ่งงาม ยิ่งเห็นอารมณ์ละเมียดและอ่อนโยน
เพลงนี้พอได้ยินครั้งแรกก็ตกหลุมรักอย่างจังทันที ทั้งดนตรี เสียงร้อง และเนื้อหา
 
เพลงรักเพลงนี้พรรณนาถึงความงามของหญิงอันเป็นที่รัก ได้อย่างสวยงามและละเมียดที่สุด
โดยเริ่มตั้งแต่ ดวงตา (aakein --อาเค) ว่าดวงตาของเธอนั้นช่างสวยงามและมีพลังอะไรเช่นนี้
พลังแห่งดวงตาคู่นั้นทำให้เขาหลงรักเธออย่างมากมาย และเขาก็ไม่ขออะไรมากไปกว่า
ได้เป็นผู้ที่อยู่ในดวงตาของเธอ เขายอมสยบต่อดวงตาคู่งามคู่นั้นอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ
 
เส้นผม ดวงหน้า ท่าทาง การเยื้องย่าง ทุกกิริยาอาการของเธออันเป็นที่รักนั้น
ล้วนแต่สวยงาม และอ่อนหวาน และจะขออยู่ในปริมณฑลแห่งรักของเธอนั้นตลอดไป
นอกจากนี้แม้แต่คำพูด (batein --บาเต) ทุกคำที่เอ่ยออกมายังสวยงามหาที่เปรียบไม่ได้
โดยที่คำพูดที่เอ่ยออกมานั้นไม่ใช่แค่ความหวานของภาษาเท่านั้น
หากแต่รวมไปถึง ความคิดความอ่านด้วย  เพลงเฉียบมาก
 
เราหลงรักเพลงนี้จริงๆ ให้ดิ้นตายซิเอ๊า...
 
ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งที่ฟังเพลงนี้ โดยเฉพาะเนื้อหา ก็ทำให้เรารู้สึกว่า
เราเหมือนเป็นทั้งโลกของใครคนหนึ่ง ยิ่งถ้าเรารักเขาด้วยแล้วเนี่ย
มันจะทำให้เรารู้สึกว่าทั้งหัวใจและทั้งตัวของเรานั้น มันเต็มอิ่มและชื่นใจไปหมด
มันพองตัวไปหมด เราจะรู้สึกตัวโตจัง และถ้ารักกันก็จะผลัดกันรู้สึกตัวเล็กและตัวโต
 
ในขณะเดียวกัน เราก็รู้สึกว่า ทำไมผู้ชายคนหนึ่งถึงรักผู้หญิงคนหนึ่งได้มากถึงเพียงนี้
ตอนแรกก็นึกว่าไปว่า หรือจะเป็นเพียงแค่ความหลงใหลเท่านั้น แต่พอฟังเรื่อยๆ ถึงเข้าใจว่า
มันไม่ได้มองแค่ผัสสะและสิ่งที่ต้องตาภายนอกเท่านั้น แต่มองไปถึงข้างใน
ข้างในคืออะไร คือทั้งจิตใจที่ดีงาม และความคิดอ่าน ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้รวมกันทั้งหมด
ก็พอจะมองได้ว่าคงเป็นความที่รักจริงแท้ทีเดียว พอเป็นอย่างนี้
 
ก็ทำให้กลับมามองว่าผู้หญิงคงต้องพัฒนาความงามทั้งภายในและภายนอกไปด้วย
ไม่ใช่ว่าเอาใจใส่แต่สิ่งผิวเผินที่อยู่ภายนอก แต่ละเลยสิ่งที่สำคัญที่สุด
เมื่อเวลาผ่านไปถึงจุดหนึ่งความงามภายนอกนั้นจะเสื่อมลง แต่ความงามภายในนั้นไม่มีวันเสื่อม
มันกลับจะงดงามมากขึ้น เมื่อข้างในงามจะทำให้เราสามารถที่จะอภิเชษฐ์ความงาม
ที่เกิดจากการกระทำของเวลา เราจะชื่นชมกับความงามที่เกิดขึ้นตามอายุ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่
ความงามมันก็มีไปตามช่วงอายุนั้น อยู่ที่ว่าเราจะพัฒนาจิตใจเราไปให้ถึงตรงนั้นได้อย่างไร
 
แล้วผู้ชายล่ะ เราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากเขา
 
เราเรียนรู้ว่า ในขณะที่มีความแข็งแกร่งเป็นเกราะ แต่จริงๆแล้ว ผู้ชายน่ะอ่อนไหวมาก
ผู้ชายก็มีความละเอียดอ่อน ละเมียด ละมุน ได้เหมือนกัน
ผู้ชายก็มีความรู้สึกรัก ผิดหวัง เศร้า สับสน และอ่อนแอเป็นเหมือนกัน
เจ็บเป็น ร้องไห้เป็น แต่อย่าให้เขาได้เจ็บเชียว เพราะถ้าเจ็บมันอยู่นาน
เขาถูกสังคมสอนมาให้เข้มแข็ง และไม่สามารถแสดงความรู้สึกได้
ดังนั้นมันจึงอยู่นาน และฝังใจ และการเริ่มใหม่ของหนุ่มๆจึงช้ากว่าของสาวๆ
เพราะผู้หญิงสามารถพูดถึงความรู้สึกได้อย่างอิสระ ในขณะที่ผู้ชายเขาต้องใช้เวลานาน
สังคมกักขังความรู้สึกและการแสดงออกซึ่งความรู้สึกของเขาต่างหาก
 
ลองสังเกตว่า กวีของแทบทุกชาติที่เขียนบทกวีได้กินใจลึกซึ้งนั้น
ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย หาได้น้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลยที่จะเป็นผู้หญิง
 
ลองหันกลับมาเข้าใจความรู้สึกของคนที่อยู่ข้างๆตัวคุณบ้างนะคะ
ผู้ชายก็อ่อนไหวและอ่อนหวานเป็นเหมือนกันค่ะ โดยเฉพาะเวลาที่เจอคนที่เขารัก
เขาจะหวานและไหวเป็นพิเศษเลยล่ะค่ะ
 
เพิ่มความหวานในการฟังเพลง เพลงนี้มีคำที่เกี่ยวกับความรัก อยู่หลายคำเลยค่ะ
ishq อิชก์ แปลว่า ความรัก     Mohabbat มุฮอบบัต แปลว่า ความรัก
Dil   ดิล แปลว่า ใจ              Ashiq     อาชิค แปลว่า คนรัก (ใช้กับผู้ชาย)
Hasein ฮะซีน แปลว่า งาม          
มีความสุขกับการฟังเพลงนะคะ
 
 
    
 
 

เพลงรัก Kora Kagaz กับ Amit Paul

 เพลงรักงามๆกับ"เสียงไข่มุก"
 
วันนี้ไปเจอเพลงโปรดมา เป็นเพลงเก่าสมัยสามสิบปีที่แล้ว ฟังแล้วยังเพราะอยู่มาก ๆ ๆ
เนื้อเพลงงามมาก และที่สำคัญเสียงนักร้องคนนี้เป็นเสียงที่คณะกรรมการเค้าเรียกว่า
"เสียงไข่มุก" ภาษาฮินดีเรียกว่า "โมฏี กี อาวาซฺ" หาคนที่จะมีเสียงแบบนี้ได้น้อยมาก
นั่นก็คือ เสียงใส และเสียงกังวาล สรุปแล้วเราว่าเพราะมาก
 
นอกจากนี้ลีลาการร้องยังเยี่ยมมาก เขาเป็นม้ามืดการประกวดอินเดียน ไอดอล ครั้งนี้
ยิ่งร้องยิ่งเห็นความสามารถ ร้องเพลงทุกประเภทได้เพราะมาก เราไปฟังมาล่ะ
นักร้องคนนี้ชื่อ Amit Paul ลองไปฟังเขาร้องเพลงรักที่ว่าหวานได้หวานมาก
ทอดเสียงได้อารมณ์เอาจนเราละลายไปหลายรอบ จริงๆ
 
