Simmee's profilesimmyPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
August 03 ทำไมต้องปิดทองพระพุทธรูปทำไมต้องปิดทองพระพุทธรูป Thai Buddha images and gold leaves: the connection
Once a friend at a vegetarian restaurant asked with curiosity that why do Thais put (stick, garlic*) gold leaves on the Buddha image? My friend and I were kind of reluctant in answering his question and end up with ummmmm...we don't really know the answer. While doing my research in Thailand, searching for an explanation for the phenomenon occured in my data collection site, I came across some very good readings explaining the life style of people in the area, to be specific in Myanmar, northern Thailand, Laos, India, and the southern part of Yunnan, China which did help immensely in answering his question.
Answering the question posed by our friend will also answer another question which had long been in my interest which is:
why did the hilltribes of Thailand or the northern people in the kingdom days of Siam until now prefer silver to gold?
These two questions are in deed related.
I read a number of books on Burma, India, and commoners of the region and found the answers that (to be exact my own theory of bits and pieces strung together), the concept of gold came from Burma and India that only the royals and deities (gods) were allowed to have the best (that is gold) ornamented on them. Commoners were strictly forbidden to be adorned with gold.
Gold, being the most valuable, most delicately produced and most difficult to find in the early days of civilization, therefore was most valued and prized above all. This concept is the same in Egypt where glass or crystal was considered of immense value at certain era. Possessing them, either gold or crystal, tells your social and economic status. These gold or crystal were not affordable to the commoners. Therefore, in a way, forbidden to the commoners to possess it. Since then only god of all forms and god like persona, which are, kings, queens and the royal family were directly connected and adorned with gold of all forms.
Then here the questions arises what about the commoners? What should they be adorned with and show their status among the commoners? There followed a way to find something less valuable than gold but still valuable for the commoners. The alternatively sound answer went to SILVER. Silver has since then became the language of wealth and status to the commoners and the tribes alike.
Buddha Images were considered as god and the Buddha himself came from an Indian royal family, therefore it makes DOUBLY perfect sense to adorn the Buddha image with gold and in later days gold leaves. We still see the act of adorning lords and deities in gold and diamond jewellery in shrines in India.
Questions answered!!! One more stupidity busted!!! Garlic (or garlic-ing) is used here to mean the act of rubbing the garlic on the buddha image to give the surface a sticky base before sticking the gold leaves so that it sticks firmly and does not fall off.
August 02 เราเป็นเพื่อนหรือแฟนกันเนี่ย: ภาษากับความสัมพันธ์เมื่อความสัมพันธ์มาถึงระดับหนึ่ง ทั้งสาวและหนุ่ม ก็จะคิดหาคำตอบเสมอว่า แล้วความสัมพันธ์ของเรา หรือระหว่างเรามันเป็นอะไร มันคืออะไร สาวเจ้าก็อยากรู้ หนุ่มก็ไม่ค่อยจะตอบเพราะกลัวแห้ว สาวเจ้าก็กลัวเหลือเกินว่าหนุ่มนั้นจะแทงกั้กไว้รึเปล่า แล้วระหว่างเรามันคืออะไรกันแน่ บางทีคิดไม่ตรงกันอีก เพราะความคาดหวังต่างกัน เป็นเพื่อน หรือแฟน หรือสามี กิ๊กหรือกั๊ก ความสัมพันธ์บางทีกับบางคู่ ก็ไม่ใช่ทั้งเพื่อนและแฟน มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน ไม่ใช้แฟนแต่ก็ไม่ใช่สามี สับสน ๆ จริง แล้วมันคืออะไร แล้วจะระบุความสัมพันธ์ได้อย่างไรที่ไม่ต้องเกิดการเข้าใจผิด
ณ จุดนี้เรากำลังอยู่ในภาวะที่สังคมเกิดการเปลึ่ยนแปลงด้านความสัมพันธ์ มีความพยายามอย่างเป็นธรรมชาติ (คือก็ปล่อยมันไปเรื่อยๆนั่นแหละ)ในการจัดลำดับความสัมพันธ์ใหม่ที่หลากหลายมากขึ้น ความสัมพันธ์มีความละเอียดอ่อนมากขึ้น มีมิติของความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น คำว่ากิ๊ก และกั๊ก หากมองให้ลึกก็คือความพยายามในการลำดับความสัมพันธ์ที่จำกัดในสังคมไทยนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามสังคมไทยเรายังขาดภาษาหรือคำศัพท์ที่จะสามารถอธิบายความสัมพันธ์ที่หลากหลายที่มีอยู่นั้นๆได้ นี่คือภาวะที่เรียกเองว่า ภาษาตามไม่ทันพัฒนาการของคนและสังคมในด้านความสัมพันธ์ แต่ทว่าทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะโครงสร้างทางวัฒนธรรมด้วยว่า จะเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร แล้ววัฒนธรรมอื่นๆล่ะ เผอิญเจอเข้ากับตัวเองเลยจะเล่าให้ฟังอยู๋สองเหตุการณ์
เหตการณ์ที่หนึ่ง
