Simmee's profilesimmyPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    November 24

    ราเยส คานนา กับเพลงดังในอดีต Jai Jai Shiv Shankar

    ราเยส คานนา กับเพลงดังในอดีต Jai Jai Shiv Shankar

     

    วันนี้ด้วยความบังเอิญเข้าไปค้นเรื่องทฤษฎีภาษาและเพื่อพิสูจน์หลักภาษา ฉันก็เลยต้องหาศัพท์ภาษาฮินดีมาพิสูจน์ทฤษฎี และแล้วฉันก็หลงเข้าไปในเว็บหนึ่ง ปรากฏว่าเว็บนั้นๆมีเพลงหนึ่งบรรเลงอยู่ในเว็บ เลยทำให้ฉันเกิดอารมณ์สนุกสนาน พรุ่งพรวดแทบจะลุกขึ้นเต้น เหลียวซ้ายแลขวาในออฟฟิศไม่เห็นใครเพราะเป็นวันหยุด ฉันก็เลยได้โอกาสอันงาม ลุกขึ้นเต้นประกอบเพลงมันซะเลยด้วยความมันส์ในอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง  พร้อมกับแหกปากลั่นกับเพลง (ดูคลิปเพลงได้ท้ายเรื่องค่ะ)

     

     Jai Jai Shiv Shankar Kaanta Lage Na Kankar
     Jai Jai Shiv Shankar Kaanta Lage Na Kankar
     Ke Pyala Tere Naam Ka Piya……ฯลฯ

     

    เสียงกลองและเครื่องดนตรีที่บรรเลงมันเร้าใจอย่างแรง เสียงกลองที่เรียกว่า ตับล่า รัวชนิดที่เรียกว่า คนตีกลองด้วยมือเนี่ย แขนคงจะหลุดเป็นแน่แท้ ไหนจะเสียงคนร้องอีก ซึ่งสองคนที่ร้องนี้ถือเป็นตำนาน ของวงการเพลงประกอบหนัง ของอินเดียเลยก็ว่าได้ คือ กิโชร์ กุมาร (Kishore Kumar) และ ละต้า มังเกชการ์ (Lata Mangeshkar) จ๊าก เขียนไปแล้วก็ฟังเพลงไปด้วยไม่รู้กี่รอบแล้วเนี่ย อิอิ ทนไม่ไหวแล้วขอแดนซ์แฮ๋มรอบละกัน อิอิ

     

     

    Jai Jai Shiv Shankar Kaanta Lage Na Kankar
     Jai Jai Shiv Shankar Kaanta Lage Na Kankar
     Ke Pyala Tere Naam Ka Piya……ฯลฯ

     

     

    มันส์จริงๆเลยเนี่ย แต่เสียอย่างเดียวว่าไม่ได้อยู่บ้าน ถ้าอยู่บ้านนี่นะ รับรองว่าแม่ร่วมแจมแน่นอน แล้วจะมันส์เป็นพิเศษ เพราะเป็นเพลงสมัยที่แม่ยังเป็นสาว และฉันก็ยังเป็นเด็ก เพลงนี้น่ะเป็นเพลงประกอบภาพยนต์อินเดียเรื่อง อาป กี กะซัม (Aap Ki Kasam) หนังเรื่องนี้เข้าฉายที่อินเดียในปีค.ศ. 1974 (พ.ศ. 2517)แต่กว่าจะมาเมืองไทย และกว่าจะถึงเชียงรายได้แล้วมาฉายที่โรงหนังสุริวงศ์นั้น คงใช้เวลานานพอดู อย่างน้อยก็สักปีสองปีได้ คาดว่านะ เพราะแม่บอกว่าตอนนั้นฉันก็ประมาณ 6 ขวบได้มั้งที่หนังเข้าฉาย (ไม่คอนเฟริมดีกว่า) นี่อย่าคำนวณอายุฉันซิยะ คำนวณอายุเพลงนู่น 33 ปีแล้วย่ะเพลงนี้น่ะ ยังมันส์อยู่เลย มีดาราดังนำแสดงอย่าง คุณราเยส คานนา ซันจิฟ กุมาร กับ สาวอินเดียที่ฉันว่างามมากคนหนึ่งที่คนไทยรุ่น50-60 น่าจะยังรู้จักชื่อ คือ มุมตาซ 

     

    www.bollyfm.net

    ใบปิดภาพยนต์เรื่อง Aap Ki Kasam

    ราเยศ คานนาคือคนที่สูบบุหรี่ในภาพ

    (ภาพประกอบจาก www.bollyfm.net)

     

    คุณราเยส คานนานี่ฉันคาดว่าในอดีตคงจะรูปหล่อกระชากใจสาวๆได้พอสมควร เพราะพ่อเคยบอกว่าแม่เป็นเอามากหนังอีตานี่เข้าโรงหนังสุริวงศ์เมื่อไหร่ แม่ต้องแต่งตัวซะงามพริ้งด้วยชุดประจำชาติพันธ์ไปดู ก็พ่อนั่นแหละพาไปดู ตัวเองก็ดูด้วยนิ และจำได้ว่าฉันกับน้องก็ไปดูด้วยและยังเด็ก ตอนเด็กฉันไม่เคยเห็นความหล่อของดาราคนนี้เลย อาจจะเป็นเพราะว่าฉันยังเด็ก แม้กระทั่งเป็นวัยรุ่น ฉันก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่มองว่าเป็นหนังคนแก่ ยุคคนแก่ อิอิ ว่าแล้วเพราะความมันส์ในอารมณ์ฉันก็ลองเข้าไปหาในยูทูบว์ดูว่าตอนนี้ฉันจะรู้สึกอย่างไร (ไม่ใช่เพราะฉันแก่ลงหรอกนะ ฉันยังอยู่ในช่วงวัยรุ่นอยู่ย่ะ แต่มีคำขยายมากขึ้นว่า ตอนปลายสายอาชีพ ก็เท่านั้น อิอิ เออ.... แต่ก็แอบคิดว่ามันก็แก่ลงจริงๆแหละ)

     

     ปรากฏว่า อะแฮ่ม ๆๆๆ คุณราเยส คานนา เขาผูกขาดความเป็นพระเอกนักรักในภาพยนต์ และที่สำคัญหล่อไม่เบาเหมือนกันนา พระเอกหนังอินเดียต้องมีความสามารถด้านการเต้นรำ แต่คนนี้มาแปลกเขามีท่าหล่อประจำตัว คือ อันดับแรกต้องเอียงตัว และหน้า 45 องศาก่อน แล้วอันดับสองเนี่ยจึงตามด้วยท่าเต้นประจำตัว แบบตัวไม่ขยับ แต่ขยับเฉพาะช่วงหัวและไหล่ยึกยัก ๆ สะบัดผมสั้นๆพรึ่บๆ และ สะบัดคอเป็นจังหวะเนี่ย แต่ยังคงระดับ 45 องศาไว้นะ ไม่งั้นไม่ใช่ราเยศ คานนา อิอิ  ฉันเคยลองทำเลียนแบบนะ โห.....ปวดคออย่างแรง เพราะฉะนั้นฉันจึงขอเตือนว่า ท่านั้นเป็นความสามารถเฉพาะตัวของคุณราเยศ คานนาเค้า ท่านผู้อ่านกรุณาอย่าเลียนแบบ  อาจได้รับบาดเจ็บได้ เพราะฉันลองมาแร้ววว ผลเหรอ....................อิอิ ..............คอแทบเคล็ด ............ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ได้โปรดฮากันอย่างถ้วนทั่วทุกตัวคน

     

    RajeshKhanna           -Mumtaz

                                                                                        ราเยศ คานนา                              มุมตาซ

                                                                                              (ภาพทั้งสองจาก www.wikipedia.org )

            

     