ตอนที่ทำให้อารมณ์เพลงบรรเจิดสุด คือ ตอนต้นเพลงเลย (และทั้งเพลงตอนทอดอารมณ์)
ให้สังเกตตอนต้นที่ร้อง สองประโยคแรก ประโยคแรกยังเหมือนอ่านบทกวีเล็กๆ
แต่พอร้องรวมกันเป็นประโยคเต็มขึ้นมา ทำเอาคนฮือฮากันทั้งฮอลล์ รวมทั้งตัวกรรมการด้วย
แม้แต่เรายังรู้สึกว่า อะไรจะดึงอารมณ์และหยิบความรู้สึกเราไปจับวางได้อย่างนั้นนะ
เรายังไปกะเขาด้วยเลย ฟังแล้วมันรู้สึกฟูฟ่องล่องลอยไปหมด เกือบลงดินบ่ได้
ที่น่าสังเกตคือกรรมการคนที่ผมขาวและแก่ๆหน่อย ที่ชื่อ จาเวด อักตัล
คนนี้เขาเป็นกวีชื่อดังที่สุดของอินเดียในยุคนี้และยังเป็นนักแต่งเพลงชั้นปรมาจารย์
ยังเป็นนักร้องด้วยในบางครั้ง ท่านนี้ปกติจะไม่ชื่นชมใครง่ายๆ แต่คราวนี้ให้ดูท่าทาง
และอารมณ์ที่เกิดในระหว่างการฟังเพลง ว่าผู้ร้องพาอารมณ์ผู้ฟังขึ้นไปได้ตั้งแต่ในช่วงประโยคแรกเลย
 ถ้าโหวดได้นี่นะ เราเทคะแนนให้ไปหมดแล้ว อิอิ
ว่าไปแล้วก็มีเนื้อเพลงและคำแปลมาฝากแต่เป็นภาษาอังกฤษเน้อ
เพราะถ้าให้แปลเป็นภาษาไทยเองรู้สึกว่าเราทำได้ไม่สวยอ่ะ
อยากรู้ก็ถามเวลาออนไลน์แล้วกันนะ
 
Kora Kagaz
 
Hey Hey ........ha ha...hum....
 
Kora Kagaz tha yeh mann mera, mera, mera
likh liya naam iss pein tera, tera, tera 
 
Kora Kagaz tha yeh mann mera
Likh liya namm iss pein tera
 
My mind was a blank paper;
in which I wrote your name on it.


Soona aangan tha jeevan mera
Rach gayaa roop iss pein Tera
My life was an empty courtyard,
In which your love settled.
Toot na jaaye sapne main darta hoon
Nit din sapnon mein dekha karta hoon
Naina kajaraare matavaare yeh ishaare
I fear that my dreams will shatter.
I see you every day in my dreams.

These Kajal-filled eyes, these intoxicating glances.
 
Khaali darpan tha jiwan mera
Bas gayaa pyaar jiss mein teraa
  My mind was an empty mirror
In which your love manifested

Kora kaagaz tha yeh mann mera
Likh iiya naam iss pe teraa
 ha ha ha ho ho ho
(เพลงจบตรงนี้ในวิดีโอ จริงๆแล้วมีอีกยาวเหยียด)
(courtesy www.bollywhat.com
    

08 septiembre

เพื่อน สีชมพู หูฟัง กลิ่น และบ้านอีกหลังยังต่างแดน

 
วันนี้เป็นวันที่อากาศดีอีกวันหนึ่ง 25  องศา และเป็นวันแรกที่ไม่ได้ใส่เสื้อกันหนาว และก็ไม่พกด้วย
จึงทำตัวสบายที่สุดด้วยการลากเสื้อยืดสีเทาแขนสั้น ยีนส์ตัวเก่ง ขาดแล้วขาดอีก ปะแล้วปะอีก
แต่ขอโทษ เพื่อให้เข้ากะความมันส์ในอารมณ์ เลยลากแตะคีบสีชมพูแปร๊ด บาดใจโจ๋มาจากกล่อง
หลังจากที่เก็บไว้อย่างดีแบบไม่กล้าแตะเมื่อฤดูหนาวมากที่ผ่านมา เอามาใส่ อิอิ แล่มมเลย
แต่กระนั้น ความมันส์ในอารมณ์มันกู่ไม่กลับซะแล้ว เลยคว้ากระเป๋าสะพายใบโตสีชมพู้ ชมพู มาสะพายด้วย
 
ตอนแรกก็ว่าจะไม่แล้วนะ สีชมพูเนี่ย เพราะมันขัดกับบุคลิกของตัวเองอย่างแรง อย่าฮาดิ ....
ก็ฉันมันออกจะห้าวหาญ ตัวอวบ แล้วสะพายสีชมพูเนี่ยนะ ขัดกันน่าดู จะวาง ๆไม่เอาก็หลายทีล่ะ
แต่แล้วความคิดฉันมันก็ประหวัดไปถึงเพื่อนคนหนึ่ง เขาบอกว่า
 
"อะไรก็ตามสีชมพูเนี่ยนะ ผมจะไม่ถือเด็ดขาด อายอ่ะ ยิ่งถ้าไปซื้อของแล้วเขาใส่ถุงสีชมพูให้นะ
ผมขอเปลี่ยนเลย ถ้าเป็นแฟนก็จะไม่ถือให้เด็ดขาดเลยสีชมพูเนี่ย ถือเอง ไม่ถื้อ...ไม่ถือ..เด็ดขาด"
 
ฉันคิดอยู่ในใจ เออ มีแฟนเมื่อไหร่ตรูจะคอยดู จะถือให้มะ ถ้าถือนะจะหัวเราะให้ฟันหักเลย
ฉันละแอบฮา กับ "ไม่ถื้อ...ไม่ถือ...เด็ดขาด" ตอนคิดนี่ก็ยังฮา
 
พอนึกถึงท่าทางของเขาฉันก็เปลี่ยนใจคว้ากระเป๋าสีชมพูใบโตออกมาใช้ทันที
ด้วยความฮาและ ความมันส์ในอารมณ์ว่า ถ้าเพื่อนถือกระเป๋าและคีบแตะสีชมพูแปร๊ดเขาจะรู้สึกอย่างไร
เขาจะยังเดินกะฉันไหมเนี่ย เพื่อนฉันคนนี้คงทำหน้าปูเลี่ยนๆแน่เลย ฮ่า ๆ ๆ
เฮ้อ..นี่ขนาดอยู่ไกลกันคนละซีกโลกแล้วนะ ฉันทำเหมือนเพื่อนๆฉันทุกคนยังอยู่ใกล้ๆ ฉันทุกครั้งไป
ฉันคิดถึงเพื่อนทุกๆคนจริงๆเลย และ บางครั้งแค่ได้คิดถึงเพื่อนๆก็รู้สึกเป็นสุขล่ะ
..............................................................
เพราะมัวแต่คิดอยู่น่านแหละ ถือดีไม่ถือดีกระเป๋าสีชมพูเนี่ย มันทำให้ฉันต้องรีบตาเหลือก
วิ่งออกไปขึ้นรถเมล์ที่ป้ายหน้าบ้าน และก็พลาดจนได้ รถเมล์ สาย 230 วิ่งผ่านหน้าฉันไปเรียบร้อย
ฉันยังไม่ได้แม้แต่จะข้ามถนนเดินไปอีกฝากเลย โธ่ ...กรรมจริงๆ ยิ่งวันหยุดนี่ครึ่งช.ม.มาคันหนึ่ง
ไม่เป็นไร มีเอ็มพีสามเฟร้ย ฆ่าเวลาได้ ....แต่พอเอามือล้วงกระเป๋าเท่านั้นแหละ .....กรรม
ลืมเอาหูฟังมา แง ....ชีวิตฉันจะขาดหูฟัง เอ็มพีสามและ เสียงเพลงได้อย่างไร อี่ปี่ใคร่ไห้ใคร่หุยเป็นภาษาอิตาเลี่ยน
ยืนแค้นใจอยู่เป็นนาน ลืมได้งัยฟระ ไม่น่ารีบจนลืมเลย
 