นั่งคุยกันระหว่างพักเรียนกับเพื่อนที่เรียนด้วยกัน ว่าด้วยเรื่องของงานเลี้ยงต้อนรับน.ศ.ใหม่ที่ภาควิชาจัด ที่คุยกันนั้นก็มาจากหลายๆชาติ ไทย ญี่ปุ่น อิหร่าน อเมริกา ซาอุ อินโด และออสเตรเลีย ในระหว่างที่คุยกันนั้น ก็อ้างถึง บุคคลที่น่ารักมากของทุกคนที่มาร่วมงานคนหนึ่ง คนนี้ก็ได้พาสาวสวยมาด้วยหนึ่งคน ถ้าตามแบบไทยๆก็จะเรียกแฟน (แต่ก็ยังเห็นว่าไม่ใช่คำว่าแฟน) แต่ทีนี้ประเด็นอยู่ที่ว่า บุคคลน่ารักผู้นั้นแนะนำให้ทุกคนในงาน ว่า This is my partner. (คำว่า partner นี้ความหมายต่างกะที่ยืมไปใช้ในภาษาไทยชนิดที่ต่างสปีชีย์กันเลย) แต่ตอนแนะนำนั้น ทุกคนที่นั่งถกนี้ไม่ได้อยู๋ด้วยกันเป็นทีม แต่กระจัดกระจายกันไป พอกลับมาคุยกัน มีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า บุคคลที่น่ารักของพวกเราพา "wife" มาด้วยซึ่งน่ารักมาก ทุกคนที่นั้งตรงนั้นประสานเสียงขึ้นมาทันที่รวมทั้งตัวเองด้วยว่า "NOooooooo, she is not his wife. She is his partner. They are partners." ไอ้เพื่อนคนนี้ยังเถียงอีกว่า มันก็หมายถึงภรรยานั่นแหละ พวกเราก็ โน๊นนนนนนนนน กันอีก สุดท้ายก็ถึงบางอ้อว่า ในวัฒนธรรมของเพื่อนคนนี้ทุกอย่างถ้าเป็นคู่ไปไหนมาไหนด้วยกันแล้วมันคือ ภรรยานี่นเอง เป็นอย่างอื้นไม่ได้
กว่าจะอธิบายให้เขาเข้าใจว่า คนที่นี่มี ระดับและมิติ ทางหน้าที่ และมิติความอิสระทางความสัมพันธ์ แยกชัดเจนและสะท้อนให้เห็นในคำที่ใช้ระบุความสัมพันธ์ เล่นเอาจนคนอธิบายทั้งหมดเหนื่อย เพราะต้องรึ้อถอนระบบความคิดเดิม แล้วใส่อันใหม่ ไปพร้อมๆกับขยายแนวคิดข้ามกรอบวัฒนธรรมให้เขา
ข้อดีของคนที่นี่และประเทศหลายๆประเทศ เปิดโอกาสให้คนสองคนเวลาคบกับได้คุยกันอยู่ตลอด ไม่อ้ำอึ้ง ว่าจะเอายังไง มีไรก็พูด คิดอะไรก็พูด แสดงจุดยืนและความต้องการที่ชัดเจนในความสัมพันธ์ และลักษณะนี้เรื่มปรากฏให้เห็นในภาษาที่ใช้ระบุความสัมพันธ์ ดังนี้
1. Partner ก็คือ คู่รัก ทั้งที่แต่งงานและไม่ได้แต่งงาน ทั้งนี้รวมไปถึง คู่รักเพศเดียวกัน
2. life partner ก็คือ คู่รัก ที่จะอยู่ร่วมกันไปตลอดชีวิตแต่ไม่แต่งงาน
3. domestic partnership ก็คือ การที่คนสองคนตกลงปลงใจอยู่ร่วมกัน และดูแลกัน ทั้งทางด้านกายภาพและจิตใจ แต่ไม่แต่งงาน ไม่จดทะเบียน และไม่ทำพิธีทางศาสนา นอกจากคำนี้ยังใช้คำว่า Cohabitation ซึ่งก็หมายถึงการอยู่ร่วมกัน นอกจากนี้ในบางกรณียังสามารถให้ผลทางกฏหมายในการคุ้มครองดูแลกันได้หากร้องขอจากศาล
4. significant other หมายถึงความสัมพันธ์ที่พิเศษมากและลึกซึ้งระหว่างคนสองคนในระยะยาว ไม่แต่งงาน ทั้งนี้หมายรวมถึงคู่รักเพศเดียวกันด้วย คำนี้ยังเป็นคำกลางๆที่ไม่ระบุถึงการมีหรือไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศ จะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่คำนี้เป็นคำที่ไม่ระบุ
5. girlfriend แฟนสาว หรือเพื่อนสาวที่ยังอยู่ในระยะลองคบ เป็นคนพิเศษ
7. boyfriend แฟนหนุ่ม หรือเพื่อนชายที่ยังอยู่ในระยะลองคบ เป็นคนพิเศษ
8. POSSLQ อ่านว่า พอสเลอคิว ย่อมาจาก Person of Opposite Sex Sharring Living Quarters ก็คือ คู่รักต่างเพศอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นห้องเดียวกัน มีพื้นที่ความเป็นส่วนตัวมาก ดูแลกันเฉพาะบางเรื่องเท่านั้น ที่เหลือก็ใช้ชีวิตตามใจตัวเอง
9. cohabition เหมือนข้อสาม แต่ต่างกันตามประเทศที่ใช้
เป็นที่น่าสังเกตว่าคำหลายๆคำข้างบนมีหน้าที่ และความหวังจากบทบาทของคนในความสัมพันธ์แตกต่างกัน และเมื่อดูจากคำว่า สามี (husband) และ ภรรยา (Wife) ดูเหมือนจะถูกผูกติดกับความถาวร หน้าที่ และสิทธิอำนาจบางอย่างในสังคมยุคก่อนหน้านี้ไม่นาน เป็นไปได้ว่าคนทั้งสองในความสัมพันธ์เกิดการกลัวความล้มเหลว จากการคาดหวังในหน้าที่ สิทธิอำนาจและความถาวรนั้นๆ เมื่อสังคมมีความอิสระเสรีมากขึ้น การผูกติดกับป้ายสามีและภรรยา จึงเกิดการหย่อนความหมายและไม่สนองต่อภาวะของสังคมบางสังคม จึงเกิดคำถามให้ชวนคิดต่อไปว่า แล้วในวันหนึ่งคำว่าสามีและภรรยาจะถือเป็นคำไม่สุภาพและเลิกใช้หรือไม่ น่าคิดอีกล่ะ
คำว่า สามีและภรรยา คือการแสดงหน้าที่ทางสังคมต่อกันในอดีตและมีผลทางสังคมและกฏหมาย ดังนั้นความชัดเจนในการระบุความสัมพันธ์ด้วยภาษาเฉพาะจึงถือเป็นการสถาปนาความคิดนามธรรมให้เป็นรูปธรรม โดยการสถาปนาความสัมพันธ์นั้นให้เป็นสถาบันครอบครัวได้ ดังนั้นเมื่อเกิดภาษาชัดเจนในการระบุความสัมพันธ์ใหม่ กฎหมายก็ตามมาทำให้ความสัมพันธ์นั้น ๆ สามารถสถาปนาสถาบันครอบครัวในรูปแบบใหม่ๆได้ แต่เมื่อวัฒนธรรมใดๆ ไม่ยอมรับความสัมพันธ์ดังกล่าว หรือรับแล้ว แต่ยังไม่รับรองทางกฏหมายก็จะเกิดปัญหาได้ในกระบวนการที่ต้องมีการติดต่อกับวัฒนธรรมอื่น ๆ ตรงนี้จึงเข้าสู่เหตุการณ์ที่สองที่เพื่อนร่วมงานชาวต่างชาติเจอมาที่เมืองไทย
เพื่อนท่านนี้เดินทางมาเมืองไทยเพื่อสอนภาษา แล้วต่อมาภายหลังจึงขอวีซ่าเพื่อให้สามีมาอยู่ด้วย จริงๆแล้วใช้คำว่า "สามี" ก็คงจะไม่ถูกต้องนักเพราะเขาไม่ได้แต่งงาน แต่เขาอยู่ด้วยกันแบบไม่แต่งงาน(De facto) และเป็นที่รับรู้ทั่วไป แต่เมื่อไปขอวีซ่า การออกวีซ่า 4-5 ปีที่แล้วนั้นมีข้อจำกัดว่าวีซ่าผู้ติดตามต้องเป็นสามี ภรรยา และบุตรเท่านั้น นอกจากนั้นต้องใช้ระบบกฏหมายและระบบยืนยันจากคนรอบข้างช่วยเท่านั้น ตอนนั้นเห็นว่าใช้ระบบกฏหมายช่วย แต่พอถึงคราวต้องต่อวีซ่าอีก ก็เจอปัญหาอีก ในที่สุดจึงตัดสินใจแต่งงานมันซะเลยที่เมืองไทย ยุ่งยากนักก้อวีซ่าเนี่ย
คำศัพท์ในภาษา สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการและการจัดระบบของคน ต่อความสัมพันธ์ในสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ
ข้อมูลเพิ่มเติมค้นหาได้โดยใช้ คำแสดงความสัมพันธ์ข้างต้นนะจ๊ะ ฉัน ลูกช้าง ลูกนกลูกกา: ภาษา การรับรู้ และความจริงภาษา (Language)
หลายๆเดือนก่อนเคยตั้งคำถามกันเล่นๆว่า ทำไมนะ ทำไม ทำไม why why why
ทำไมเราจึงแทนตัวเองว่าลูกช้าง ลูกนกลูกกา
แล้วถามกันต่อว่าทำไมต้องเป็นช้าง เป็นไดโนเสาร์ไม่ได้เหรอ
แล้วทำไมต้องเป็นลูกนกลูกลูกกาล่ะ เป็นลูกมดลูกปลวก หรือลูกกบลูกเขียด ไม่ได้หรืองัย
เออนะ เราว่าน่าคิด คิดได้ก็ลงมือทำงานทันที ถามคนรอบตัวก่อนเลย
ถามแม่ แม่หัวเราะ ฮามาก แล้วบอกว่า เออเนอะ คงได้บุญเยอะขึ้น
ถ้าเปลี่ยนจาก ลูกช้างเป็นลูกไดโนเสาร์ มันตัวโตขึ้น แล้วก็หัวเราะเอิ๊กอ๊าก
พร้อมกับบอกว่า ตั้งแต่ไปเรียนเนี่ย มีคำถามแปลกๆเหมือนตอนเป็นเด็กๆเลย
ทุกอย่างรอบตัวถามหมด เอ๊ะ...คิดอยู่นาน...นี่แม่พูดไรอ่ะ ชมรึด่าเนี่ย
ชักไม่แน่ใจ เลยถามคนอื่นต่อ เวลาถามใครก็มีแต่คนมองแบบ "มันถามไรอ่ะ"
"นี่หล่อนถามบ้าไรยะ มันก็ใช้ของมันมาตั้งนานนมแล้วย่ะ จะให้เปลี่ยนได้ไงยะหล่อน"
พูดจบเพื่อนร่วมงานคนนี้ก็หันกลับไปอ้าปากส่องกระจกอันจึ้งหนึ่ง เพื่อปาดลิปสติกต่อ
อีกคน ที่เดินไปเดินมาแถวๆนั้น สวนขึ้นทันทีเมื่อมีช่องว่าง
หรือเธอจะให้เป็น "โปรดเห็นใจลูกกบลูกเขียดด้วยเถอะ" หรือว่าเป็น
"หลวงพ่อเจ้าขาขอให้ลูกไดโนเสาร์ถูกรางวัลที่หนึ่งด้วยเต้อะเจ้าค่ะ" อย่างนี้เหรอยะ
"หรือว่าคุณมิลค์ขา นึกซะว่าเห็นแก่ลูกมดลูกปลวกตาดำๆ นะเคอะ อย่าไล่หนูหิ่นออกเลยนะเจ้าเคอะ" หรืองัยยะหล่อน
เราเองก็แอบขำระหว่างที่สาวๆในออฟฟิศยกตัวอย่างให้ฟังประกอบท่าทาง
บ้างก็บอกว่า "มันถามไรของมันอ่ะ มันบ้ารึเปล่าเนี่ย" แล้วก็เดินทำหน้าเซ็งจากไป
โอ..เอ๊ะ รึว่าจะจริงอ่ะ ว่าคำถามบ้าๆ รู้สึกเหมือนกันนะว่า
ทำไมฉันถามคำถามได้แบบเรียกกำปั้น พร้อมแรงกระทบให้มาอยู่บนใบหน้าได้อย่างนี้เนี่ย เก่งจริงๆเลยวุ้ย
ทำไม้ ทำไมเราถึงถามได้แบบ ไม่คำนึงถึงมวลสารสีเทาในกะโหลกเล้ยยยย
....................................
การรับรู้ (Cognition)
เมื่อเวลาผ่านไป มีอยู่วันหนึ่งมีโอกาศถกเรื่องพระพิฆเนศวร กับชายหนุ่มสมองหล่อเลิศ ที่มีความรู้ และอ่านมากกว่าเราไปหลายขุมในเรื่องนี้ว่า ทำไมพระพิคณศวรถึงมีเศียรเป็นช้าง และความสำคัญของช้าง ถกไปถกมา ทำให้รู้ว่าช้างนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากในวัฒนธรรมที่ได้รับการถ่ายทอดจากอินเดีย ซึ่งมีปรากฏทั้งในรูปเทพเจ้า เช่น พระพิฆเนศวร ช้างเคยเป็นสัญลักษณ์ในธงของประเทศไทย ใช้เป็นพาหนะในการทำศึกสงคราม และมีความสำคัญมากถึงขั้นที่ว่า
ต้องมีการดูช้างเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะ มีผู้ชำนาญการพิเศษเป็นตระกูลเฉพาะ เจ้าตัวผู้ร่วมถกนั้นน่ารักมากมีอีเมล์ตอบกลับมาเล่าถึงความสำคัญของช้าง อย่างคร่าวๆ จากความทรงจำให้ฟังอีกว่า
"พูดถึงทำไมช้างถึงได้รับเลือกให้ไปเป็นเศียรของพระพิฆเนศวรนี่นะ ผมว่ามันก็อาจจะเป็นสัญลักษณ์แหละ คิดว่าช้างคงเป็นสัตว์สำคัญเอามาก ๆ เพราะเป็นสัตว์ใหญ่ นี่ถ้าไดโนเสาร์ยังอยู่ เราอาจจะไม่เห็นหัวช้างแทนเศียรพระพิฆเนศวรก็ได้ ทะลึ่งอีกละ อีกอย่าง ช้างถือเป็นสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรม ความเชื่อ ตำนานและเรื่องเกี่ยวกับศาสนามากมาย ยังไม่นับช้างที่เป็นสัตว์คู่บุญของพระจักรพรรดิ์อีก ที่สำคัญ ช้างในศาสนาพุทธก็มีการเอ่ยถึงนะ พระยาช้างตระกูลฉันทันต์ ถือเป็นช้างที่เลิศที่สุด ช้างฉันทัตน์ 10 เชือกมีกำลังเท่าพระพุทธเจ้า 1 พระองค์ คิดดู เขาให้ความสำคัญมากแค่ไหน ในเทพปรกนัมณ์ของอินเดีย พระพุธก็ทรงช้างเป็นพาหนะ ไม่นับช้างเอราวัล 33 หัวของพระอินทร์ ซื้งอันนี้เรารู้ ๆ กันอยู่ ดังนั้นช้างจึงเป็นสัตว์สำคัญที่สมควรนำมาเป็นเศียรให้พระพิฆเนศวร ซึ่งต่างกับพระทักษะ พ่อของอดีตภรรยาพระอิศวร ที่โดนตัดหัวแล้วเอาหัวแพะมาต่อแทน นัยว่าเป็นการประจานถึงความโง่เขลาที่ไม่รู้ว่าลูกเขย (พระอิศวร) เก่งแค่ไหน" ปฏิพันธ์ อุทยานุกูล (อีเมล์, 14 มิถุนายน, 2007)
(จริงๆแล้วก็อยากจะตอบว่า ที่บอกว่า "อันนี้เรารู้ๆกันอยู่..." จริงๆแล้วไม่รู้เลยอ่ะ ไม่เคยอ่านเลย จ๊ากกกก ยังไม่อยากได้หัวแพะเด้อท่าน ต้องขอบคุณคุณปฏิพันธ์อย่างสูงลิ่วที่ได้กรุณาให้ความรู้เพิ่มเติมกับคนอ่านน้อยอย่างเรา ขอขอบคุณงามๆเลย แถมเลี้ยงข้าวหนึ่งมื้อ แต่เอ....รอนานหน่อยนะท่าน อีกปีกะแปดเดือนเลยเด้อท่าน)
เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ เมื่อวิเคราะห์แล้วเห็นชัดเลยว่า ช้างเป็นสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและการสร้างวัฒนธรรมในช่วงเวลานั้นๆ เมื่อเรารับวัฒนธรรมอินเดียต่อๆมา แนวความคิดก็ได้รับการถ่ายทอดตามมาและพัฒนา ประสานสอดคล้องและกลมกลืนไปกับวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิม ประสานเข้ากับความเชื่อเดิมจนสนิท แล้วการประสานสอดคล้องกับความเชื่อเดิมๆได้อย่างสนิทใจนั้น เห็นได้ชัดเจนในการใช้ภาษาเช่นกัน ในคำว่า ลูกช้าง และ ลูกนกลูกกา แล้วคิดต่อไปอีกนิดว่า แล้วทีนี้ ลูกช้าง เกี่ยวไรกับ "ฉัน" และ ลูกนกลูกกา เอาล่ะ ตามทันนะ ถามใครเนี่ย อ้อ ถามตัวเอง
ฉัน: การแทนตัวเอง
ฉัน ก็คือ ประธาน เอกพจน์ บุรุษที่หนึ่ง (หรือสตรีที่หนึ่งก็น่าจะได้ เพราะคำนี้เป็นคำที่มีนัยการกีดกันทางเพศอยู่ จะได้กล่าวถึงในโอกาศต่อไปถ้านึกออก)
ฉัน ก็คือ ตัวคน หรือมนุษย์ นอกจากคำว่า ฉัน แล้วยังมีอีกเพียบที่ใช้แทนตัวเราได้ เช่น กรู ฮา ข้า ข้อย และอื่นๆที่ทุกท่านนึกออกในภาษาไทยทั้งประเทศ
ใช้ในแทบทุกสถานการณ์ เมื่อหมายถึงตัวเอง