    มากไปกว่านั้นคุณราเยศ คานนาเนี่ย ถือได้ว่าเป็นระดับซุปเปอร์สตาร์คนแรกของประเทศอินเดียเลยก็ว่าได้ ดังชนิดที่ว่า ไปที่ไหนก็จะมีคนรุมล้อมดูตัวกันหมด บางคนก็แค่ขอได้สัมผัสรถ บางคนก็ขอจับมือ บ้างก็เป็นเอามากๆ ถึงขนาดจูบรถยังมีเลย ถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ได้เลยว่างั้นนะ (จากหนังสือพิมพ์อินเดีย) จนบางทีได้รับการปฏิบัติแบบเป็นบุคคลสำคัญมาก ประมาณว่า  คุณราเยศ คานนาเนี่ยทำอะไรไม่เคยผิด นอกเหนือจากนี้เขาก็ มักจะได้รับการจับคู่ร่วมแสดงกับคุณมุมตาซ อยู่บ่อยๆ จนเป็นดาราคู่ขวัญกัน ในยุคหลังปี 1975 แนวของภาพยนต์อินเดียเริ่มเปลี่ยนไป จากหนังรัก พระเอกหวานๆ เริ่มเข้าสู่ระบบหนังบู้ ต้องการพระเอกหนังนักสู้ ที่ฉะกันตลอด และบทจะเป็นแบบ "angry young man"หรือหนุ่มเลือดร้อน เลยทำให้งานของพระเอกนักรักเราเบาบางลง แล้วบทพระเอกแบบหนุ่มเลือดร้อนนั้นก็หนีใครไปไม่พ้น ซึ่งก็คือ อมิตาป บัจจัน นั่นเอง  สองท่านนี้ยังเคยประกบคู่กันหลายเรื่องอยู่นา เท่าที่ดูมาก็สองเรื่อง คือ Namak Haraam กับ Anand นอกเหนือจากงานแสดงแล้วราเยศ  คานนายังมีโอกาสได้เข้าไปทำหน้าที่เป็น ส.ส.ในสภาอีกด้วย ปัจจุบัน ราเยศ คานนา อายุ 64 ปี (29 ธันวาคม 1942) กลับมาเรื่องหนังกันต่อ

     

    หนังเรื่องนี้ที่จำได้แม่นอีกอย่างแม่เคยบอกว่า ตอนไปดูหนังที่โรงหนังสุริวงศ์นั้น พอเพลงนี้ออกในโรงเท่านั้นแหละ ฉันและน้องก็เหมือนผีเข้าลุกขึ้นเต้นยึกยักๆในโรงกันอยู่สองคน มาตอนนี้ได้ฟังอีกรอบ ฉันก็รู้สึกเหมือนระลึกชาติได้ยังไงก็ไม่รู้ ก็เลยยังเหมือนผีเข้า ยึกยักๆอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่คนเดียว แล้วพอถึงวรรคทอง ฉันก็อดไม่ได้ที่จะแหกปากร้องอีกหลายๆรอบ แล้วก็โหนเสียงซะสูงลิบ อิอิ มันส์พะยะค่ะ

     

     Jai Jai Shiv Shankar Kaanta Lage Na Kankarรรรรรร (ในเพลงมันมีอย่างนี้จริงๆ อิอิ)
     Jai Jai Shiv Shankar Kaanta Lage Na Kankar
     Ke Pyala Tere Naam Ka Piya……ฯลฯ

     

     

    ส่วนคุณมุมตาซ นี่เธอก็งามจริงๆ กะคุณมุมตาซ นี่ยังเป็นประเด็นที่ฉันจำแม่นอีกอย่างคือ เวลาแม่แต่งตัวสวยเต็มยศเมื่อไหร่ แม่จะใช้เวลานานมากจน พ่อ ฉัน และน้องมักจะแซวแม่เสมอว่า

    ง้าาาามละแม่...ง้าาามละ งามอย่างมุมตาซล่ะ....ปอได้ล่ะ

    แล้ว ก็จะมีเสียงพ่อแว่วมาแต่ไกลสอดแทรกเข้ามาทันจังหวะพอดิบพอดีว่า

    มุมตัดอ่ะก่ะ....

    เราก็จะฮาแล้วกระเจิงไปคนละมุม ส่วนแม่ก็จะ ฮึ่มฮ่ำอยู่ในลำคอเอาม่วน

     

    สำหรับภาษาของเพลงก็งามมาก เพราะคนที่ดูแลการผลิตเพลงและแต่งเพลงคือมือหนึ่งในอดีตเหมือนกัน คือ ท่าน อาร์. ดี. เบอร์มัน (R.D. Burman) และเนื้อเพลงก็เกี่ยวข้องกับความรักของคนสองคน แต่เหตุการณ์เกิดที่หน้าวัดเทพเจ้า คือ พระศิวะ เพลงก็เลยเริ่มจาก พระศิวะเจ้าขาน่ะแหละ สนุกดี  ภาพยนต์เรื่องนี้ยังมีเพลงเพราะๆอีกหลายเพลง แต่เป็นเพลงช้าๆ และเป็นเพลงที่ดังทุกเพลงเลย เพราะมากด้วยทั้งดนตรีและเนื้อเพลง ไม่ว่าจะเป็น zindagi Ke safar Mein หรือ เร็วกว่านั้นเล็กน้อย เช่น Suno Kaho Kuch Huwa Kya ว่าไปแล้วก็เพราะทุกเพลง ติดหูมาตั้งแต่เด็กทุกเพลงล่ะค่ะ และที่สำคัญที่จะถือว่าเป็นหนังอินเดียยุคเซเวนตี้ส์อย่างแท้จริงนั้น ต้องมี...อะแฮ่มๆๆๆ การวิ่งรอบภูเขาและวิ่งรอบต้นไม้น่ะ อิอิ

     

     

    สมัยยังเด็กเคยสงสัยว่า ทำไม๊ทำไมหนังของชาติพันธ์ฉันเนี่ยเวลามีความรักแต่ละที มันต้องวิ่งรอบต้นไม้ด้วย มันไม่เหนื่อยเลยรึไง เลยถามป้าแบบเปรยๆขณะดูหนังว่า

     

    ฉัน มันบ่อิดก่ะน่ะ ล่นแวดดดดดด...เก๊าไม้ แวดดดดดดด....ดอยน่ะ เป็นเฮานี่ท่าจะหายใจ๋บ่ตันล่ะ

    ป้า  สูเขาบ่เกยมีความฮักเตื่อ บ่ฮู้หรอกว่าการวิ่งรอบต้นไม้บนภูเขาเนี่ย มันโรแมนติกขนาดไหน

    ฉัน แล้วอู้จะนั้นน่ะ ป้าล่นมาล่ะก่ะ

    ป้า  เออ...ล่นมาล่ะ ล่นมาจากอินเดียมาถึงเมืองไทยเพ้ก่อน ไกลขนาดผ่อล่อ ฮ่า ๆ ๆ

    ฉัน ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

     

     ขออี่ปี้เฮิดกำเต้อ.....ป้าฉันเอาเชียว....ฉันล่ะชอบเหลือหลายกับคำตอบของป้า

     

     

    ฉันว่าเพลงเก่าๆแบบนี้มันมีค่ามากๆก็ตอนนี้ที่คนรุ่นหลังยังเห็นความงาม และความบรรเจิดทางอารมณ์ที่เพลงเหล่านี้เคยได้ให้กับคนรุ่นเก่าอย่างไร   33 ปีให้หลังมันก็ยังให้กับคนรุ่นนี้ได้ไม่เสื่อมคลายเช่นกัน เพียงแต่ว่าเราซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่จะเห็นความงามของมันหรือไม่ก็เท่านั้น เรื่องความงามนั้นมันบังคับกันไม่ได้ ต้องอยู่ที่ตาและใจของผู้สัมผัสเท่านั้น

     

    ว่าแล้วก็โหลดเพลงแบบเอ็มพีสามไปฟังด้วย

    คราวนี้จะเดินและวิ่งกลับบ้าน เพราะบ้านฉันก็เดินขึ้นเขาและมีต้นไม้รายล้อมตลอดทางเหมือนกัน อิอิ เสียอย่างเดียว หาคนวิ่งด้วยไม่ได้น่ะสิ  (ฮา)

     

     

    มาฟังเพลงกันนะคะ

     

           

    November 18

    สุนทรียะของภาษา กับความหลากหลายทางภาษา

    วันนี้เจอคำถามจากอ้ายแสงดาว ศรัทธามั่นว่า บทกวีซูฟีคืออะไร

    ยังไม่ตอบในคราวนี้ เดี๋ยวตอบเป็นเรื่องใหม่ แต่คำถามมันทำให้ตัวเองคิดไปว่า แล้วทำไมเราถึงไปนั่งอ่านนั่งศึกษาเกี่ยวกับซูฟีกันแน่นะ

    ก็เลยเป็นที่มาของเรื่องเล่าวันนี้ จริงๆแล้วเรื่องของบทกวีซูฟี และศาสนาอิสลามนิกายเล็กๆที่ชื่อซูฟีมีที่มาและที่ไปที่น่าสนใจมาก และกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาอยู่ ศึกษามาก็นานพอสมควร แต่เรื่องของจิตวิญญาณและความงามนั้น ไม่มีทางที่จะเรียนรู้กันได้หมดหรอก เรียนไปเรื่อยๆนั่นแหละ และความงามแห่งชีวิตก็จะประจักษ์ต่อสายตาของเราๆท่านเองน่ะแหละนะ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วย