แต่สักพัก คิดได้ว่า ช่างมันเถอะ ไม่เป็นไร
 
ระหว่างที่นั่งรอรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์ ป้ายที่ 4
ฉันได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง........
เสียงลมพัด....เสียงนกร้อง...เสียงกระเบื้องตรงป้ายรถเมล์มันสั่น เพราะแรงลม ฉันรู้สึกแปลกๆ
ฉันตั้งใจฟัง คราวนี้ฉันได้ยินเสียงนกร้อง หลายตัวเลย แต่ละตัวผลัดกันร้อง ผลัดกันรับ
นกมีหลายประเภท เพราะเสียงร้องต่างกัน มันเหมือนกับว่า ฉันกำลังอยู่ในโรงละคร
ที่มีมหาอุปรากรแสดงอยู่ แล้วนกเหล่านี้ก็เป็นผู้ขับร้องบทเพลงอันไพเราะนั้น ...มันช่างเพราะเสียนี่กระไร
 
นานแค่ไหนแล้วที่ฉันไม่ได้ยินเสียงนกร้อง....เสียงลมพัด ....เสียงใบไม้ปลิวไปตามลม....
เสียงลมหยอกล้อกับต้นไม้ที่กำลังผลิใบ เหมือนคู่รักที่ห่างหายกันไปนานและได้เวลากลับมาพบหน้าค่าตากันอีกครั้งหนึ่ง
แล้วจู่ๆฉันก็รู้สึกว่ามันนิ่ง สงบ เงียบ ทั้งบรรยากาศ และความรู้สึก มันงดงามมาก..และมันทำให้ฉันยิ้มได้
ยิ้มไปกับธรรมชาติรอบตัว  ยิ้มไปกับความอ่อนไหว ยิ้มไปกับทุกความเคลื่อนไหวที่ฉันสามารถสัมผัสและรู้สึกได้
นี่แหละ คือเพลงที่ไพเราะที่สุดในโลก สำหรับฉัน ......
นี่แหละกระมัง ที่เขาเรียกว่า เรียนรู้ที่จะฟังสรรพสำเนียงเสียงธรรมชาติ
ฉันคิดไปถึงว่า การที่มีหูฟังเอ็มพีสามติดตัวมาตลอด มันทำให้ฉันขาด หู ที่จะได้ยินเสียงของความงามเหล่านี้
 
วันนี้ เป็นวันที่ฉันได้ หู ของฉันกลับคืนมา
 
ขณะที่กำลังละเลียดความคิดและดื่มด่ำกับเสียงแห่งความงามรอบๆตัว
ทันใดนั้น ฉันต้องตกใจสุดตัวเมื่อมีเสียงดัง แสบแก้วหู
และมีอำนาจทะลุทะลวงโสตประสาตระดับสูง ของไบค์ Harley Davidson
ที่ฉันเคยชอบหนักหนาเอาการอยู่นั้นผ่านมา ความชอบที่เคยมีกับมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้
แทบจะไร้ความหมาย และ หายไปในพริบตาทันที เพราะมันทำลายสมาธิ
และความงามที่ฉันกำลังดื่มด่ำ ที่ฉันเพิ่งจะจูนคลื่นติดกับธรรมชาติ
ทำเอาการฟังโอเปร่าเสียงนกร้องของฉันพังทะลายหายไปในพริบตา
ฉันนึกอย่างแช่งชักหักระดูกไอ้คนขับชอปเปอร์คันนี้มันจริงๆ กรรม....จริงๆ
 
แต่ฉันก็คิดได้ว่า เออข้อดีของการที่มันโผล่มาตอนนี้ก็ดีเหมือนกันนะ
ความรู้สึก ความเร็ว ความแรงที่เราได้ยินบ่อยๆทุกวัน มันเป็นความสัมพัทธ์
ยิ่งฟังแรง ยิ่งเร่งความเร็ว เราจะชินกับสิ่งนั้น ๆ แล้วทำให้ต้องหาสิ่งที่เร็วกว่า และแรงขึ้น
และวันนี้สิ่งที่ฉันเคยชอบ ฉันกลับจะแช่งชักหักกระดูก เพราะมันแรงเกิน และเร็วเกิน
แล้วพอฉันนั่งฟังเสียงธรรมชาติ เห็นความละเมียด นุ่มนวล พริ้วไหว
วันหนึ่งฉันก็คงจะชินกับมันขึ้นมา และก็คงจะแสวงหาสิ่งที่ละมุนละเมียด มากยิ่งขึ้นไป
และในความช้า แช่มช้อย นั้นก็คงจะมีระดับความนิ่งอยู่ และเป็นความงามสูงสุด ใช่หรือไม่หนอ
 ........................................
มีคนบอกไว้ว่า Love cannot be defined if you live it. ฉันเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้  
มีคนเคยถามฉันว่า ฉันรักเมืองนี้ตรงไหน ฉันตอบเขาไม่ได้ว่าทำไมนะ ฉันถึงรักเมืองนี้
แต่วันหนึ่งฉันพบว่า ฉันรักเมืองนี้มากจริงๆ และมันไม่ใช่แค่ความรู้สึกสวยงามเท่านั้นทีมีกะเมืองนี้
หากแต่มันเป็นสิ่งที่เรียกว่า .....การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้ และต้องจูนคลื่นให้ติดกับคนเมืองนี้
 
ฉันไม่รู้ว่าการจูนคลื่นจะนิยามได้ดีไปกว่านี้ได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ฉันขอใช้คำว่า
กลิ่นหอมของเมืองนี้... บ้าไหมเนี่ย... จำได้แม้กระทั่งกลิ่น....
 
ไม่ว่าจะเป็น กลิ่นฤดูใบไม้ผลิ กลิ่นฤดูวิ่งการกุศลช่วยเหลือมูลนิธิโรคหัวใจและโรคมะเร็ง
กลิ่นของชาในงาน ดื่มชาเพื่อช่วยสบทบทุนงานวิจัยมะเร็งเต้านม
กลิ่นงานเกษตร กลิ่นฤดูกุหลาบบาน กลิ่นฤดูใบไม้ร่วง กลิ่นฤดูฝนที่มาแบบซู่เดียวแล้วหาย
กลิ่นความแล้ง กลิ่นของความร้อน กลิ่นของลมหนาว กลิ่นของดินและเสียงหัวเราะของเด็กๆ
ในวันปลูกต้นไม้ที่ทุกคนร่วมกันปลูกต้นไม้ กลิ่นของความคึกคักของคนหน้าร้านกาแฟยามเช้า
กลิ่นของความมีชีวิตชีวาในเมืองเล็กๆแห่งนี้ ที่ ๆ ฉันมีความรู้สึกร่วมในหลายๆด้าน
 
อะดิเลดด์เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนบ้าน
อาจจะเป็นเพราะสี่ปีที่ผ่านมาฉันไม่ได้แค่เรียน หรือเที่ยว
แต่ฉันใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาคน วิถีชีวิต ความคิดของคน
ทั้งชาวเมืองและชาวบ้าน รวมทั้งใช้เวลาทำกิจกรรมกับชุมชน
โดยมีส่วนร่วมในชุมชนบ่อยๆ ทั้งการเป็นตัวแทนจากชุมชนที่ฉันอยู่
เข้าวิจารณ์แปลนก่อสร้างของเขต  เข้าร่วมอะไรต่อมิอะไรหลายๆอย่าง
ที่ทำให้คนในชุมชนจำฉันได้ และระลึกถึงกันเสมอ ด้วยการ "ทำขนม"
มาให้เด็กผู้หญิงที่ไกลบ้านอย่างฉันอยู่เสมอๆ "the girl away from home"
 ฉันซาบซึ้งกับน้ำใจ และความเป็นมิตร ของคนเมืองนี้ที่มีให้กับฉันเป็นอย่างมาก
 