ลูกช้าง ก็คือ ฉัน นั่นแหละ แต่เป็น ฉัน ที่ใช้ในสถานการณ์พิเศษ กล่าวคือ เมื่อสื่อสารกับสิ่งที่เหนือธรรมชาติ หรือสิ่งที่เราไม่สามารถต่อรองอำนาจได้ ต้องอ้อนวอน ดังกรณีตัวอย่างข้างต้น เช่น "ขอให้ลูกช้างถูกหวยด้วยเถ๊อะ ลูกช้างจะถวายหัวหมู เหล้าไห ไก่คู่" (วัฒนธรรมไตจริงๆเลยเหล้าไหไก่คู่เนี่ย อย่าลืมเตือนเน้อไว้จะเล่าเรื่อง "วัฒนธรรมไตกับเขาปาดไก่"ใหฟังอีกอิอิ)
ลูกนกลูกกา ก็คือ ฉันอีกนั่นแหละ แต่เป็นฉันที่ใช้ในบริบทพิเศษ ใช้เมื่อสื่อสารกับคนที่มีอำนาจเหนือกว่า เช่น เจ้านายขา นึกว่าสงสารลูกนกลูกกาเถอะนะคะอะไรประมาณนี้ มีใครคิดไรได้เพิ่มเติมบอกนะคะ
แล้วทีนี้สามคำข้างบนเกี่ยวไรกัน มีความสำคัญตรงไหน ภาษาที่เราใช้สะท้อนให้เห็นการรับรู้บางอย่าง การรับรู้นั่นก็คือเรารับรู้ความสัมพันธ์บางอย่าง ซึ่งก็คือความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ช้างเป็นสัตว์ใหญ่กับอำนาจที่มองไม่เห็น กับ ลูกนกลูกกาเป็นสัตว์เล็กกับอำนาจที่มองเห็น เอานะคะ ข้ามไปอีกหัวข้อนะ เพราะอธิบายปั๊บมันเข้าทันทีเลย
ความจริง (Reality)
ความจริงของคำศัพท์ ทั้งสำรับนี้ก็คือ ในระดับที่หนึ่ง เราเชื่อกันอยู่ว่าลึกๆว่ามนุษย์ก็คือสัตว์ชนิดหนึ่ง เราถึงมีคำกล่าวที่ว่า "มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ" แต่ดูให้ดีในขณะเดียวกันเรายังแยกตัวเองออกจากความเป็นสัตว์ ในขณะที่แยกตัวเองนั้น เราก็ยังยอมรับความเป็นสัตว์ในคำว่า ลูกช้าง ลูกนกลูกกา หรืออาจจะมีใครเถียงว่า มันเป็นคำเปรียบเปรยก็ตาม ถ้าเป็นคำเปรียบเปรยแล้วทำไมเราไม่ใช้ ไดโนเสาร์ หรือ ลูดมดลูกปลวกล่ะ คำตอบคือ สัตว์ที่มนุษย์เราเลือกเป็นนั้น ทั้งช้างและ ลูกนกลูกกา มียังมีนัยสำคัญทางอำนาจแฝงอยู่ แฝงอย่างไรล่ะ
ความจริงในระดับที่สองก็คือ ถึงแม้เราจะเลือกเป็นสัตว์ เมื่อแทนตัวกับสิ่งเหนือเราที่เป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ เรายังเลือกเป็นสัตว์ที่ใหญ่ที่สุด มีอำนาจที่สุด มีอำนาจเหนือสรรพสัตว์ทั้งหลาย แม้กระทั่งยามที่เราเลื่อกแทนตัว เป็นลูกนกลูกกา กับสิ่งที่มีอำนาจเหนือเราแต่เป็นมนุษย์เหมือนกัน เรายังเลือกการนิยามความหมายให้กับตัวเองว่าเป็นบุคคลที่น่าสงสาร เปรียบเหมือนเด็กที่ยังไร้เดียงสาหากินไม่ได้ ต้องพึ่งพาผู้มีอำนาจ ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อใคร เรายังมองภาพของแม่นกส่งอาหารให้ลูกนกถึงปากด้วย ภาพของสัตว์กับคนที่มีอำนาจในระดับรูปร่างเท่ากัน คำแทนตัวก็เล็กลง
ดังนั้น คำว่าลูกช้าง และ ลูกนกลูกกา จึงมีนัยสำคัญทางทางการกำหนดความสัมพันธ์เชิงอำนาจของคน และสิ่งแวดล้อม จึงทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างภาษา วัฒนธรรม การรับรู้ และความจริงได้อย่างชัดเจน
ภาษามีผลต่อระบบความคิดของคน เราใช้ภาษาอะไร เราก็จะมีระบบคิดเป็นภาษานั้นๆ เพราะแต่ละภาษารับรู้ความจริงที่ต่างกัน มันอาจจะมีทั้งที่เหมือนกัน คล้ายกัน และต่างกัน
เฮ้อจบซะที ฟุ้งซ่านมานานล่ะ
August 01 วาทะไอน์สไตน์ Einstein's Quotesวาทะไอน์สไตน์
คงจะไม่มีใครไม่รู้จัก อัลเบริต์ ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ที่โลกต้องจารึก ไม่เพียงแต่เป็นนักฟิสิกส์ที่เข้าใจงานในสาขาตนเท่านั้น ไอน์สไตน์ยังเป็นผู้ที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในศาสตร์อื่นๆ เช่นมนุษยศาสตร์ สังคมวิทยา ปรัชญา และอื่นๆ อีกมากมาย ไอน์สไตน์มีวิธีการมองโลกที่เฉียบและคม สะท้อนให้เห็นความเชื่อบางอย่างที่เขายึดถือ ความเป็นมนุษย์ ความเข้าใจต่อโลกอย่างท่องแถ้ เราจะเห็นความเป็นไอน์สไตน์และการมองโลกของเขาได้จาก สิ่งที่เขากล่าวในหนังสือ จดหมายถึงคนรอบข้าง และเพื่อนร่วมงาน
ทำไมต้องบางข้อของไอน์สไตน์
ไอน์สไตน์อาจจะกล่าวไว้เยอะแยะมากมาย จาระไนไม่หมด แต่ที่เลือกมานี้ เป็นคำกล่าวของไอน์สไตน์ที่ชอบมากที่สุด และคิดว่าเข้าใจมากที่สุด เพราะสองเหตุผล คือ หนึ่ง วาทะที่คัดมาเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ มนุษยวิทยา สังคมวิทยา และสองมันตรงกับสิ่งที่ประสพในช่วงระหว่างการเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก อาจจะไม่ได้เผชิญเองเป็นการส่วนตัว แต่ก็เป็นการเผชิญทางความคิดร่วมกับผู้ที่เคยผ่านมา เมื่อหาคำตอบให้กับประเด็นทางความคิดที่ผ่านเข้ามา ปัญหานั้นๆนั้นมักจะถูกทะลวงด้วยคำกล่าวของไอสไตน์ไม่มากก็น้อย ฉะนั้นคำกล่าวของไอน์สไตน์ที่ยกมาในที่นี้ ไม่ได้ยกมาลอยๆสักแต่ว่าเป็นของนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ แต่มันเป็นสิ่งที่มีนัยสำคัญต่อคนๆหนึ่ง ในการเดินทางเข้าสู่การเรียนรู้ ความรู้ ความคิด ความเป็นจริง สังคม และคำกล่าวเหล่านี้ผ่านเข้ามาในความคิด แต่ไม่ได้ผ่านไป มันยังคงอยู่เสมอ คอยเตือนว่า ครั้งหนึ่งเราเคยประสบพบสิ่งเดียวกัน หรือคล้ายๆกัน ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนทางความคิดของเราเอง ทำให้เห็นอีกข้อหนึ่งว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งมีอยู่ อยู่แล้ว คนหลายๆคนประสพและผ่านมันมาไม่มากก็น้อย แต่ไม่ได้พูด ถึงแม้จะพูดก็ยังไม่ทรงพลังเท่าท่านผู้นี้
ไอน์สไตน์กับตัวตน (Einstein and Identity)
" I am by heritage a Jew, by citizenship a Swiss, and by makeup a human being, and only a human being, without any special attachment to any state or national entity whatsoever. "
Letter to Alfred Kneser (7 June 1918); Doc. 560 in The Collected Papers of Albert Einstein Vol. 8
ปรัชญาทั่วไป ปรัชญาวิทยาศาสตร์ และคุณค่าทางการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ (Philosophy, philosophy of science and the educational value of science)