     

    เรื่องกวีซูฟีเขียนไว้นานแล้ว แต่ไม่ค่อยได้เล่าหรือบรรยายให้ใครฟัง เดี๋ยวเล่าให้ฟังทีหลัง แต่ตอนนี้ขอเล่าเบื้องหลังของการศึกษาเรื่องภาษากับบทกวีซูฟีก่อน ที่ไม่ค่อยเล่าให้ใครฟัง เพราะบ้านเราไม่ค่อยจะรับความงามและสุนทรียะจากวัฒนธรรมอื่นๆที่นอกเหนือไปจากตะวันตก คนรับอ่ะมี แต่มีแบบต้องงมเข็มในมหาสมุทรเลยนั่นแหละ จริงๆแล้วเนี่ยบทกวีตะวันออก บทกวีอาหรับ บทกวีเปอร์เซีย (หรืออิหร่านปัจจุบัน) บทกวีภาษาฮินดี หรือ บทกวีภาษาอุรดู แม้กระทั่งบทกวีภาษาปัญจาบีเองก็ตาม ทั้งหมดทั้งมวลมีความงามทางภาษาและความจริงที่น่าเหลือเชื่อ ความงามนั้นอมตะมาก ความงามนั้นบางทีอยู่ที่ภาษาและการรับรู้ในวัฒนธรรมนั้น ซึ่งทำให้เราไม่สามารถแปลเป็นภาษาเราได้ในบางส่วนด้วย ด้วยเหตุเพราะมีความงามบางส่วนในภาษากวีภาษานั้นๆมักจะหายไปกับการแปล มันแปลข้ามภาษาไม่ได้ นี่ก็คือที่เรารียกกันว่า lost in translation

     

    นี่ก็คือเหตุผลว่า ทำไมตัวฉันถึงเรียนภาษาหลายภาษาได้อย่างเมามันมาก ก็เพราะฉันอยากเห็นความงามในหลายๆมิติแห่งภาษาและวัฒนธรรมที่มันไม่สามารถถ่ายทอดได้ แต่ฉันก็พยายามอย่างที่สุดที่จะแปล แต่พอฉันไม่สามารถแปลความงามมันออกมาตามที่กวีเขียนและตัวภาษาที่ใช้แล้ว ฉันแทบจะเข่าอ่อน และนิ้วมือที่จับดินสอมันพาลจะหมดแรงเอาเสียดื้อๆ และในขณะเดียวกันฉันก็เกิดอาการทึ่งไปแบบสุดๆกับกวีบทนั้นว่า นี่แหละคือความมหัศจรรย์ของภาษา

     

    มีกวีท่านหนึ่งชื่อ อนันต์ ราม ท่านมีนามปากกาเป็นภาษาเปอร์เซียว่า มุคลิสฺ เป็นกวีในยุคของศาสนาอิสลามมีอิทธิพลและความมีเจริญรุ่งเรืองในอินเดียที่เรียกว่าราชวงศ์มุกัล (Mughal) มีอยู่วันหนึ่งท่านได้ยินคนสนิทชายเล่านิทานเรื่องความรักของชายหนุ่มชาวเดลลีที่พูดภาษาฮินดีสำเนียงตะวันออก กับเจ้าหญิงผู้เลอโฉมและสูงศักดิ์ชาวศรีลังกาที่ชื่อ  ปัทมาวติให้ท่านฟัง พอท่านฟังแล้วเกิดอาการเคลิ้มไปกับภาษาที่คนสนิทใช้เล่า ซึ่งเป็นภาษาฮินดีที่พูดในท้องถิ่น ท่านกล่าวว่า หากต้องเล่านิทานเรื่องนี้ใหม่ให้เป็นภาษาอุรดูหรืออาหรับใดๆก็ตาม ท่านไม่สามารถบรรยายความงามของนางหรือเจ้าหญิงปัทมาวตีที่บรรยายไว้ในภาษาฮินดีได้ ท่านกล่าวไว้อีกว่า นิทานเรื่องนั้นถึงแม้จะเขียนเป็นภาษาฮินดีแต่เป็นภาษาฮินดีสำเนียงตะวันออก และผู้เขียนได้ใช้วิธีการเปรียบเทียบที่มีลักษณะเฉพาะของภาษาและวัฒนธรรม ทำให้เราเห็นภาพว่า มันเป็นความเจ็บปวดของชาวชาวเดลลีตะวันออก เพราะมันมีความเฉพาะของภาษาที่แสดงออก อีกอย่างหนึ่งถ้าจะให้เล่านิทานเรื่องนี้ใหม่เป็นภาษาอาหรับ มุคลิสฺ คงต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และวัฒนธรรมให้นิทานเรื่องนี้ก่อน แล้วมุคลิสจึงจะสามารถทำให้นางปัทมาวตีในนิทานที่งดงามในภาษานี้ มีความงามเสมอกันในอีกภาษาหนึ่งได้ ทั้งนี้เพราะภาษาและวัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดค่นิยมและกรอบคิดเรื่องความงาม มุคลิสฺเองกล่าวว่า เขาไม่สามารถเล่าถึงความงามนี้ในอีกภาษาหนึ่งได้เลยถ้าไม่ทำเช่นนั้น (มาจากบทความของ Shantanu Phukan เรื่อง The Rustic Beloved: Ecology  of Hindi in a Persianate World, ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชื่อ The Annual of Urdu Studies, ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์และเล่มที่พิมพ์)

     

    ขณะที่อ่านบทความเรื่องนั้น ทำให้ฉันนึกไปถึงสองสิ่ง สิ่งแรก เจ้าจันทร์ผมหอมจากเรื่องเล่าเรื่องนี้ ฉันเห็นอะไร ฉันเห็นความงามพร่างพราวระยิบระยับเต็มไปหมด ฉันเห็นความรัก ความเอาใจใส่ ความสามารถและความพยายามของผู้เขียนเป็นอย่างยิ่ง ฉันขอคารวะผู้เขียน ท่านมาลา คำจันทร์อย่างเป็นที่สุด ฉันไม่สามารถยกตัวอย่างใดๆประกอบได้เพราะฉันเองไม่ได้มีหนังสืออยู่กับตัว ณ เวลาเขียนนี้  ส่วนสิ่งที่สองนั้น มันกำลังลอยละล่องอยู่ในหัวขี้ทื่ออย่างฉันขณะที่ฉันเขียนนี้ คือ .....สยายผมลงเช็ดบาทบาทา...ขอลาไปก่อนแล้วชาตินี้... ใช่ นั่นคือเพลงมะเมี๊ยะ อันลือลั่น ที่เรียกน้ำตาได้ทุกครั้งที่ฟัง หากไม่มีคุณจรัล มโนเพชร เราจะเห็นความงามเช่นนั้นละหรือ นี่คือความงามที่มากับภาษาทั้งสองตัวอย่าง จำได้ว่ามีแต่คนถามว่าทำไมต้องสยายผมลงเช็ดบาทบาทา และก็จำได้อีกว่าตอนตอบสมัยนั้นยังเด็กมาก บอกตามที่รู้ แต่ตอนนี้ถามใหม่สิ จะตอบให้ฟังถึงเก๊าถึงเหง้าเลย นี่คือภาษา วัฒนธรรมและความงาม

     

    ฉันอยากให้คนไทยเรียนรู้ภาษาอื่นบ้างและอ่านความคิดคนในภาษาอื่นบ้างด้วยจิตและวิญญาณ ไม่ใช่แต่อ่านความคิดคนในภาษาอื่นผ่านภาษาตะวันตกที่ชื่ออังกฤษเท่านั้น ฉันเรียนและสอนภาษาอังกฤษมาตลอดชีวิต และฉันก็เห็นและซาบซึ้งเป็นอย่างดีแล้วว่าการมองโลกของกวีที่มีพื้นภาษาและวัฒนธรรมอังกฤษเป็นหลักนั้น มีความงามที่จำกัด ในขณะที่บทกวีจากซีกตะวันออกและเป็นภาษาที่ฉันไม่เคยเรียนมันกลับสร้างความรู้สึกชนิดที่คำเมือง (อันเป็นอัตลักษณ์และตัวตนของฉันส่วนหนึ่ง) เรียกว่า มันขนคิงลุกไปหมด ให้กับฉัน ฉันจึงตั้งหน้าตั้งตาใส่ใจกับภาษาและเรียนเพิ่มเติมจากที่บรรพบุรุษของฉันสอนมา มันทำให้ฉันเห็นและเคารพว่า สิ่งที่ปรากฏต่อสองตาและจิตวิญญาณของฉันนั้น มันงดงามมาก ความรู้สึกที่ฉันมันเหมือนกับยืนอยู่หน้าความอลังการทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่และรุ่งเรือง มันน่าทึ่ง มันละลานตาไปหมด และมันนำพาฉันไปยังอีกจุดหนึ่งที่ภาษาอังกฤษพาฉันไปไม่ถึง