นี่คือบ้านอีกหลังหนึ่งของฉัน ที่ๆฉันแชร์ความรู้สึก ความคิดร่วม ไปพร้อมๆกับชาวบ้านที่นี
ฉันคิดว่า หากฉันรู้สึกกับสถานที่แห่งนี้ได้เหมือนกับที่ ๆ ฉันจากมา
ฉันก็สามารถ เรียก ที่แห่งนี้ว่า "บ้าน" ได้ไม่ใช่หรือ
 ฉันคิดไปว่า วันหนึ่งถ้าฉันกลับไป "บ้าน" หลังจากที่จบแล้ว
ฉันคงจะถวิลหา "บ้าน"หลังนี้น่าดู บ้านหลังที่เป็นแหล่งฟูมฟักความคิด ความอ่านของฉัน 
 
วันนี้ฉันปล่อยความคิดล่องลอยน่าดู มองดูคนเดินผ่านฉันไปคู่แล้วคู่เล่า จูงมือกันเดินด้วยนะ บรรยากาศก็เป็นใจ
ฉันเริ่มรู้สึกอิจฉา...ตาร้อนขึ้นมาทันที...เริ่มมองหาทำไมรถเมล์ไม่มาสักทีฟระ มาซะทีเด่ะ
และแล้วเหมือนพระเจ้าจะเข้าข้าง มาทันที
 
สาย 230 ขึ้นป้ายสี่ ไปตลาดค่ะ
 
15 agosto

เรื่อยเปื่อย

What is natural?
 
เมื่อวานมีเรียนและในห้องก็ถกกันหลายๆเรื่อง มีอยู่คนหนึ่งให้เหตุผลต่อคำถามบางข้อว่า
 "ก็เพราะมันเป็นธรรมชาติและเป็นความเท่าเทียมกัน - Its natural and its equality to all".
 
อาจารย์ก็เปรยมาอยู่สองประโยคว่า ....
What is the meaning of nature and natural?
and does natural always means equality?
 
พูดเสร็จอาจารย์ก็ยกตัวอย่างว่า
 
ในธรรมชาตินั้น ความเท่าเทียมกันหรือความเท่ากันนั้นไม่มี
เพราะคนเรามีความต้องการต่างกันฉันใด ธรรมชาติ ต้นไม้ ก็มีความต้องการน้ำต่างกันฉันนั้น
 ต้นไม้บางต้นต้องการน้ำมาก บางต้นต้องการน้ำน้อย ต้นไม้ทุกต้นไม่เหมือนกัน
เช่นเดียวกับความพอเพียงของคนๆหนึ่ง ไม่ใช่ความพอเพียงของอีกคนหนึ่ง
ดังนั้นโดย"ธรรมชาติ"ของธรรมชาติแล้ว ไม่มีความเท่าเทียมหรอก มีแต่ความแตกต่าง
 
นี่คือสรุปคำพูดของโปรเฟสเซอร์มา แต่ตอนที่ท่านพูดเป็นภาษาอังกฤษนั้นมันเพราะมาก
มันเห็นภาพซะทะลุเลย มันเห็นไปถึงกระทั่งว่านี่หล่ะคือคนที่จะเป็นผู้สอน
 
เพราะมันมาจากประสบการณ์ ความคิด ไม่ใช่สักแต่ว่ามานั่งสอนโดยการท่องตำรา
 
เมื่อไหร่ เราจะคิดได้แบบนี้เนี่ย สงสัยอยู่นิ ว่าจะมีวันนั้นไหมเนี่ย อิอิ
 ..........................................
7 กันยายน ๕๐
 
คำว่า "ธรรมชาติ" เป็นประเด็นต่อมาอีกหลายๆวัน ให้ได้ขบคิด
 
จนกระทั่ง วันหนึ่ง นั่งกินกาแฟอยู่ในครัวขนาดมินิ ที่ภาควิชา ลิง ( มาจาก linguistics อิอิ)
ที่ ๆ ทุก ๆ คนจะชอบแอบมาใช้เวลาถกอะไร ต่อมิอะไรกันเยอะแยะไปหมด
นำทีมการแอบลักลอบใช้เวลา โดยเราเอง อิอิ
โดยการใช้กลิ่นกาแฟจากเครื่องต้มกาแฟ ดึงจมูกคนในภาคมารวมตัวกัน
 
........โอม จงมา จงมา ด้วยกลิ่นกาแฟ ยามบ่าย .............
.............จงมารวมตัวกันโดยพลัน โอม เพี้ยง............
 
และแล้วทั้งอาจารย์และนักศึกษา ก็ตามกลิ่นกาแฟ Italian Espresso ของเรามากัน
แต่ไม่ลืมอาวุธ คือแก้วกาแฟ หิ้วมาคนละใบ พร้อมขนมประดามี
 
อิอิ สนุกจะตาย แกล้งคนเนี่ย ชอบมาก
 
พออาจารย์มาก็จะร่วมแจมการถกด้วยทุกครั้ง อย่างออกรส
การเรียนรู้มันจึงเกิด เกิดจากการแลกเปลี่ยนความคิดและบทสนทนา
ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ชวนให้นำกลับไปคิดต่อเป็นอย่างยิ่ง
 
........นี่มันเสพติด การถก หรือ กาแฟ กันแน่เนี่ย .......
 
 วันนั้นเป็นวันที่เราถกกันนอกรอบ 
เราก็เลยเอาเรื่องมาเล่าให้ ผีกาแฟและความคิด ทั้งหลายฟังอยู่สองเรื่อง
เรื่องลูกแฝดกับวัฒนธรรมอ่าข่า
และการทำงานของคุณไกรสิทธิ สิทธิโชดก ประธานสมาคมอ่าข่าเชียงราย
กับอีกเรื่องคือ เรื่องลูกวัวที่เกิดมาผิดปกติ เช่นมีสามขา แล้วคนไปกราบไหว้
 
เอาเรื่องแรกก่อนนะ (บอกใครเนี่ย ...บอกตัวเอง อิ อิ)
เท่าที่จำได้จากการสนทนากับคุณไกรสิทธิ ได้รับความรู้ว่า
ลูกแฝด ตามความคิดความเชื่อเดิมนั้น
คุณไกรสิทธิ ให้เหตุผลว่า เป็นการเกิดที่ไม่เป็นธรรมชาติของมนุษย์
ซึ่งสัตว์เท่านั้นที่จะมีการเกิดในลักษณะนี้
ตอนนี้คุณไกรสิทธิรณรงค์เรื่อง ลูกแฝดเป็นสิ่งธรรมชาติ และเป็นสิ่งที่ดี
และรณรงค์ไปได้ไกลมาก แบบชนิดประสพผลสำเร็จดีทีเดียว
 
เรื่องที่สอง: คือว่าอ่านข่าวเจอเรื่องลูกวัวสามขา และ
อื่นๆที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกับวัวผิดปกติ เช่นต้นไม้ผิดปกติ
ไก่สองหัว และเฒ่าหัวงูเงี้ยะ (อิอิ อันหลังล้อเล่นคร่า)
แล้วคนไทยก็กราบไหว้ ขอหวย กันอีก
 
เรื่องที่สองตอนเล่าก็ฮา ทำเอาชาวประเทศอื่นๆที่คุยด้วย ฮา
พร้อมกับขุดเรื่องประเทศตัวเองมาเล่า และแลกเปลี่ยนความรู้กัน
สนุกมาก พอฮากันเสร็จ ...ก็ทำให้ได้คิด ......ว่า
 
แล้วที่ "ผิดปกติ" นั่นนะ ธรรมชาติไหม
ตรงไหนคือ จุดแบ่งระหว่าง ธรรมชาติ กับความ"ผิดปกติ" หรือ
ความไม่เป็นธรรมชาติ ในความคิดของมนุษย์ 
 
ทำให้ทุกคนในที่นั้นคิดว่า คำว่า "ธรรมชาติ" หรือ "ผิดปกติ" นั้น
มันเป็นสิ่งที่แล้วแต่วัฒนธรรมใดๆ จะมองเห็น และ นิยามความหมายตามความเข้าใจ
นอกจากนี้ ธรรมชาติตามความหมายที่ก่อเกิดในแต่ละวัฒนธรรมนั้น ยังเปลี่ยนแปลงได้
ดังในกรณีการปรับเปลี่ยนความหมายของ ธรรมชาติ ในวัฒนธรรมอ่าข่านี้
ธรรมชาติ ในความหมายทางสังคมสามารถปรับเปลี่ยนเลื่อนไหลได้
โดยมีตัวแปรหลักคือ เวลา และ สถานการณ์
 
แต่อย่างไรก็ตาม........
 