1. " I fully agree with you about the significance and educational value of methodology as well as history and philosophy of science. So many people today — and even professional scientists — seem to me like someone who has seen thousands of trees but has never seen a forest. A knowledge of the historic and philosophical background gives that kind of independence from prejudices of his generation from which most scientists are suffering. This independence created by philosophical insight is — in my opinion — the mark of distinction between a mere artisan or specialist and a real seeker after truth. "
Letter to Robert A. Thorton, Physics Professor at University of Puerto Rico (7 December 1944) [EA-674, Einstein
Archive, Hebrew University, Jerusalem]. Thorton had written to Einstein on persuading colleagues of the importance of
philosophy of science to scientists (empiricists) and science.
2. "Nature shows us only the tail of the lion. But I do not doubt that the lion belongs to it even though he cannot at once reveal himself because of his enormous size. "
As quoted by Abraham Pais in Subtle is the Lord:The Science and Life of Albert Einstein (1982) ISBN 0-192-80672-6
3. "For scientific endeavor is a natural whole the parts of which mutually support one another in a way which, to be sure, no one can anticipate. "
On scientific freedom and holism or holistic science, in Out of My Later Years (1950), p. 12 a collection of Einstein's essays
which cover a period of 1934 to 1950. 4. "Science without religion is lame, religion without science is blind."
The World as I see it. (1949).
คุณค่าของมนุษย์ (Human Value)
1. "Human knowledge and skills alone cannot lead humanity to a happy and dignified life. Humanity has every reason to place the proclaimers of high moral standards and values above the discoverers of objective truth."
มาจากเล่มเดียวกะข้างบน (อ้างแล้ว)
2. "Great spirits have always encountered violent opposition from mediocre minds. The mediocre mind is incapable of understanding the man who refuses to bow blindly to conventional prejudices and chooses instead to express his opinions courageously and honestly".
Letter to Morris Raphael Cohen, professor emeritus of philosophy at the College of the City of New York, defending the appointment of Bertrand Russell to a teaching position (March 19, 1940).
3. "I do not know with what weapons World War III will be fought, but World War IV will be fought with sticks and stones."
Letter to Harry S. Truman as quoted in ‘The culture of Einstein" by Alex Johnson at MSNBC (18 April 2005)
4. "Never do anything against conscience even if the state demands it."
As quoted by Virgil Henshaw in Albert Einstein: Philosopher Scientist (1949)
5. "Taken on the whole, I would believe that Gandhi's views were the most enlightened of all the political men in our time. We should strive to do things in his spirit... not to use violence in fighting for our cause, but by non-participation in what we believe is evil."
United Nations radio interview recorded in Einstein's study, Princeton, New Jersey, (1950)
ความหมายของชีวิต (The Meaning of Life)
"What is the meaning of human life, or of organic life altogether? To answer this question at all implies a religion. Is there any sense then, you ask, in putting it? I answer, the man who regards his own life and that of his fellow creatures as meaningless is not merely unfortunate but almost disqualified for life. "
The World As I See It (1949) เล่มนี้แปลจากต้นฉบับภาษาเยอรมันชื่อ Mein Weltbild ของ ALbert Einstein ที่เขียนขึ้นในปี 1931
Note:
วาทะทั้งหมดได้มาจากการอ่านชีวประวัติบ้าง และส่วนใหญ่ก็ได้มาจากแหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เนท โดยเฉพาะ วิกิพีเดีย อาจจะไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์นัก แต่เท่าที่ตรวจสอบยังมีความเดิมชัดเจนอยู่มาก
The Einstein Quotes and sorces of quotes were selectively a cut and paste work taken from the website www.wikipedia.com based on my preferences of the quotes. Therefore, I have copied the whole chunks of the quotes and sources where quotes were found. Thanks to whoever had the quotes on the webpage.
July 26 How are you going?: ภาษาอังกฤษแบบออสซี่ 1เมื่อเครื่องบินลงจอดปั๊บ ความตื่นเต้นพรุ่งพรวดพราด โอ้ว!!!!!นี่ฉันถึงอะดิเลดด์แล้วรึนี่ คว้าเป้คู่ชีพได้ก็
เดินนวยนาดไปผ่านพิธีการศุลกากรและตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่หนุ่มยิ้มมาแต่ไกลเชียว แอบคิดในใจ
เครื่องลงเช้าขนาดนี้ยังอารมณ์ดีได้ปานนี้ ดูท่าแล้วคนเมืองนี้จะอารมณ์ดีจิงๆ ว่าแล้วก็ถึงคิวเรามั่ง ขณะเดิน
ไปยื่นพาสปอตให้ เจ้าหน้าที่หนุ่มทักทายทันที
หนุ่มออสซี่: How are you going?