     

    นี่คือแก่นแท้แห่งความเป็นมนุษยศาสตร์ และแก่นแท้อันนี้กระจายตัวอยู่ตามวัฒนธรรมและความงามทางภาษาที่หลายหลาย อันความงามทางภาษาในแต่ละวัฒนธรรมนั้น ยังมีข้อจำกัดของภาษาในการเข้าถึงอรรถรสและความจริงแห่งชีวิต การรู้ภาษาเพียงหนึ่งเดียวหรือสองไม่ได้ทำให้เราเรียนรู้ทุกอย่างในโลกได้ การที่เรารู้ภาษาหลายๆภาษามากขึ้น ทำให้เราเห็นความงามที่มันมีอยู่ แต่เราไม่เคยมองเห็นมันเลย เพราะภาษาแต่ละภาษาก็มีมุมมองเรื่องวิถีชีวิต ความคิด การมองความเป็นจริงของโลกที่แตกต่างกัน เปรียบเสมือนคนเราอยู่ในวัฒนธรรมภาษาหนึ่งก็มีการมองโลกผ่านภาษาเหมือนกับสวมแว่นตาดำ พอเรียนภาษาอื่นก็เหมือนสวมแว่นตาสีอื่นมองโลก ฉันจึงมองว่า ภาษาเป็นตัวกำหนดการมองโลกของคน หากเรารู้แค่ภาษาเดียวเราก็มีวิธีมองโลกแค่วิธีเดียว หากเรารู้หลายภาษาเข้าเราก็มองโลกได้หลายๆวิธี เป็นการหลุดกรอบที่ดีทีเดียว

     

    ฉันเองมีพื้นภาษาฮินดี ภาษาปัญจาบี และภาษาอุรดูนิดหน่อย และพื้นภาษาเหล่านั้นเป็นบันไดและสะพานข้ามแม่น้ำแห่งความไม่รู้ ไปถึงฝั่งอื่นๆ มันทำให้ฉันก้าวข้ามกรอบของฉันเอง ไปสู่ปริมณฑลอื่นที่มีความยิ่งใหญ่และความงามละลานตาเต็มไปหมด  แล้วฉันก็เกิดอาการ ขนคิงลุก ไปกับสิ่งใหม่ๆ วิธีการมองโลกแบบใหม่ของวัฒนธรรมที่หลากหลายทุกครั้งที่ฉันเริ่มเรียนภาษาและวัฒนธรรมใหม่ แล้วฉันเริ่มอย่างไร

     

    ฉันก็เริ่มจากการศึกษาเพลง และบทกวีของกวีเป็นคนๆไป มันไม่ง่ายนะ มันไม่ง่ายเลย มันอยู่ที่ใจรัก ความทึ่งในความงามนั้นๆ และความกระหายในความงามและความรู้นั้นๆอย่างเป็นที่สุด มันทำให้ฉันหลงใหลในความงามทางภาษาที่ใช้ ปรัชญาและแนวคิดที่ปรากฏ ณ ช่วงเวลานั้นๆ ที่บทกวีนั้นๆถูกเขียนและกลั่นออกมา

     

    ฉันทึ่งกับสิ่งที่วัฒนธรรมต่างๆมีให้ฉันได้เข้าไปศึกษาและเรียนรู้ และที่สำคัญที่สุด ฉันได้เรียนรู้ที่จะเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจ เคารพในความแตกต่าง เคารพในความเชื่อ เคารพในชีวิต เคารพในฐานความคิดและปรัชญาของวัฒนธรรมและคนในวัฒนธรรมนั้น และถ้าหากการที่ฉันเคารพในสิ่งต่างๆที่พูดมาคือการที่ฉันรับรู้พลัง รับรู้ความมีอยู่ของสิ่งเหล่านั้น มันก็เท่ากับว่าฉัน รับรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมี พลัง หรือ ศักดิ์(คำนี้มีรากศัพท์มาจากชักติ์หรือ shakti ในภาษาของทางชมพูทวีปแปลว่า พลัง) เมื่อฉันรับรู้แล้วว่าสิ่งเหล่านั้นมี ศักดิ์ ฉันจึงเคารพในเสรีภาพการแสดงออกซึ่ง ศักดิ์ นั้นๆ โดยการให้ สิทธิ ที่เขาจะใช้ ศักดิ์ ของเขาด้วย และ ทั้งหมดทั้งมวลนั้นถ้าฉันเข้าใจและเห็นแจ้งจริง มันก็คือ ความ ศักดิ์สิทธิ์  หรือความเชื่อว่าสิ่งนั้นมีอยู่จริงและเราให้สิทธิในการแสดงออก

     

    คราวนี้นี่คือสิ่งที่ฉันเชื่อ แต่ก็ยังมีหน่วยงานหนึ่งที่มีอำนาจเพียงหยิบมือ ที่ไม่เพียงแต่จะริดรอน สิทธิที่พึงจะมีในการแสดง ศักดิ์ทางภาษานั้นๆทางวิทยุชุมชน หน่วยงานนั้นยังไม่แม้แต่จะเห็นอะไรเลยในความ ศักดิ์สิทธิ ของความหลายหลายทางวัฒนธรรมนั้นๆ ฉันเห็นว่าคงถึงคราวแล้วที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องเปิดหูเปิดตาด้วยการเรียนภาษาเพิ่มซะทีกระมัง เพราะเป็นพวกมืดบอดต่อจิตวิญญาณแห่งความ ศักดิ์สิทธิของความเป็นมนุษย์ ภาษาช่วยได้นะ ลองซักภาษาไหม  แต่ต้องเรียนกะคนนะ ห้ามเรียนกะคอมพิวเตอร์เพราะมันไม่ได้สอนให้คุณเป็นคน มันสอนให้คุณโต้ตอบตามสิ่งกระตุ้น ไม่ได้สอนให้คุณคิดและเห็นความงามตามคนในภาษานั้นๆ ฉันยังเห็นคน ภาษาและวัฒนธรรมสวยงามเสมอ

    November 11

    กวีซูฟี บุลลาห์ ชาฮ์

    หลังจากที่ละเลยบล๊อกไปทำภารกิจสำคัญกว่า (ซึ่งยังไม่เสร็จ) ในระหว่างนั้นได้มีโอกาสอ่าน เรื่องของกวีคนโปรดเพิ่มเติม จริงๆแล้วรู้จักกวีท่านนี้ก็เพราะฟังเพลงบุลลาห์ กี จฺานฺา แม กอณฺ (Bullah Ki Jana Mein Kaun) ขับร้องโดย แรบไบ เชอร์กิลล์( Rabbi Shergill) ที่อยู่ในบล๊อกข้างล่างมานานมากๆๆๆๆแล้ว

     

    หลังจากที่ฟังเพลงและอ่านมากเข้าก็เลยเกิดอาการบุลลาห์ฟีเวอร์ขึ้น อิอิ เอ้า... ขึ้นจริงๆนะเลยต้องมาเขียนเนี่ยะ อิอิ เล่าให้น้องนุ่งฟังก็ไม่ได้มันอยู่ไกล โทรสาปก็แพงคุยเมินบ่ได้ แล้วอีกอย่างคุยโทรสาปมันบ่เห็นหน้าเราตอนเราตื่นเต้นล์ผีเข้าผีออกอ่ะ อิอิ น้องๆมันก็คงจะโล่งอกโล่งใจสบายหูกันไป  เอาวันละนิดละกันนะกับท่านมหาทวด บุลลาห์ ชาฮ์ของเรา

     

    ท่านบุลลาฮ์ ชาฮ์ เกิดเมื่อปีคศ. ๑๖๘๐ และเสียชีวิตในปี ๑๗๕๗ เรื่องปีนี่นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้เขาบอกว่าประมาณการเอานะว่าอยู่ช่วงนั้น เพราะจากบทกวีที่เขียนสามารถตีความได้อย่างนั้น เก่งจริงเรยยนักวิชาการเนี่ย แต่ต้องขอบคุณเขามากๆที่ศึกษาไว้มาให้เราได้ชื่นชม

     