ทำให้คิดต่อไปได้ว่า แล้วธรรมชาติอย่างนี้น่ะ
มันเป็น "ธรรมชาติ" จริงๆ หรือ
 
ถ้าคิดบนฐานของ ความเปลี่ยนแปลง ความไม่เที่ยง
นั่นก็คือ ลักษณะหนึ่งของ"ธรรมชาติ" ที่เผยตัวเองให้เห็น
 
hang on.... เอ๊ะ....เดี๋ยวก่อน
 
"ธรรมชาติ"เผยตัวเองให้เห็น หรือ
เราละเอียดพอรับรู้แง่มุมนี้ของ "ธรรมชาติ"ได้กันแน่นะ
 
"ธรรมชาติ" จะเผยตัว หรือ เราเผยตัวเองต่อธรรมชาติกันแน่นะ หรือว่า
เรารับรู้ความละเอียดและซับซ้อนของธรรมชาติได้กันแน่นะ
 
วันนั้นที่ประชุม คอกาแฟเฉพาะกิจ ไม่ได้สรุปอะไร
แต่เรารู้สึกว่า.....
 
คำว่า"ธรรมชาติ" นั้น มีสามประการที่โผล่มาให้ขบคิด (แทะเล่นได้ไหมนี่)
(อาจจะมีมากกว่าสาม แต่ตอนนี้รู้แค่นี้แระ อิ อิ)
 
หนึ่งคือ ธรรมชาติอย่างที่มันเป็นในคำว่า "ธรรม" กับ "ชาติ"
ถ้าเข้าใจ มันก็คือ "มันเป็นเช่นนั้นแล" และ มันมีทุกด้าน
ครอบคลุมทั้งหมดทั้งด้านดี และด้านเสีย
 
สอง คำว่า "ธรรมชาติ" มนุษย์วัฒธรรม มักจะเอาไปผูกกับสิ่งที่มีความหมายในเชิงบวกเสมอ
ส่วนที่เป็นความหมายในเชิงลบ มักจะเป็น "ผิดปกติ"
และถูกกันให้ออกไปจากความหมายของ "ธรรมชาติ"
ความหมายของคำว่า "ธรรมชาติ" ของมนุษย์วัฒนธรรมมักจะ
ไม่ผูดติดกับสิ่งที่ ไม่สมบูรณ์ ไม่งาม ไม่บริสุทธิ์ จะถูกตีกรอบไว้ที่ เช่น ความดีงาม
ความบริสุทธิ์ ความใส ความสะอาด แต่เพียงด้านเดียว เอาง่าย ๆ เช่น
สบู่หอมธรรมชาติ (ดีเนอะ ให้ความรู้สึกดี) แล้ว สบู่เหม็นธรรมชาติมีไหม
 
ถ้าให้ครูภาษาไทยอธิบายให้เด็กฝรั่งเรียนภาษาไทยฟัง ครูจะตอบว่า
"ไม่ได้นะคะ เราไม่ใช้คำว่าเหม็นแบบธรรมชาตินะคะ"
"คำว่า ธรรมชาติ เราสงวนไว้กับคำที่มีความหมายดีๆค่ะ"
 
ถ้านักเรียนเฮ้ว ลึ๊ก และห้าว อย่างเราก็จะสรุปว่า
 
"อ้อ...มันบ่ไปโตยกันน่อครูน่อ...มันไปคนละตาง
อันหนึ่งไปเมืองเจงแสน อันหนึ่งไป กรุงเต๊บ"
 
เอาแฮ๋มน่อ...
 
สาวนี่งามและสวยแบบธรรมชาติ (สวยใส ไร้ที่ติ คำและความรู้สึกที่เป็นบวก เท มากระหน่ำ)
แล้ว สาวนี่งามและสวยแบบไม่ธรรมชาติ (ไม่ดีทันทีเลย เห็นมะ)
หนุ่มนี่น่าเกลียดแบบธรรมชาติ (ไม่เคยได้ยินอ่ะ)
ร้านธรรมชาติ (จำได้ว่าที่เชียงใหม่มีอยู่ร้านหนึ่งหลังมอ)
แล้ว "ร้านไม่ธรรมชาติ" จะมีคนเข้าไหม
ไหนจะบรรดาคำ ต่างๆ เช่น หล่อแบบธรรมชาติลงโทษ สวยแบบธรรมชาติไม่ปรานี
 คนดี คือคนที่เป็นธรรมชาติ คนไม่ดีมันไม่เป็นธรรมชาติ
น้ำในอ่างน้ำ ไหลวนลงด้านไหน คำตอบลงตามเข็มนาฬืกา
แต่ถ้าลงทวนเข็มนาฬิกาล่ะ ไม่เป็นธรรมชาติ แต่ขอโทษนะ
ที่ซีกโลกใต้เนี่ย ความเป็นธรรมชาติมันไหลวนทวนเข็มนาฬิกาลงท่อ นะเคอะ
อีกอัน ฝืนธรรมชาติ !!!! คิดออกแค่เนี้ยะล่ะ
และ .....
สาม ถ้าหากคำว่า ธรรมชาติ และขอบเขตความหมายของมัน
สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในวัฒนธรรมหนึ่ง ๆ เมื่อถึง"ที่สุด"
ดังในตัวอย่างสองเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น
การถอนรากทางความคิดของวัฒนธรรมก็เป็นไปได้ เช่นกัน
ขึ้นอยู่กับว่า จะถอนแบบใด แบบแบ๊คโฮ แบบค่อยๆใช้มือถอน
หรือแบบให้มันค่อยๆสลายไปเอง แบบเจ็บปวดน้อยที่สุด
คนที่จะทำได้ ต้องเข้าใจพลวัตรทางวัฒนธรรม และถึงที่สุด
ต้องเข้าใจคน และ"ธรรมชาติ" ของคน
ที่ยังต้องการแหล่งพึ่งพิงทางสังคมและวัฒนธรรม
 
จบดื้อๆ....เพราะหมดพุงล่ะ ....
 
 ไปละ ขอลาไปมีความสุขแบบธรรมชาติก่อน (ทั้งดีและไม่ดี)
เรื่อยเปื่อยมามากพอล่ะ สนุกดีเนอะ คิดเรื่อยเปื่อยนี่น่ะ .....ท่าจะบ้า.....อิ อิ
 
 
08 agosto

ร้านหนังสือเก่า ความคิด วัฒนธรรมใช้แล้วทิ้ง และชื่อ

เมื่อวันเสาร์มีโอกาสไปร้านหนังสือเก่า ไปเจอวารสาร NewScientist ฉบับไม่เก่าเท่าไหร่นัก แต่ว่าเนื้อหาข้างในสุดยอดมาก ก็เลยลงทุนกว้านมาหลายฉบับ เอามานั่งอ่านทั้งคืน แล้วก็กลับไปคิดอยู่หลายวัน ในบทความเหล่านั้นมีคำกล่าวของนักวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยค่อนข้างที่จะโดนใจอยู่เยอะ ก็เลยจะยกบางอันมาแปะไว้ให้คิดต่อไป
 
Ed Stone นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ (astrophysicist) จาก California Institute of Technology in Pasadena ได้พูดถึงการวิจัยและการหาความรู้ทางฟิสิกส์ว่า ทุกครั้งที่คิดหรือค้นพบสิ่งใหม่ได้ หรือไปถึงจุดสำคัญในการค้นพบ และเราคิดว่าเรามั่นใจในทฤษฎีและการค้นพบนั้นๆ ธรรมชาติมักจะทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งที่เราคิดมาเป็นอย่างดีและรอบคอบนั้นยังง่ายเกินไป ธรรมชาตินั้นซับซ้อนมากและสร้างสรรค์กว่าความคิดของมนุษย์ Ed Stone กล่าวไว้อย่างนี้ว่า
 