สาวไทยอย่างฉัน: แอบคิดอยู่ในใจ อะไรกันเพิ่งยื่นพาสปอตเนี่ย ตรายังไม่ประทับดังโป้งเลย ถามละจะกลับบ้านยังไง
โอ้ไรเนี่ย ก็เลยตอบไปแบบงงๆแต่ยังตอบด้วยความเชื่อมั่นอย่างสูงลิบลิ่วว่า
Oh! my friend is picking me up, therefore, I will be going by car.
Thank you for asking, that's very nice of you.
หนุ่มออสซี่: ???????
สาวไทยอย่างฉัน: เห็นหนุ่มออสซี่ถือหนังสือเดินทางของฉันแล้วทำหน้าเหรอหรา เลิกคิ้วซะสูงลิบลิ่ว พร้อมกับทำ
ตาเหลือกเล็กน้อย สงสัยทันทีว่า พาสปอร์ตฉันผิดปกติไรเหรอ ฉันเริ่มเกิดอาการ....ไม่ผิดนะไม่ผิด
ทุกอย่างถูกต้องแน่นอน ชัวร์ ก็เลยรีบชิงถามว่า
Is there anything wrong with the passport?
หนุ่มออสซี่: urrmm....There is nothing wrong with the passport. The passport is fine. The Visa is fine but.....
สาวไทยอย่างฉัน: Then what is it? รีบถามทันที คิดในใจแล้วมันไรล่ะ เร็วๆก่ะ ปี้ใจ๋บ่ดี ขะจั๋ยก่ะ มัวแต่อึกอัก อ้ำอึ้งกับ but เบิด..
อยู่นั่นแหละ พี่ท่านก็อ้อมแอ้มๆเหลือเกิน แล้วตอบว่า
หนุ่มออสซี่: But.....How are you going in Australian English means ..... HOW ARE YOU?
สาวไทยอย่างฉัน: ?????????????? OK then! I was fine but now I am not fine.
หน้าแตกยับเยินเป็นเสียงๆ ต้องร้องเพลง ใจพี่หายวาบเมื่อเห็นเศษหน้าเกลื่อนกระจาย รีบรับพาสปอรต์ แต่ยังไม่วายหันไปขอบคุณเขาอีกแน่ะ
แล้วตั้งหน้าตั้งตาเดินจ้ำไปรับกระเป๋า ฮาตัวเองอย่างแรงกับ บทเรียนแรก (Lesson)ในประเทศนี้ ที่ทำให้ฉันโง่น้อยลง (less + on งัย)
ตอนนั้นน่ะ แค่เหยียบแผ่นดินเท่านั้นนะ ยังเจอซะเสียสวยเลย หลังจากนั้นมาจนถึงทุกวันนี้กับเวลาสี่ปีที่อยู่ในประเทศนี้ เจอมันกระหน่ำเลย
แต่สนุกมาก สนุกกับความไม่รู้ของตัวเอง สนุกกับทุกอย่างที่มันอยู่รอบตัว ภาษา วัฒนธรรม ใครว่าออสเตรเลียไม่มีวัฒนธรรมต้องลองมา
สัมผัสเองแล้วล่ะ การเรียนรู้วัฒนธรรมอื่นนั้น ต้องทะลุกรอบของคำว่าวัฒนธรรมของตัวเราก่อน เราถึงจะมองเห็น สัมผัส และรู้สึกถึงความงาม
ความคิดของวัฒนธรรมอื่น เราต้องไม่มองวัฒนธรรมอื่นบนฐานของความคิดของวัฒนธรรมเรา หรือผ่านวัฒนธรรมอื่นๆ ต้องทำตัวให้เป็นฟองน้ำ
เสมอ ซึ่งเมื่อดูดซับวัฒนธรรมอื่นก็ยังไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง
ทุกอย่างแม้แต่สิ่งเล็กๆน้อยๆก็ยังเป็นการเรียนรู้แบบสะสม ภาษาที่ผิดพลาดก็เหมือนกันนั่นแหละ มันก็คือการเรียนรู้การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม เป็น
การทะลุกรอบวัฒธรรมของเราเอง นอกจากนี้ฉันยังเรียนรู้ที่จะทิ้งความอายจากการหน้าแตก เรียนรู้ที่จะหัวเราะอย่างสนุกสนาน และเมามันกับอาการ
หน้าแตก และความผิดพลาดของตัวเอง เพราะสิ่งเหล่านี้คือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด ถ้าเราจะเรียนภาษา ข้อผิดพลาดนั้นมีแน่และมันเป็นเรื่องที่ปกติ
ธรรมดามากของการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมภาษาและความคิด ข้อผิดพลาดเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่สามารถชี้ขาดได้ว่าเราผิดหรือถูก แต่มันเป็นสิ่งที่สังคม
นั้นๆยอมรับว่าเหมาะสม และควรแก่สถานการณ์นั้นๆมากกว่า ฉันยังเชื่อเสมอว่า เมื่อเราเรียนภาษาข้อผิดพลาดมีแน่และจงอย่ากลัวที่จะผิด เพราะมัน
เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม
When you learn a language do make mistakes. As they teach you the proper and conventional language use of a culture and
not that YOU as a person is right or wrong. Its is the cross culture communication process.
นั่นคือบทเรียนแรกของฉันสำหรับการทักทาย การทักทายสำหรับชาวออสซี่ที่ใช้กันอยู่ทั่วๆไป ก็ยังมี เช่น
Good day. ออกเสียงแบบออสซี่ก็เป็น กู๊ดดาย หรือ กูดดอย
Good day,mate. กูดดาย เมท คำว่าเมทนี่ก็แปลว่าเพื่อน ใช้ได้กับทุกเพศ ทุกวัย
แต่ส่วนใหญ่จะเห็นหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ใช้ ไม่ค่อยได้ยินผู้หญิงใช้กันเท่าไหร่นัก
แล้วเวลาตอบ ก็ตอบ ว่า I'm good, thank you. หรือ I'm fine, thank you.
หรือถ้าแบบไม่เป็นทางการ ก็มักจะตอบกันว่า Thanks, mate.
พอเห็นคำตอบอย่างนี้นึกไปถึงน้องคนไทยคนหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่า
น้อง: พี่ๆ หนูเกือบไปแล้วไหมล่ะ ท่องจำมาแต่เด็กตั้งก่ะเรียนภาษาอังกฤษ
พี: อะไรล่ะ
น้อง: ลืมตัวอ่ะพี่ พอตอบ I'm fine, thank you and you? นะ แล้วพอเขาตอบเราว่า I'm fine, thank you.
หนูเกือบบอกไปแล้วว่า Please sit down.