    ท่านบุลลาห์ ชาฮ์ ถือกำเนิดในครอบครัวชาวมุสลิมผู้เคร่งครัดเรื่องศาสนา มีพ่อเป็นครู ชื่อเดิมของกวีท่านนี้คือ อับดุลลาห์ ชาฮ์ ท่านถูกเรียกขานด้วยความเคารพว่า บาบา บุลลาห์ ชาฮ์  กวีท่านนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศปากีสถานปัจจุบัน กวีท่านนี้ถือเป็นสุดยอดกวีซูฟีของปัญจาบ (ปัญจาบในอดีตมีอาณาเขตไปถึงปากีสถานปัจจุบัน) และยังถือได้ว่าผลงานของบุลลาห์ ชาฮ์ เป็นสุดยอดแห่งวรรณกรรมซูฟี

     

    ชีวิตของกวีท่านนี้ผ่านช่วงเวลาของการเกิดการเปลี่ยนผ่านแผ่นดิน และการปกครองมามากมาย ทั้งระบบการปกครองของกษัตริย์มุสลิม ฮินดู และซิกข์  ท่านเห็นถึงความทุกข์ร้อนของคน และความขัดแย้งทางศาสนา และเห็นถึงความจริงของชีวิตที่ว่า มนุษย์นั้นแท้จริงไร้พันธนาการทางศาสนา และอื่นๆ แนวความคิดเช่นนี้ปรากฏในงานกวีนิพนธ์ของท่านมาโดยตลอด (โดยเฉพาะบทกวีที่ถูกนำมาขับร้องที่เขียนถึงในบล๊อกข้างล่าง) ถึงแม้ท่านจะเกิดในครอบครัวของผู้เคร่งครัดศาสนา ท่านนับถือศาสนาอิสลามแต่ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวความคิดแบบออร์โธดอกซ์เท่าไหร่นัก ซึ่งทำให้แม้แต่ในวาระสุดท้ายของชีวิตของท่าน ศพของท่านยังถูกมุลลาห์ห้ามไม่ให้ฝังในสุสานของหมู่บ้านเพราะแนวคิดที่ต่อต้านกลุ่มออร์โธด๊อกซ์ของท่านนั้นเอง The man who had been refused by the mullahs to be buried after his death in the community graveyard because of his unorthodox views,..” (จาก http://www.apnaorg.com/poetry/bullahn/).

     

    ท่านใช้ชีวิตศึกษาหาความรู้และความเป็นจริงแห่งชีวิตจากหลากหลายแห่ง และครูที่มีอิทธิพลต่อแนวความคิดของบุลลาห์ ชาฮ์ มากที่สุดคือ อินายัท ชาฮ์ (Inayat Shah) ท่านผู้เป็นครู ท่านนี้เป็นเพียงชาวสวนธรรมดาๆคนหนึ่งท่านั้น แต่ทว่าเป็นผู้ที่บุลลาห์ ชาฮ์ เห็นว่าเหมาะที่จะเป็นครูของเขาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เนื่องมาจากในการพบปะกันครั้งแรกของทั้งสองท่านนั้นเกิดขึ้นในขณะที่ครูกำลังทำสวนอยู่ และหลังจากที่ได้ปะทะคารมกันในเบื้องต้นแล้ว บุลลาห์ ชาฮ์ก็เห็นว่าเขาผู้นี้เป็นผู้รู้ และควรถือเป็นครู บุลลาห์จึงได้คุกเข่าและแนะนำตัว พร้อมน้อมถามคำถามว่า

     

    บุลลาห์ ชาฮ์ ท่านอินายัท ชาฮ์ ข้ามีชื่อว่า บุลลาห์ และข้าอยากทราบว่าข้าจะเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าได้เช่นไร

    อินายัท ชาฮ์ ไยเจ้าต้องก้มมองและค้อมตัวเช่นนั้นเล่า จงลุกขึ้นและสบตาข้า

     

    ทันทีทันใดที่บุลลาห์เงยหน้าขึ้นมองอินายัท ชาฮ์ ท่านผู้เป็นอาจารย์ก็มองศิษย์ด้วยสายตาอ่อนโยน และเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาและความรัก พร้อมๆกับจับตัวบุลลาห์เขย่าแล้วกล่าวว่า

     

    อินายัท โอ้...บุลลาห์, มันจะมีปัญหาอะไรมากมายกับการเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้ากันนะ ก็แค่ถอนรากต้นไม้จากมุมนี้แล้วก็ย้ายไปปลูกมุมนู้นก็เข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าได้แล้ว

     

     

    คำตอบของผู้เป็นอาจารย์นั้นเพียงพอแล้วสำหรับลูกศิษย์ เพราะบุลลาห์ได้พบสิ่งที่เขาปรารถนาแล้ว

     

     

    และนี่คือตัวอย่างบทกวีของบุลลาห์ ชาฮ์ ที่ชอบมากเป็นการส่วนตัว ท่านบุลลาห์ ชาฮ์ ได้รจนาไว้เป็นภาษาปัญจาบีดังนี้

    Maati kudam karendee yaar,
    Vaah vaah maati de gulzaar;
    Maati ghora maati jora, maati daa aswaar,
    Maati maati nu (n) dorave, maati daa chankaar.

    Maati maati nu(n) maaran lag-gee, maati de hathiyaar.
    Jis maati par bahutee maati, so maati hankaar;
    Maati baagh bagheechaa maati, maati dee gulzaar.
    Maati maati nu (n) vekhan aayee, maati dee a bahar;

    Hus khed phir maati hove, paindee pau pasaar.
    Bullah ja(n) eh bujhaarat buj-jhe,
    Taa(n) lah bhau siro(n) maar.”

    แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ดังนี้ 

    "The soil is in ferment, O friend
    Behold the diversity.
    The soil is the horse, so is the rider
    The soil chases the soil, and we hear the clanging of soil
    The soil kills the soil, with weapons of the soil.
    That soil with more on it, is arrogance
    The soil is the garden so is its beauty
    The soil admires the soil in all its wondrous forms
    After the circle of life is done it returns to the soil
    Answer the riddle O Bulleh, and take this burden off my head."

    [Translation reference: book by J. R. Puri and T. R. Shangari of the Radha Swamis, titled Bulleh Shah].

     อย่าให้แปลเป็นภาษาไทยเลยนะ แปลเองแล้วไม่งาม ถ้าเอาความล่ะพอได้ โอกาสหน้าละกัน ไม่รู้เมื่อไหร่ อิอิ

    ข้อมูลทั้งหมดทั้งมวลข้างบนนั้นมาจากเว็บเพจนี้จ้า

    http://www.apnaorg.com/poetry/bullahn/http://www.the-south-asian.com/April2001/Sufis%20-%20Wisdom%20against%20Violence.htm

    September 20

    Who am I? แล้วฉันคือใครในโลกกลมๆใบนี้

    ใช่ แล้วฉันคือใครในโลกกลมๆใบนี้ นั่นสิ..เออ
    ถามตัวเองเหมีอนกัน....ท่ามกลางความขัดแย้งอย่างนี้ ไม่ลงตัวสักที่ (และจะไม่มีวันลงตัว)
    หลายวันที่ผ่านมาไปเจอเพลงนี้ แล้วสะดุดกึก ....เพราะเคยฟังมานานแล้วชอบทำนอง
    แต่หลังจากที่ฟังหลายๆวันเข้าก็ถูกใจเนื้อหาและทำให้คิดต่อเนื่อง ว่า
    เออ...แล้วฉันเป็นใครในโลกกลมๆ ใบนี้
     
    เพลงนี้ สัมผัสก้นบึ้งของใจข้าใหญ่อย่างแรง (ตัวใหญ่ใช้ข้าน้อยมิงาม อิอิ)
     
    เพลงนี้เป็นเพลงที่มีกลิ่นอายของซูฟีอยู่ และเพลงนี้ Bulla Ki Jana เป็นผลงานกวีนิพนธ์
    ของกวีซูฟีชื่อดัง Bulle Shah หรือ Bulla Shah และขับร้องโดยRabbi Shergill
    และได้นำมาขับร้องโดย Amit Paul อีกครั้งได้อย่างไม่แพ้ต้นฉบับเลย
    ที่นำมาให้ฟังวันนี้ เป็นของ Rabbi Shergill  พร้อม เอ็มวี
    เพลงนี้เป็นเพลงที่พูดถึงและตั้งคำถามว่า เราเป็นใคร เกิดมาทำไม
    เป็นการดึงความคิดออกนอกกรอบสี่เหลี่ยมของสิ่งที่ครอบเราอยู่
    สิ่งที่ครอบคือ ความคิดเรื่องรัฐ ชาติ ศาสนา ชาติพันธ์
     เมื่อเราหลุดพ้นจากการคิดอยู่ในกรอบต่างๆ
    เราจะเรียนรู้ว่า ที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตได้อย่างไร้ความหมายที่สุด
     