" Everytime we have gone to a new region, we've had ideas and usually they were much too simple. Nature is much more inventive than the human mind."
 จาก NewScientist, เรื่อง Don't Stop till You Get to the Fluff, 6 January 2007, pp. 26-30
 
อีกอันหนึ่งก็น่าสนใจ เป็นส่วนที่พูดถึงวัฒนธรรมใช้แล้วทิ้ง (throwaway culture) ว่า คนเราขาดความผูกพันกับสิ่งของ ซึ่งต่างจากอดีตทำให้เราทิ้งสิ่งของกันได้ง่ายๆแบบไม่รู้สึกอะไรเลย Jonathan Chapman กล่าวไว้ว่า
 
" ...[I'm] fascinated by our relationships with objects and how these changes or fail....For most of human history we had an intimate relationships with objects we used or treasure. Often we made them ourselves or family members passed them on to us. For more specialists objects, we relied on expert manufacturers living close by whom we would know personally. All this gave objects a history - a "narrative" and an emotional connection that today's masses produced goods cannot possibly match. No wonder we're dissatisfied".
 ท่อนนี้มาจากบทความของ Ed Douglas เรื่อง Better by Design, NewScientist, pp. 31-35, 6 January, 2007.
 
ท่อนนี้ทำให้นึกถึงการที่คนเราตั้งชื่อให้กับสิ่งของเพื่อเป็นการสร้างความผูกพันกับสิ่งของนั้นๆโดยไม่รู้ตัว มีเพื่อนคนหนึ่งตั้งชื่อกล้องที่เพิ่งถอยมาใหม่ว่า เฮเลน อีกคนตั้งชื่อรถว่า ข้าวหลาม และ แบดบอย นอกจากนี้ยังทำให้คิดต่อไปอีกว่า สิ่งเหล่านี้วันหนึ่งถ้าขายไป หรือชำรุดจนใช้การไม่ได้ เพื่อนๆจะรู้สึกกันยังงัย คงตัดใจลำบากพิลึก เพราะมันผูกพันกันไปแล้ว 
 
จากตรงนี้ยังทำให้นึกถึงเอกสารงานวิจัยระดับป.เอกของสาขาภาษาศาสตร์ที่เคยอ่านมานานหลายเดือนได้ เรื่องการตั้งชื่อของสัตว์ในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ว่า ทำไมห้องทดลองบางแห่งที่ใช้สัตว์ในการทดลองจึงตั้งชื่อ และบางแห่งก็ไม่ตั้งชื่อ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า เหตุผลหลักก็คือถ้าสัตว์ถูกนำมาผ่าตัดหรือถูกทำให้ตายด้วยวิธีใดๆก็ตาม ก็มักจะไม่ตั้งชื่อเพื่อเป็นการป้องกันความผูกพันและความเสียใจที่จะเกิดขึ้นระหว่างผู้วิจัยกับสัตว์ทดลอง หากแต่ว่าจะมีการใช้รหัสตัวเลขเป็นตัวแทนของสัตว์แต่ละตัว หากสัตว์นั้นนำมาทดลองเพื่อผลวิจัยทางด้านการเรียนรู้ทางพฤติกรรมหรืออื่นๆ ที่ไม่มีการทำลายชีวิต ส่วนใหญ่ก็จะมีการตั้งชื่อ ที่แตกต่างกันไป เสียดายที่จำไม่ได้ว่าเก็บเอกสารไว้ตรงไหน ไว้หาได้เมื่อไร่ก็จะมาแปะอีกทีละกัน
 
ชื่อนั้นสำคัญฉะนี้หนอ ความผูกพันนั่นเอง เอ๊ะแล้วชื่อเล่นที่บรรดาแฟนานุแฟนตั้งให้กันแบบน่ารักๆนั่นน่ะ จะรวมไว้ในประเภทนี้ได้ไหมเนี่ย รึจะไม่รวมดีเนี่ย อิอิ 
วันนี้เรื่อยเปื่อยมามากพอแร้วววว ไปดีก่า
 
05 agosto

แม่ของฉัน

แม่ของฉัน แม่ของเรา กับวันแม่ทุกๆวัน
 
ตอนที่หนึ่ง: ความอารมณ์ดีของแม่
บ้านฉันมักจะมีเพลงประจำบ้านในหลายๆโอกาศ ส่วนใหญ่เพลงประจำบ้านมักจะมาจากแม่
แม่จะมีอะไรที่น่าทึ่งให้ฉันได้ยิ้ม และหัวเราะจนฟันแทบร่วงทู๊กทีสิน่า
เพลงของแม่มักจะพร้อมกับท่าเต้นเสมอ จนเราต้องยกให้แม่เป็นแดนเซอร์ประจำบ้าน
 
พอได้ยินเสียงเพลงอินเดียบรรเลง เธอเริ่มขยับตัวยึกยักๆ พอได้ที่ก็ร้องคลอตาม
พอเริ่มมันในอารมณ์เธอเริ่มหาเสาบ้าน วิ่งไปวิ่งมาจากเสาต้นหนึ่งไปยังเสาอีกต้นหนึ่ง
พอถามว่าแม่ทำไรอ่ะวิ่งไปวิ่งมา คำตอบของแม่ทำให้ฉันฮาแทบตกเก้าอี้ น้ำหูน้ำตาเล็ด
แม่ตอบว่า "ทำไมไม่รู้อะไรเลยยะ ก็ทำตัวเป็นนางเอกหนังอินเดียไงล่ะ...."
ตอบเสร็จเธอก็ร้องเพลงต่ออีก แถมหันมาบอกด้วยแววตาแสดงความเสียดายว่า.....
"วิ่งอยู่ในบ้านไม่มันส์เลยอ่ะ มันแคบ ถ้าได้สนามหญ้าหรือเนินเขาแบบหนังอินเดียก็จะม่วนแฮ๋มหน้อย..."
ฉันนั่งทำงานแทบไม่ได้ หัวเราะลั่นเต็มบ้านกับความมันในอารมณ์ของแม่
บอกแม่ไปว่า "ให้พ่อพาไปก่ะที่สวนจริญอ่ะ ที่โปรดบ่ใจ้ก่ะแม่"
พ่อที่นอนดูทีวีอยู่ห่างๆ กลัวได้เป็นพระเอกมิวสิกของแม่ เพราะเหนื่อยกะการวิ่ง รีบตอบเลยว่า
"พ่อไม่วิ่งนะ ปล่อยแม่วิ่งคนเดียว พ่อจะรอรับอยู่ที่เนินข้างล่างนะ เผื่อแม่จะเปลี่ยนใจกลิ้งลงมา"
พ่อตอบได้ฮามาก ทำเอาซะฉันเริ่มปิดตำราที่อ่านอยู่หันมาหัวเราะแบบจริงๆจัง
แม่สวนมาอีก "แม่น่ะไม่อ้วนหรอก เค้าเรียกว่า อวบระยะสุดท้ายย่ะ" ตอบเสร็จก็ฮัมเพลงวิ่งต่ออีก
พ่อตอบกลับ "เบาๆหน่อยแม่ แก่แล้วนะ เดี่ยวจะเป็นลมเป็นฝนไป"
แม่ตอบ "แทงคิ้วหลายที่เป็นห่วง แต่ พี่ไม่ยอมแก่หรอกน้องเอ้ย....แค่อายุสามสิบเอง ที่เหลือฝากลืมไว้ที่ธนาคาร"
พูดจบปั๊บแม่เปลี่ยนเพลง เป็น "สามสิบยังแจ๋ว.... แจ๋วซะจนน่าจีบ..."
เป็นงัยล่ะกับวาทะประจำตัวของแม่ฉัน พี่ไม่ยอมแก่หรอกน้องเอ้ยยยย
อาการนางเอกหนังอินเดียของแม่นี้เกิดได้ทุกที่ไม่จำกัดเวลาและสถานที่
บางทีในร้านเราอ่ะแหล่ะ วิ่งวนซะรอบร้านจากราวหนึ่งไปราวหนึ่ง
ส่วนใหญ่จะเกิดยามที่แม่อารมณ์ดี และแล้วเราก็มีหลักฐานให้เห็น
(แม่จ๋า เจ้าวีณามันแอบถ่ายรูปแม่ยามอารมณ์นางเอกอ่ะ)
 