พี่ +น้อง: 555555555555
พี่: น้องเอ๋ย พี่ไม่อยากบอกเล้ยยยยยย ว่าพี่ก็เป็น โดยเฉพาะครูภาษาอังกฤษน่ะ พี่ไม่ใช่แค่เกือบไป
พี่หลุดเลยย่ะ เพราะความเป็นครูของฉันนี่แหละ อายไหม Please sit down. เต็ม ๆ
น้อง: แล้วพี่ทำไงอ่ะ
พี่: ฉันก็หัวเราะขำตัวเองซิยะ
แล้วทั้งสองก็ฮาประสานเสียงกันเป็นวงดูโอ โอ๊ยปวดแก้ม ไปล่ะ ไว้เจอกันใหม่
นี่เอาเรื่องเค้ามาเล่ายังไม่ได้บอกเขาเลย เอาเป็นว่าถ้าเจ้าตัวมาอ่านก็ขออนุญาตตรงนี้เลยนะ จะแจมก็ไม่ว่ากันอิ อิ
โปรดติดตามตอนต่อไป July 25 Morning walk ไปเดินตอนเช้ากันวันนี้จะชวนไปเดินตอนเช้า ๆ ค่ะ ได้ทั้งสุขภาพกาย จิต และความคิด
พร้อมนะคะ จะพาไปเดินแถวๆบ้านที่อะดิเลดด์ ยามที่อากาศเริ่มหนาว
เส้นทางแห่งความงามของธรรมชาติ ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน
ไปเดินมันทุกเช้าเลยเส้นนี้ ชอบมาก สวย คิดไรได้เยอะแยะ
ส่วนใหญ่จะไม่คิด ปล่อยใจ ให้นิ่ง สงบ ว่าง
เมื่อว่าง จึงเรียนรู้:
เรียนรู้ที่จะ "ฟัง" ภาษาและการสนทนาของสรรพสิ่ง
เรียนรู้ที่จะฟัง "ธรรม" ในธรรมชาติ เรียนรู้ที่จะฟัง "ชาติ" ในธรรมชาติ
เรียนรู้ที่จะ "ฟัง" ธรรมชาติในตัวฉัน
สูงสุด คืนสู่สามัญ จริงหรือ? หรือว่าเป็น สามัญคืนสู่สามัญ กันแน่นะ
ใครรู้ช่วยตอบที
July 24 Memorable moments from field work
This piece was a letter written to friends and well wishers who had been asking me how was my data collection back in 2005-2006. This letter talks about a blanket distribution in the villages and a village fair. I have to thank Aj. Worasarit Pingmuang, Aj. Suthat Klaysuwan and Pee Ying for taking me along to these villages. It has been really wonderful.
Being a woman and doing all her field work by herself in 6 villages, did all the driving and etc. caused a bit of a worry to people around me and those who knew me. Here, I am posting this letter once again, as I am so very grateful to them for helping out and asking about my well being and finally and the best of all for believing in me. They have been the sources of my inner strength.Thank you so much. Is there any other word better than thank you?
Do enjoy!!!! And also enjoy the photos under the same title .
These are the villages very near to where I collect my data. We have our uni. students from this village and therefore we start our “life support” program by donating blankets during the winter to villages where we have our students. Due to limited resources, we could only distribute one blanket to each household. This village is a mixture of Lahu, Pakeryaw(Karen) and northern Thai people. Villagers are very happy getting new blankets, these new ones would cost 500 baht each which is approximately 15 AUD. They still lack many things. But they are rich indeed from the hearts.
In the pics. I talked to people in the village, they were willing to talk and share but not recording. The people were so humble. This place was where I learnt the differences between knowledge and wisdom.
I must admit that I knew the words and the meaning of the words as in the dictionary but I never truly understand them. Here they believe that knowledge is everywhere and it is meant to be shared.
Here, I learnt to listen to the sounds of tea kettle boiling, listen to the sound of nature, listen to myself as a minute part of nature and above all listen to the unspoken around me.
We had to take the rugged, uneven and muddy road all the way to the villages untill the road way ends and then we boarded a long tailed boat (the smaller boat in the picture not the roofed one) to get on to the other side of the Kok River. We had to transfer the blankets from our four wheel drive trucks to the boat.
I had a chance to also attend a village fair near Myanmar border in the district called Faang. As night falls the fair became a crowded place. In the fair, the atmosphere and the colours were fabulous, I just couldn't resist capturing the moments. This conjured up the memory of childhood. In those times we use to walk around with icicles in one hand and sugarcane peeled and cut into bitesize and put on top of bamboo sticks like flowers.
I particularly like this breaking balloon game with a small arrow when i was a kid. Actually it wasn't the beaking of the ballon at all but its when i get to choose the things in the stall if i made the target hits. In the picture, if you break 7 ballons you can choose anything you like at the stall. A set of 7 throw is 20 baht which is approximately 75 cents.
With 20 baht you can probably buy a one plate meal like fried rice in a nearby stall. This price is in this area only. It will be around 35 baht in town (expensive for the villagers here) which is slightly more than a dollar AUD. I tried the balloon throw too but got only 5 hits. Guess what I got?
A bottle of soy milk!
Then I strolled the fair with a full tummy – better than nothing! under the dark sky, twinkling stars and the chilly night. What else can I ask for when I have been given the moments to appreciate every little things in life. That reminded me of a book by Arundhati Roy, The God of Small things. The God of Small things is really and simply happiness and that happiness doesn't have to be expensive and come in big packages. Happiness is every where around you. Happiness can be small things around you. Happiness can be out there waiting for you to simply feel it. Happiness is what you feel. Just feel it. I felt it and it is very simple.
Wished you were here!!!! And experience this wonderful moments!! July 23 มาชวนกินกาแฟค่ะบ่ายวันนี้อากาศดีมาก ถึงจะหนาวแต่มีแสงแดด ค่อนข้างอบอุ่น
นานๆทีถึงจะมีอากาศแบบนี้ .....................
เลยหอบข้าวของรวมทั้งโน๊ตบุ๊ก ไปนั่งทำงานอยู่กลางสนามหญ้า รับแสงแดดและวิตามิน
ก่อนไปก็ไม่ลืมซื้อกาแฟถ้วยโปรดไปด้วย
Coffee lady: How may I help you love?
Simmy: May I have a large latte, take away please.
Coffee lady: 2 Sugar as usual right?
Simmee: Yes thank you. Amazing, he he he, you do remember it.
Coffee lady: Yes, I remember all my customers' likes. That'll be 4.10 love,
and 90 cents your change. Will be back in a jiffy. ......
Here you are large latte, take away for you and one bickie for you young lady.
simmee: Oh! thank you, that very nice of you. Have a good day.
Coffee lady: Have a good day. Enjoy the sun, love.