    "Bulla Ki Jana is all about us not knowing who we are,
    of thinking of life in terms of boxes,
     until we are enlightened.
    And then, you realise how meaninglessly you’ve compartmentalised life,”
     
     
    เพลงนี้มีภูมิหลังที่กล่าวถึงความแตกต่างมากมายในประเทศอินเดีย
    ทั้งในเรื่องศาสนา ชาติพันธ์ และความขัดแย้งนานับประการ
    เลยทำให้กวีนาม บุลลา ชาร์ แต่งบทกวีขึ้นมา
    และธรรมเนียมการแต่งบทกวีซูฟีมักจะมีชื่อผู้แต่งอยู่ในเพลงด้วย
    ทั้งนี้เป็นเพราะ ผู้แต่งเป็นผู้ประสพกับความรู้สึก และความงามดังได้รจนาไว้
     
    ขออนุญาตแปลอย่างคร่าวๆที่สุดเป็นภาษาไทยดังนี้ส่วนภาษาปัญจาบีและอังกฤษอยู่ถัดจากนั้นเน้อ 
     
    ภาษาไทย

    บุลลา แล้วฉันเป็นใครในโลกนี้ ฉันหารู้จักตัวเองไม่                

    ฉันไม่ใช่คนที่ยึดมั่นในคำสอนแล้วอยู่แต่ในศาสนสถาน

    ฉันไม่ใช่คนไร้ศาสนาหรือคนป่า และไม่ได้นับถือสิ่งชั่วร้าย

    ฉันไม่ใช่คนบริสุทธิ ที่อยู่ท่ามกลางคนสกปรก

    ฉันไม่ใช่คนที่เชื่อถือในคัมภีร์พระเวท

    ฉันไม่ใช่คนที่เสพฝิ่นหรือร่ำสุรา

    ฉันไม่ได้หลงมัวเมามืดบอด ในขณะเดียวกันฉันก็ยังไม่ใช่คนที่ตื่นแล้ว

    ฉันไม่ได้เป็นคนสะอาดหมดจดไร้มลทิล แต่ฉันก็ไม่ได้เป็นคนสกปรกและด่างพร้อย

    ฉันไม่ได้ยึดถือความสุขหรือความเศร้า

    ฉันไม่ได้เกิดมาจากน้ำหรือดิน

    และฉันก็ไม่ได้เกิดมาจากอากาศหรือไฟ
    โอ้ บุลลา!!! แล้วฉันเป็นใครบนโลกใบนี้ ฉันหารู้จักตัวตนของฉันไม่

    ฉันไม่ได้เป็นชาวอาหรับ และก็ไม่ได้เป็นชาวเมือง ลาโฮร์ (ปากีสถาน)
    ฉันก็ไม่ได้พูดภาษาฮินดีของคนในเมือง และก็ไม่ได้เป็นคนบ้านนอก
     ฉันไม่ใช่ฮินดู ไม่ใช่คนเติร์ก (ตุรกี) และก็ไม่ใช่ชาวเปชาวาร์
    ฉันหามีความรู้ในเรื่องความเร้นลับของศาสนาไม่

    ฉันไม่ได้เกี่ยวข้องหรือถือกำเนิดมาจากอาดัมและอีฟ

    ฉันไม่ได้มีตัวตนและเกี่ยวพันกับชื่อของฉันเลย

    ฉันเป็นทั้งคนที่มาคนแรกและเป็นคนสุดท้าย

    แต่ฉันก็หารู้จักใครไม่

    ฉันก็ไม่ได้เป็นที่เก่งกาจเลิศเลอกว่าผู้อื่นแต่อย่างใด

    โอ้ บุลลา แล้วคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ล่ะคือใคร ฉันเป็นพวกไหนกันแน่

    ฉันต้องอยู่อย่างนี้แบบโดดเดี่ยวหรือ ฉันเป็นใครกันแน่ในโลกใบนี้ ฉันไม่รู้จักตัวเองเสียแล้ว

     

    ฉันไม่ได้เป็นทั้งโมเสส หรือฟาโรห์

    ฉันไม่ได้ตื่น แต่ก็ไม่ได้หลับไหลหรือลุ่มหลง

    ฉันไม่ได้เกิดมาจากไฟอันศักดิ์สิทธิ หรือแม้แต่อากาศธาต

    ฉันไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองนาดอน

    ฉันก็ไม่ได้นั่งนิ่งๆ แต่ฉันก็ไม่ได้เคลื่อนไหว

    โอ้ บุลลาเอ๋ย แล้วนี่ฉันต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวหรือนี่

    โอ้ บุลลาเอ๋ย ใยฉันไม่รู้จักตัวเองเสียแล้วนี่

     

     แล้วฉันคือใครในโลกกลมๆใบนี้     ตอบเองเลยว่า ใช่แล้วฉันก็คือ “เศษธุลีดิน”ไง

     
    ภาษาปัญจาบี                                           ภาษาอังกฤษ                            

    Bulla! ki jaana maen kaunN                     Bullah! to me, I am not known ?

    Na main momin vich maseetaan            I am not a believer inside the mosque      

    Na main vich kufar diyan reetaan            Nor a pagan disciple of false rites    

    Na main paakaan vich paleetaan            Not the pure amongst the impure      

    Na main andar ved kitaabaan,                 Not in the holy Vedas                              

    Na main rehnda bhang sharabaan          Nor in opium, neither in wine                     

    Na main rindaan mast kharaabaan         Not in the drunkard`s craze Niether awake   

    Na main shaadi na ghamnaaki                Not in happiness nor in sorrow                    

    Na main vich paleeti paaki                       Neither clean, nor a filthy mire                    

    Na main aabi na main khaki                    Not from water, nor from earth  

    Na main aatish na main paun                  Neither fire, nor from air,is my birth      

    Bullah!, ki jaana main kaun?                    Bullah! to me, I am not known?               

    Na main arabi na lahori                            Not an Arab, nor Lahori

    Na main hindi shehar nagauri                  Neither Hindi, nor Nagauri                        
    Na hindu na turak peshauri                       Neither Hindu, nor Turk or Peshawa
    Na maen bhed mazhab da paaya           Secrets of religion, I have not known
    Ne maen aadam havva jaaya                  From Adam and Eve, I am not born
    Na maen apna naam karaaya                 I am not the name I assume
    Avval aakhir aap nu jaana                        I am the first, I am the last
    Na koi dooja hor pehchaana                    None other, have I ever known
    Main thon na koi hor siyaana                    Nor I am the wisest of them all
    Bulla Shah! khadda hai kaun                    Bullah Shah! Do I stand alone?
    Bulla, ki jaana maen kaun                         Bullah! to me, I am not known

    Na main moosa na pharaun.                    Neither Moses, nor the Pharaoh
    Na main jaagan na vich saun.                  Neither I am awake nor in a sleeping daze
    Na main aatish na main paun                  Neither fire, nor from air,is my birth
    Na main rehnda vich nadaun                    Nor do I live in Nadaun
    Na main baitthan na vich bhaun               Not in stillness, nor on the move
    Bulla Shah! khadda hai kaun                    Bullah Shah! Do I stand alone?
    Bulla, ki jaana maen kaun                         Bullah! to me, I am not known

     ความสุขกับการฟังเพลงนะคะ

        

     

     

    September 13

    เพลงรัก ๒: Maula Mere

    เพลงนี้เป็นเพลงรักที่ฟังแล้วได้อารมณ์สวยอีกเพลงหนึ่ง
    เป็นเพลงประกอบภาพยนต์เรือง Anwar เข้าฉายต้นปี 2007
    ชื่อเพลงว่า Maula Mere ซึ่งแปลว่า โอ้พระเจ้า (ทำไมช่างได้สร้างเธอได้งดงามเช่นนี้)
     
    ดนตรีของเพลงนี้พาเราไปยังอีกความรู้สึกทันที่ สวยงามและนิ่ง
    นั่งฟังได้ทั้งวัน ไม่รู้เบื่อจริงๆ ยิ่งฟัง ยิ่งงาม ยิ่งเห็นอารมณ์ละเมียดและอ่อนโยน
    เพลงนี้พอได้ยินครั้งแรกก็ตกหลุมรักอย่างจังทันที ทั้งดนตรี เสียงร้อง และเนื้อหา
     