สาบานให้ก็ได้ว่า นั่นน่ะแม่ของฉัน แม่ของลูกๆเจ็ดคน สาวหก หนึ่งหนุ่ม
แม่ฉันเป็นคนอารมณ์ดีมาก ถึงมากที่สุด ตั้งแต่ลืมตาตื่นจนถึงเวลานอน
แม่จะตื่นแล้วเตรียมพร้อมก่อนเสมอ ไม่มีใครเคยทันแม่สักคน
ใครในบ้านที่ยังไม่ตื่น ก็จะได้ยินหม่อมแม่อินคอนเสริต์ ร้องเพลงแต่เช้า
เริ่มจาก "ตื่นเถิดวัวควายอย่ามัวหลับใหลลุ่มหลง.......ชาติจะ...."
ตามด้วย "ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย........"
ตามด้วยเสียงประกาศผ่านก้องเอิ้นกะลามังสเตนเลสตราหัวม้าลายย
"โปรดแซบบบบ ขณะนี้เวลา หกนาฬิกา หมูๆทั้งหลายกรุณาตื่นได้แล้ว ...."
หากยังไม่มีใครขยับก็จะเจอไม้เด็ดของนักกีฬากระโดดน้ำ
แม่มาประชิดถึงห้อง แล้วประกาศว่า "ขณะนี้นักกีฬากระโดดน้ำหมายเลข 75 กำลังจะกระโดดลงบนที่นอนแล้ว"
75 นั่นน่ะ น้ำหนักของแม่ ซึ่งทำเอาบรรดาลูกๆตัวเล็กๆ (สมัยนู้น)
ที่แชร์เตียงขนาดใหญ่ต้องเด้งหลบให้นักกีฬาเป็นแถว เพราะกลัวแบน อิ อิ
เป็นอันว่าจบกระบวนการการปลุกเวลาแม่อารมณ์ดี
 
ทุกเย็นที่บ้านเราจะกินข้าวพร้อมกัน ดูทีวีกันพร้อมหน้าดูข่าว ดูละครไปฮาไป
จากนั่งดูก็จะกลายเป็นเลื้อย วิธีเลื้อยของแม่ก็น่ารักมาก
วิธีเลื้อยของแม่จะมาพร้อมกับเพลง "ฉันจะบินลงมาตายตรงหน้าตักเธอ....."
พ่อก็จะหัวเราะ แม่ก็จะนอนเอาหัวหนุนตักพ่อดูทีวี น่ารักมาก พ่อก็ไม่บ่นสักคำ
ฉันล่ะแอบอิจฉา ความน่ารักของพ่อกะแม่ฉัน เมื่อไหร่จะถึงคิวฉันหวีดมั่งเนีย อิอิ
ตอนนี้คงต้องหวีดสยองไปก่อน อิอิ
 
อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้การดูทีวีของทุกคนในบ้าน ยามพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้วมีความสุขก็คือ
การดูแม่ดูทีวี อิอิ แม่จะอินกะการดูละครมาก ดูแม่แล้วบางทีมันส์กว่าดูละครอีก ฮ่า ๆ ๆ
 
ความอารมณ์ดีของแม่นี้มีทุกที่ มีอยู่วันหนึ่งไปงานไรก็ไม่รู้
แล้วเจ้าภาพร้องเพลงภาษาฮินดี เพลงเขาเพราะมากเพลงเขาแปลว่า
หากฉันขาดเธอไปฉันจะอยู่ได้อย่างไร ฉันจะไปไหน ประมาณนี้
ขณะที่ทุกคนกำลังดื่มด่ำกับเพลง เพื่อนแม่เขาก็บอกว่า เพลงเพราะจัง
แล้วก็คลอตาม "ตุ่มบิน จาวโอ กาฮา...."
(ตุม แปลว่า เธอ, บิน แปลว่า ปราศจาก, ไร้ ไม่มี,จาวโอ กาฮา แปลว่า ไปไหน)
แม่ก็บอกว่า "เออเนอะ เพลงมันเพราะแต้ๆ แต่ฉันก็ตอบเธอไม่ได้เช่นกัน ตุ่มอ่ะมันบินไปไหน
คนร้องยังไม่รู้เลยว่าตุ่มของเขามันบินไปไหน แล้วฉันจะรู้เรอะ"
เพื่อนแม่และฉัน รวมทั้งคนที่อยู่รอบๆโต๊ะ ฮากันน้ำหูน้ำตาเล็ด
กำลังซึ้งๆ แม่เล่นสาดมุกกระจายซะงั้น แม่ฉันนี่ข้ามภาษาเลยจริงๆๆ
 
ฉันชอบดูแม่เวลาแม่มีความสุข ความสุขสนุกสนานของแม่ทำให้ทุกคนในบ้านอารมณ์ดี
แม่ในสายตาฉันเป็นคนแกร่งเสมอ แกร่งทั้งกายและใจ
อะไรที่ฉันทำไม่ได้ คิดไม่ถึง แม่มักจะทำได้เสมอ
ยามที่เครียดกับการเรียนฉันโทรกลับบ้านเมื่อไหร่
มันคือการชารจ์แบตและไฟในตัวฉัน แม่จะเติมไฟให้อยู่เสมอ  
แม่กับพ่อจะทำให้เห็นเสมอๆว่า
ความอบอุ่นในบ้านเป็นสิ่งสำคัญ มีอะไรให้นึกถึงบ้าน
บ้านจะเป็นแหล่งเดียวที่ไม่ซ้ำเติมเรา แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
 
แม่ฉันมักจะพูดทีเล่นทีจริงเสมอเวลาโทรกลับบ้าน หรือแม้แต่อยู่บ้านก็ตาม ว่า
ฉันรักเธอนะจ๊ะบ้าง แม่ก็รักลูกนะจ๊ะบ้าง  ฉันจะฮามากกว่าเพราะเห็นว่า แม่ชอบเล่น
แต่วันนี้ฉันก็จะพูดจริงๆ ...ไม่เล่น ว่า...
" มี่รักมมินะ มากๆด้วย"
 
เฮ้อ...แล้วฉันก็พูดแล้ว เอาโต้งๆอย่างนี้แหละ
ทำไมเวลาพูดคำสามคำนี้มันยากจังนะ
ครั้งแรกมันก็ยากอย่างนี้แหละมั้ง
ต่อไปจะพูดบ่อยๆนะมมิ นะ
 
ฉันเข้าใจว่าในครอบครัวทุกๆคน เราอยู่ด้วยกันทุกๆวัน เห็นกันทุกวัน
จนลืมนึกถึงความสำคัญของการมีอยู่ของคนรอบๆตัวเรา และคนในครอบครัว
แล้วก็พาให้ลืมนึกถึงความสำคัญของการบอกกล่าว ความรู้สึกของเรา ให้คนของเรารู้
บางที การบอกกล่าวด้วยคำพูด ก็ทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกดีๆต่อกันมากยิ่งขึ้นไปอีก
วันนี้คุณบอกรักแม่และคนอื่นๆในครอบครัวแล้วหรือยังคะ
 
 

กาแฟยามเช้ากับความคิดเรื่อยเปื่อย

วันนี้ตื่นแต่เช้าพร้อมอาการอยากกินกาแฟดีๆสักถ้วย
ก็เลยคว้าplunger และ dripper ออกมาแล้วตักกาแฟบดเติมลงไป
แค่เปิดถุงก็หอมตรลบอบอวนไปหมด ทำให้อาการอยากกินกาแฟเพิ่มขึ้น
 