แหม ได้คุ๊กกี้ฟรีมาด้วย เพราะความน่ารักส่วนตัว คริ คริ คุ๊กกี้บ้านนี้เมืองนี้ไม่ใช่อันเล็กเหมือนบ้านเรานะ
อันประมาณเท่าฝ่ามือได้ กินแล้วอิ่มแบบอิ่มขนมได้เลย มาต่อเรื่องกาแฟกัน กาแฟป้าเขาจะหอมมาก
เป็นเจ้าเดียวที่จะซื้อถ้วยใหญ่เสมอ พอหาที่นั่งบริเวณสนามหญ้าริมแม่น้ำได้แล้ว ก็นึกไปถึง เมื่อตอนมาเรียนที่นี่ปีแรก
มาถึงปั๊บก็จัดการหาร้านกาแฟแบบอัลเฟรสโก (alfresco) พูดซะดูหรูเชียว ทำเท่ห์ ขอใช้หน่อยเฮอะคำนี้น่ะ
แต่จริงๆแล้วมันก็คือร้านกาแฟแบบนั่งกลางแจ้งนอกร้านธรรมดานั่นแหละ ดมควันรถไป กลิ่นบุหรี่ไป
หลังๆมันชักจะไม่โก้น่ะสิ บุหรี่ตรลบไปหมด เลยแว๊บเข้าร้านกาแฟธรรมดาๆ ตามห้างน่ะแหละ บางทีก็ร้านกาแฟน่ารักๆ
มีอยู่วันหนึ่งไปสั่งกาแฟ เวียนนา เขาถามมาว่า "แบล๊ก ออร์ วอยท์" เอาละซิ เอ้า มันพูดไรหว่า
ไม่เข้าใจ ไอ้ที่คิดมาว่าเราไม่น่ามีปัญหาภาษาอังกฤษแน่ๆ มาแล้วเว้ยปัญหาแรก แล้ววันนี้จะได้กินกาแฟไหมเนี่ย
ทำหน้าตาเหรอหราสุดชีวิต หันขวับหาคนพาไปกินกาแฟ ขอตัวช่วย ปรากฏว่า งง พอๆกัน
มาถึงบางอ้อ มันแปลว่า black or white เขาถามว่ากาแฟเนี่ยใส่นมไหม ถ้าใส่นมก็ วอยท์ อิ อิ
เล่นพูดซะ ไวท์ เป็นว้อยท์ จะบ้าตาย แล้วก็งง ตลบสองว่า เวียนนาบ้านเรามันมีแต่ไวท์ไม่เคยเห็นมี
แบล๊คเวียนนาเลย รึว่าเราเชยป่ะเนี่ย เอาเป็นว่ามีก็มีอ่ะ
ที่นี้ชื่อกาแฟที่นี่สับสนค่ะ มาใหม่เดี้ยนสับสนหลายเด้อค่ะ มีตั้งแต่
black กาแฟดำธรรมดามาในถ้วย มีแค่ค่อนถ้วย จึ้งหนึ่ง เหมือนเอสเพรสโซ่เลย
long black กาแฟดำธรรมดา (black) มาในถ้วยใบใหญ่เพราะปริมาณเยอะกว่า black เลยได้ชื่อนี้
strong long black อันนี้ก็สำหรับคอกาแฟดำจิงๆ แบบขมปี๋ เข้มข้นมากและปริมาณก็เยอะ หรือก็คือ long black
แต่เข้มข้นมากขึ้น
white กาแฟอะไรก็ตามแต่ถ้ามีนมใช้คำว่าไวท์ระบุหมด
Flat white เป็นกาแฟธรรมดาใส่นมร้อนเฉยๆ โดยที่นมนั้นไม่ใช่นมที่ผ่านการทำให้เป็นฟองนมที่เรียกว่า froth milk
คำว่าแฟลทในที่นี้จึงเปรียบเทียบกับนมที่ปั่นจนเป็นฟองนมนั่นเอง คำนี้นี่นะ สงสัยอยู่เป็นนาน ถามใครก็
ตอบไม่ได้เลยถามป้าเจ้าของร้านกาแฟ เขาเลยตอบซะสะใจไปเลย
ซื้อกาแฟอย่าลืมบอกขนาดด้วยนะ ขนาดกาแฟค่ะไม่ใช่ของคนซื้อ อิอิ มีสามขนาดค่ะ small, medium และ large
ร้านกาแฟที่นี่มีเยอะมากๆเลย จะมีร้านที่เป็นสาขาของออสซี่ ก็เช่น Gloria jeans, Cibo, Hudson
โดยส่วนตัวแล้วชอบของ Cibo มาก ตามด้วย Hudson ส่วน Gloria จะกินก็ต่อเมื่อ ไปร้านหนังสือที่ชื่อ Borders
เพราะร้านหนังสือนี้เขามีร้านกาแฟยี่ห้อนี้ อยู่เพียงยี่ห้อเดียว อันนี้เฉพาะที่ในเมืองนะคะ ในเขต CBD โดยเฉพาะที่ Rundle Mall
แบรนด์ดังของอเมริกา starbuck's ก็เพิ่งมาเปิดที่ Rundle Mall เมื่อปีที่แล้วนี่เอง แพงกว่ากาแฟทั่วไปก็ประมาณ 1.50 aud
ปิดท้าย มีอยู่วันหนึ่งไปกินกาแฟที่ร้านในหอสมุดประจำรัฐ มีคุณพ่อพาลูกสาวและลูกชายมาแวะทานข้าว
ลูกสาว4-5 ขวบโดยประมาณ ส่วนลูกชายยังเด็กมากอยู่ในรถเข็น คุณพ่อสั่งกาแฟcapuccino แล้วถามว่ามีไรให้เด็กไหม
เจ้าของร้านตอบว่า มี babycino ได้ไหม คุณพ่อก็เลยโอเค
สาวน้อยผมทองฟูฟ่องเต็มหัว ท่าจะไม่สบอารมณ์ที่พ่อสั่งให้เลยลุกมาประท้วง
girl: Daddy! I don't want babycino.
dad: Why darling?
girl: I don't want it because I am not a baby anymore. I am a girl now.
dad: OK then! What the girl wants please tell me?
girl: Daddy! don't they have a girlicino? I am a girl and they should have a girlicino.
แทบจะสำลักกาแฟขำเด็กน้อยช่างคิด คนทั้งร้านกาแฟหันมามองเด็กพรึ่บ คิดได้ไงเนี่ย
คราวหน้าร้านกาแฟทั้งหลายโปรดทราบ เพื่อป้องการเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเด็กชาย
กรุณาเตรียม boyicino ไว้ด้วยจะดีมาก อิอิ ตรรกะเดียวกันกะสาวน้อยผมทองเนอะ
โตมาต้องเป็นนักภาษาศาสตร์แน่ๆเลย แววออกตั้งแต่เด็กเนี่ย เนอะ ถูกใจคุณพี่นักภาษาหลายเด้
..................
กาแฟนี้เขียนไว้นานพอสมควรแล้วค่ะ แต่เผอิญเย็นวันนี้ (3 สิงหาคม 50) ไปทานข้าวข้างนอกกับเพื่อนๆที่ออฟฟิศกันเป็นทีม เพราะเป็นวันศุกร์ วันเฮฮาของสาวๆแต่มักจะมีหนุ่มๆมาแจมด้วยเสมอ ไปทานกันที่ร้านอาหารอินเดียมาชื่อ Taj Tandoori มาอร่อยมากๆ ระหว่างทางแวะซื้อกาแฟที่ Cibo ร้านโปรด แล้วได้ข้อมูลใหม่มาเพิ่มหนึ่งประโยค อิ อิ เพราะวันนี้เจ้าหนุ่มในทีมคนเดียวที่ชื่อ Elyas ชี้ให้ดูป้ายในร้านว่า เมืองนี้เป็นเมืองที่มีชื่อด้านกาแฟแห่งหนึ่งของออสเตรเลียเลยก็ว่าได้ ก็เลยตั้งใจว่าจะจำประโยคภาษาอังกฤษแต่จำไม่ได้เหมือนเจ้าElyas ซะที พอเริ่มจะพูดก็ต่อประโยคเขาไม่ติดซะระ มันยืนหัวเราะจนเหงือกแห้ง เราก็เลยต้องใช้วิธีจำคีย์เวิดมา ที่จำได้ก็คือ Adelaide, reputation, coffee city of Australia จำได้เท่านี้ก็ดีล่ะเนี่ย คริ คริ |
|
|