    เพลงรักเพลงนี้พรรณนาถึงความงามของหญิงอันเป็นที่รัก ได้อย่างสวยงามและละเมียดที่สุด
    โดยเริ่มตั้งแต่ ดวงตา (aakein --อาเค) ว่าดวงตาของเธอนั้นช่างสวยงามและมีพลังอะไรเช่นนี้
    พลังแห่งดวงตาคู่นั้นทำให้เขาหลงรักเธออย่างมากมาย และเขาก็ไม่ขออะไรมากไปกว่า
    ได้เป็นผู้ที่อยู่ในดวงตาของเธอ เขายอมสยบต่อดวงตาคู่งามคู่นั้นอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ
     
    เส้นผม ดวงหน้า ท่าทาง การเยื้องย่าง ทุกกิริยาอาการของเธออันเป็นที่รักนั้น
    ล้วนแต่สวยงาม และอ่อนหวาน และจะขออยู่ในปริมณฑลแห่งรักของเธอนั้นตลอดไป
    นอกจากนี้แม้แต่คำพูด (batein --บาเต) ทุกคำที่เอ่ยออกมายังสวยงามหาที่เปรียบไม่ได้
    โดยที่คำพูดที่เอ่ยออกมานั้นไม่ใช่แค่ความหวานของภาษาเท่านั้น
    หากแต่รวมไปถึง ความคิดความอ่านด้วย  เพลงเฉียบมาก
     
    เราหลงรักเพลงนี้จริงๆ ให้ดิ้นตายซิเอ๊า...
     
    ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งที่ฟังเพลงนี้ โดยเฉพาะเนื้อหา ก็ทำให้เรารู้สึกว่า
    เราเหมือนเป็นทั้งโลกของใครคนหนึ่ง ยิ่งถ้าเรารักเขาด้วยแล้วเนี่ย
    มันจะทำให้เรารู้สึกว่าทั้งหัวใจและทั้งตัวของเรานั้น มันเต็มอิ่มและชื่นใจไปหมด
    มันพองตัวไปหมด เราจะรู้สึกตัวโตจัง และถ้ารักกันก็จะผลัดกันรู้สึกตัวเล็กและตัวโต
     
    ในขณะเดียวกัน เราก็รู้สึกว่า ทำไมผู้ชายคนหนึ่งถึงรักผู้หญิงคนหนึ่งได้มากถึงเพียงนี้
    ตอนแรกก็นึกว่าไปว่า หรือจะเป็นเพียงแค่ความหลงใหลเท่านั้น แต่พอฟังเรื่อยๆ ถึงเข้าใจว่า
    มันไม่ได้มองแค่ผัสสะและสิ่งที่ต้องตาภายนอกเท่านั้น แต่มองไปถึงข้างใน
    ข้างในคืออะไร คือทั้งจิตใจที่ดีงาม และความคิดอ่าน ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้รวมกันทั้งหมด
    ก็พอจะมองได้ว่าคงเป็นความที่รักจริงแท้ทีเดียว พอเป็นอย่างนี้
     
    ก็ทำให้กลับมามองว่าผู้หญิงคงต้องพัฒนาความงามทั้งภายในและภายนอกไปด้วย
    ไม่ใช่ว่าเอาใจใส่แต่สิ่งผิวเผินที่อยู่ภายนอก แต่ละเลยสิ่งที่สำคัญที่สุด
    เมื่อเวลาผ่านไปถึงจุดหนึ่งความงามภายนอกนั้นจะเสื่อมลง แต่ความงามภายในนั้นไม่มีวันเสื่อม
    มันกลับจะงดงามมากขึ้น เมื่อข้างในงามจะทำให้เราสามารถที่จะอภิเชษฐ์ความงาม
    ที่เกิดจากการกระทำของเวลา เราจะชื่นชมกับความงามที่เกิดขึ้นตามอายุ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่
    ความงามมันก็มีไปตามช่วงอายุนั้น อยู่ที่ว่าเราจะพัฒนาจิตใจเราไปให้ถึงตรงนั้นได้อย่างไร
     
    แล้วผู้ชายล่ะ เราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากเขา
     
    เราเรียนรู้ว่า ในขณะที่มีความแข็งแกร่งเป็นเกราะ แต่จริงๆแล้ว ผู้ชายน่ะอ่อนไหวมาก
    ผู้ชายก็มีความละเอียดอ่อน ละเมียด ละมุน ได้เหมือนกัน
    ผู้ชายก็มีความรู้สึกรัก ผิดหวัง เศร้า สับสน และอ่อนแอเป็นเหมือนกัน
    เจ็บเป็น ร้องไห้เป็น แต่อย่าให้เขาได้เจ็บเชียว เพราะถ้าเจ็บมันอยู่นาน
    เขาถูกสังคมสอนมาให้เข้มแข็ง และไม่สามารถแสดงความรู้สึกได้
    ดังนั้นมันจึงอยู่นาน และฝังใจ และการเริ่มใหม่ของหนุ่มๆจึงช้ากว่าของสาวๆ
    เพราะผู้หญิงสามารถพูดถึงความรู้สึกได้อย่างอิสระ ในขณะที่ผู้ชายเขาต้องใช้เวลานาน
    สังคมกักขังความรู้สึกและการแสดงออกซึ่งความรู้สึกของเขาต่างหาก
     
    ลองสังเกตว่า กวีของแทบทุกชาติที่เขียนบทกวีได้กินใจลึกซึ้งนั้น
    ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย หาได้น้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลยที่จะเป็นผู้หญิง
     
    ลองหันกลับมาเข้าใจความรู้สึกของคนที่อยู่ข้างๆตัวคุณบ้างนะคะ
    ผู้ชายก็อ่อนไหวและอ่อนหวานเป็นเหมือนกันค่ะ โดยเฉพาะเวลาที่เจอคนที่เขารัก
    เขาจะหวานและไหวเป็นพิเศษเลยล่ะค่ะ
     
    เพิ่มความหวานในการฟังเพลง เพลงนี้มีคำที่เกี่ยวกับความรัก อยู่หลายคำเลยค่ะ
    ishq อิชก์ แปลว่า ความรัก     Mohabbat มุฮอบบัต แปลว่า ความรัก
    Dil   ดิล แปลว่า ใจ              Ashiq     อาชิค แปลว่า คนรัก (ใช้กับผู้ชาย)
    Hasein ฮะซีน แปลว่า งาม          
    มีความสุขกับการฟังเพลงนะคะ
     
     
        
     
     

    เพลงรัก Kora Kagaz กับ Amit Paul

     เพลงรักงามๆกับ"เสียงไข่มุก"
     
    วันนี้ไปเจอเพลงโปรดมา เป็นเพลงเก่าสมัยสามสิบปีที่แล้ว ฟังแล้วยังเพราะอยู่มาก ๆ ๆ
    เนื้อเพลงงามมาก และที่สำคัญเสียงนักร้องคนนี้เป็นเสียงที่คณะกรรมการเค้าเรียกว่า
    "เสียงไข่มุก" ภาษาฮินดีเรียกว่า "โมฏี กี อาวาซฺ" หาคนที่จะมีเสียงแบบนี้ได้น้อยมาก
    นั่นก็คือ เสียงใส และเสียงกังวาล สรุปแล้วเราว่าเพราะมาก
     
    นอกจากนี้ลีลาการร้องยังเยี่ยมมาก เขาเป็นม้ามืดการประกวดอินเดียน ไอดอล ครั้งนี้
    ยิ่งร้องยิ่งเห็นความสามารถ ร้องเพลงทุกประเภทได้เพราะมาก เราไปฟังมาล่ะ
    นักร้องคนนี้ชื่อ Amit Paul ลองไปฟังเขาร้องเพลงรักที่ว่าหวานได้หวานมาก
    ทอดเสียงได้อารมณ์เอาจนเราละลายไปหลายรอบ จริงๆ
     