ช่วงระหว่างรอน้ำเดือดก็คิดไปเรื่อยเปื่อย....สะป๊ะสะเป๊ด
ตั้งแต่ทำไมกลิ่นกาแฟมีผลกะเราอย่างนี้ ไปจนถึงนมสดใส่กาแฟ
ระหว่างเทนมลงกาแฟ เปลี่ยนน้ำสีน้ำตาลเข้มให้เป็นสีน้ำตาลสวย
ก็คิดว่าอืม...นิสัยการกินกาแฟของเราเปลี่ยนไปจริงๆ
กินกาแฟจริง แต่กาแฟไม่เหมือนเดิมแล้ว มันมีมิติในการกินกาแฟมากขึ้น
 
ปกติก็กาแฟสำเร็จรูปเฉยๆชงแล้วก็ใส่นมสด ใช่นมสด
คนที่นี่ดื่มกาแฟนมสดเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ครีมเทียมเหรอ? หายากมาก มีนะ แต่แพง
ที่นี่เค้ามีนมทำเป็นกล่องเล็กมากๆ สำหรับใส่กาแฟหนึ่งถ้วย
แปลกเนอะ จริงๆก็ไม่แปลกนะ
เพียงแต่ที่บ้านเราคุ้นชินกับ coffee mate มากกว่า
พอมาที่นี่เริ่มติดการดื่มกาแฟใส่นมสด มันรู้สึกดีกว่าครีมเทียมเยอะ
 
ถ้าหากไปตามร้านกาแฟ เค้าจะถามอีกว่า กาแฟนมสด หรือนมถั่วเหลือง
ไม่เคยกินมาก่อนกาแฟนมถั่วเหลือง แปลกใจว่าทำไมถึงมีพัฒนาการ
ได้คำตอบว่าคนที่นี่ก็แพ้นมเยอะ เค้าเรียกแพ้แลคโตสในนมหรือเปล่านะ คิดว่าใช่นะ
ก็เลยลองมั่ง ใหม่ๆก็ทำหน้าเหยเกเป็นธรรมดา เพราะไม่ชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
นี่ขนาดเกิดความพยายามในการเป็นมิตรกับนมถั่วเหลืองโดยอาศัยกาแฟเป็นกาวนะ
ไม่เวิรค์.......สงสัยว่าจะได้เป็นศัตรูถาวรกันซะแร้วว แต่ก็ดีใจที่ได้ลองอะไรใหม่ๆ
 
เขียนไปด้วยจิบกาแฟไปด้วยนี่ มันมีความสุขจริงๆ
 
เลยคิดไปถึงคำพูดของที่กินกาแฟแล้วมีความสุข
มีความสุขจนเอาไปเปรียบเทียบต่างๆนานา
ก็เลยคิดว่า จะลองเก็บความสุขของคนเหล่านั้นมาไว้ที่นี่บ้าง
ค่อยๆอ่าน ค่อยๆหา เริ่มจากตัวเองก่อนแล้วกัน
 
 
1. วันก่อนไปบริจาคเลือดกลัวเชียวว่าเขาจะเจอเส้นกาแฟแทนเส้นเลือด (ซิมมี่)
 
2. Its not the coffee perse that taste good, but its the company
that you have during coffee that doubles the taste of it.
 
อันนี้ เคยได้ยินอีกเวอร์ชั่นหนึ่งแต่เป็นเรื่องอาหารจำไม่ได้ว่าใครกล่าวไว้ แต่น่ารักมาก
 
Its not the menu that makes the food taste good,
but its the menu sit with.
 
ประโยคนี้ความน่ารักอยู่ที่การเล่นคำและการออกเสียง คือการเน้นหรือ stress คำ
ตรงคำว่า menu ที่อ่านได้ทั้งเมนู (เมนูอาหาร) และ เม็น ยู (ผู้ชายที่คุณ) 
เป็นการใช้คำและการออกเสียงที่ฉลาดและได้อารมณ์หวานเชียวค่ะ
หรือหนุ่มๆ และสาวๆจะปฏิเสธว่าความรู้สึกที่ได้มันไม่หวานคะ
 
3. "I can live without men but I can't live without coffee.
Because coffee runs in my body."
เพื่อร่วมออฟฟิส ชาวญี่ปุ่น ชื่อมิวาโกะ นักภาษาศาสตร์ผู้มีฝัน เจ้าของคำศัพท์เฉพาะ
ที่เพื่อนๆร่วมกันบัญญัติให้อันเนื่องมาจากความสุขในการได้กินกาแฟของเธอ
"Miwako's Moment" หรือแบบไทยๆว่า  ช่วงเวลาของมิวาโกะ
 
ระหว่างนี้นึกออกแค่นี้ ไว้จะมาเติมใหม่นะ
 
03 agosto

A Journey into my own ignorance.

 

This piece was written a while back when i wanted to track myself how I as an individual learn. How I learn as simmy?. What process or processes I went through? both consciously and subconsciously. However, I hope I don't become unconscious by the time I reached the stage I wanted. You are allowed to laugh.

 

My journey into my ignorance 

22 April, 2007

 

I got a book named “How to see yourself as you really are” by Dalai Lama, from borders yesterday. I was so trilled ....as usual when I get new books. I just wanted to go straight into the letters of it, leafing through the pages and immerse myself in the world created by the author. A friend once said “you are so into the book, so excited”.  My thought at that time was yeah! The feeling was like somebody just confessed I love you. The feeling was the same so highly elated. Its too good to be true and to have that type of feelings built up just by getting a new book. Wow!!!! Is there still a need to fall and also be in love with a guy? Yeah ! Of course ha ha ha.

 

While reading the book something came to my mind that I should keep a diary to myself of my own learning of my ignorance. Well! There you go its no more "a to myself thing" any more.
 
Ok!!! So my very first lesson of my ignorance in the last few weeks was that I learned to connect all the jigsaw puzzles of my thesis and began to assembled the ideas together. I was so thrilled and so elated that I couldn't help thinking of myself "wow! I am so good". How did I get this idea? Oh o! Danger, danger, awaited.
 
 I was so proud of myself to be able to connect the dots of "the power and the shift of power". I held that to myself for a while and interestingly I had to consult my supervisor first before I actually write out. I considered him a near Einstein. If Einstein is my hero he, my supervisor, is definitely one of my intellectual hero as well.
 
I did discuss with him about my brilliant idea and following the discussion I realized that my thought was really an enlightenment for myself only. That was because in the discussion session he simply said "yes that is true but you got to go read this...." and this and this. Thefeeling that I had, like a blown up balloon, before meeting him just got punctured. OUCHHHH!!!!!!  Yes! Punctured. I felt like a punctured balloon because he already knew what I just discovered and there are a lot of people out there who knows about it as well. WooooW! What an ignorant person I am. My amazing supervisor seemed to know everything as if he was watching us finding our way out of the maze. He can even read our minds that which direction we would be going next. And what is funny in that is we don't even know ourselves where are we heading to. My friends who happend to be supervised by the same supervisor as I have would agree on this.!!!!!!!
 
I sometimes even think is he really human? Is he really my supervisor? Is he a human being who happend to make 100% use of his brain? All sorts of questions!!!!! What an amazing person he is.  Oh!!! yeah!!! Idea!! May be that is why he is called "supervisor" doing "supervision". Does that ring any bell? OK..once again - super+wise+or and super+vision. No wonder!!!!! He really sees through our minds, what a superb vision, an xrayed vision.......ha ha ha. 
 
However, I now have a feeling that anybody can feel the same way as I felt with my learning process and it is a simple and normal process of learning. What I learnt that few weeks about power just didn’t collapsed and punctured but it turned out to be something I would love to compare to a zipped file. When there is too much understanding and knowledge of certain topic, that means we have actually learnt something. I also learnt how to zipped that knowledge and get only another zip file. I learned that there are multiple and huge amount of  zipped files as you go through life. In a matter of a life time you will also learn how to zip and unzip your files.