    ตอนที่ทำให้อารมณ์เพลงบรรเจิดสุด คือ ตอนต้นเพลงเลย (และทั้งเพลงตอนทอดอารมณ์)
    ให้สังเกตตอนต้นที่ร้อง สองประโยคแรก ประโยคแรกยังเหมือนอ่านบทกวีเล็กๆ
    แต่พอร้องรวมกันเป็นประโยคเต็มขึ้นมา ทำเอาคนฮือฮากันทั้งฮอลล์ รวมทั้งตัวกรรมการด้วย
    แม้แต่เรายังรู้สึกว่า อะไรจะดึงอารมณ์และหยิบความรู้สึกเราไปจับวางได้อย่างนั้นนะ
    เรายังไปกะเขาด้วยเลย ฟังแล้วมันรู้สึกฟูฟ่องล่องลอยไปหมด เกือบลงดินบ่ได้
    ที่น่าสังเกตคือกรรมการคนที่ผมขาวและแก่ๆหน่อย ที่ชื่อ จาเวด อักตัล
    คนนี้เขาเป็นกวีชื่อดังที่สุดของอินเดียในยุคนี้และยังเป็นนักแต่งเพลงชั้นปรมาจารย์
    ยังเป็นนักร้องด้วยในบางครั้ง ท่านนี้ปกติจะไม่ชื่นชมใครง่ายๆ แต่คราวนี้ให้ดูท่าทาง
    และอารมณ์ที่เกิดในระหว่างการฟังเพลง ว่าผู้ร้องพาอารมณ์ผู้ฟังขึ้นไปได้ตั้งแต่ในช่วงประโยคแรกเลย
     ถ้าโหวดได้นี่นะ เราเทคะแนนให้ไปหมดแล้ว อิอิ
    ว่าไปแล้วก็มีเนื้อเพลงและคำแปลมาฝากแต่เป็นภาษาอังกฤษเน้อ
    เพราะถ้าให้แปลเป็นภาษาไทยเองรู้สึกว่าเราทำได้ไม่สวยอ่ะ
    อยากรู้ก็ถามเวลาออนไลน์แล้วกันนะ
     
    Kora Kagaz
     
    Hey Hey ........ha ha...hum....
     
    Kora Kagaz tha yeh mann mera, mera, mera
    likh liya naam iss pein tera, tera, tera 
     
    Kora Kagaz tha yeh mann mera
    Likh liya namm iss pein tera
     
    My mind was a blank paper;
    in which I wrote your name on it.


    Soona aangan tha jeevan mera
    Rach gayaa roop iss pein Tera
    My life was an empty courtyard,
    In which your love settled.
    Toot na jaaye sapne main darta hoon
    Nit din sapnon mein dekha karta hoon
    Naina kajaraare matavaare yeh ishaare
    I fear that my dreams will shatter.
    I see you every day in my dreams.

    These Kajal-filled eyes, these intoxicating glances.
     
    Khaali darpan tha jiwan mera
    Bas gayaa pyaar jiss mein teraa
      My mind was an empty mirror
    In which your love manifested

    Kora kaagaz tha yeh mann mera
    Likh iiya naam iss pe teraa
     ha ha ha ho ho ho
    (เพลงจบตรงนี้ในวิดีโอ จริงๆแล้วมีอีกยาวเหยียด)
    (courtesy www.bollywhat.com
        

    September 08

    เพื่อน สีชมพู หูฟัง กลิ่น และบ้านอีกหลังยังต่างแดน

     
    วันนี้เป็นวันที่อากาศดีอีกวันหนึ่ง 25  องศา และเป็นวันแรกที่ไม่ได้ใส่เสื้อกันหนาว และก็ไม่พกด้วย
    จึงทำตัวสบายที่สุดด้วยการลากเสื้อยืดสีเทาแขนสั้น ยีนส์ตัวเก่ง ขาดแล้วขาดอีก ปะแล้วปะอีก
    แต่ขอโทษ เพื่อให้เข้ากะความมันส์ในอารมณ์ เลยลากแตะคีบสีชมพูแปร๊ด บาดใจโจ๋มาจากกล่อง
    หลังจากที่เก็บไว้อย่างดีแบบไม่กล้าแตะเมื่อฤดูหนาวมากที่ผ่านมา เอามาใส่ อิอิ แล่มมเลย
    แต่กระนั้น ความมันส์ในอารมณ์มันกู่ไม่กลับซะแล้ว เลยคว้ากระเป๋าสะพายใบโตสีชมพู้ ชมพู มาสะพายด้วย
     
    ตอนแรกก็ว่าจะไม่แล้วนะ สีชมพูเนี่ย เพราะมันขัดกับบุคลิกของตัวเองอย่างแรง อย่าฮาดิ ....
    ก็ฉันมันออกจะห้าวหาญ ตัวอวบ แล้วสะพายสีชมพูเนี่ยนะ ขัดกันน่าดู จะวาง ๆไม่เอาก็หลายทีล่ะ
    แต่แล้วความคิดฉันมันก็ประหวัดไปถึงเพื่อนคนหนึ่ง เขาบอกว่า
     
    "อะไรก็ตามสีชมพูเนี่ยนะ ผมจะไม่ถือเด็ดขาด อายอ่ะ ยิ่งถ้าไปซื้อของแล้วเขาใส่ถุงสีชมพูให้นะ
    ผมขอเปลี่ยนเลย ถ้าเป็นแฟนก็จะไม่ถือให้เด็ดขาดเลยสีชมพูเนี่ย ถือเอง ไม่ถื้อ...ไม่ถือ..เด็ดขาด"
     
    ฉันคิดอยู่ในใจ เออ มีแฟนเมื่อไหร่ตรูจะคอยดู จะถือให้มะ ถ้าถือนะจะหัวเราะให้ฟันหักเลย
    ฉันละแอบฮา กับ "ไม่ถื้อ...ไม่ถือ...เด็ดขาด" ตอนคิดนี่ก็ยังฮา
     
    พอนึกถึงท่าทางของเขาฉันก็เปลี่ยนใจคว้ากระเป๋าสีชมพูใบโตออกมาใช้ทันที
    ด้วยความฮาและ ความมันส์ในอารมณ์ว่า ถ้าเพื่อนถือกระเป๋าและคีบแตะสีชมพูแปร๊ดเขาจะรู้สึกอย่างไร
    เขาจะยังเดินกะฉันไหมเนี่ย เพื่อนฉันคนนี้คงทำหน้าปูเลี่ยนๆแน่เลย ฮ่า ๆ ๆ
    เฮ้อ..นี่ขนาดอยู่ไกลกันคนละซีกโลกแล้วนะ ฉันทำเหมือนเพื่อนๆฉันทุกคนยังอยู่ใกล้ๆ ฉันทุกครั้งไป
    ฉันคิดถึงเพื่อนทุกๆคนจริงๆเลย และ บางครั้งแค่ได้คิดถึงเพื่อนๆก็รู้สึกเป็นสุขล่ะ
    ..............................................................
    เพราะมัวแต่คิดอยู่น่านแหละ ถือดีไม่ถือดีกระเป๋าสีชมพูเนี่ย มันทำให้ฉันต้องรีบตาเหลือก
    วิ่งออกไปขึ้นรถเมล์ที่ป้ายหน้าบ้าน และก็พลาดจนได้ รถเมล์ สาย 230 วิ่งผ่านหน้าฉันไปเรียบร้อย
    ฉันยังไม่ได้แม้แต่จะข้ามถนนเดินไปอีกฝากเลย โธ่ ...กรรมจริงๆ ยิ่งวันหยุดนี่ครึ่งช.ม.มาคันหนึ่ง
    ไม่เป็นไร มีเอ็มพีสามเฟร้ย ฆ่าเวลาได้ ....แต่พอเอามือล้วงกระเป๋าเท่านั้นแหละ .....กรรม
    ลืมเอาหูฟังมา แง ....ชีวิตฉันจะขาดหูฟัง เอ็มพีสามและ เสียงเพลงได้อย่างไร อี่ปี่ใคร่ไห้ใคร่หุยเป็นภาษาอิตาเลี่ยน
    ยืนแค้นใจอยู่เป็นนาน ลืมได้งัยฟระ ไม่น่ารีบจนลืมเลย
     
    แต่สักพัก คิดได้ว่า ช่างมันเถอะ ไม่เป็นไร
     
    ระหว่างที่นั่งรอรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์ ป้ายที่ 4
    ฉันได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง........
    เสียงลมพัด....เสียงนกร้อง...เสียงกระเบื้องตรงป้ายรถเมล์มันสั่น เพราะแรงลม ฉันรู้สึกแปลกๆ
    ฉันตั้งใจฟัง คราวนี้ฉันได้ยินเสียงนกร้อง หลายตัวเลย แต่ละตัวผลัดกันร้อง ผลัดกันรับ
    นกมีหลายประเภท เพราะเสียงร้องต่างกัน มันเหมือนกับว่า ฉันกำลังอยู่ในโรงละคร
    ที่มีมหาอุปรากรแสดงอยู่ แล้วนกเหล่านี้ก็เป็นผู้ขับร้องบทเพลงอันไพเราะนั้น ...มันช่างเพราะเสียนี่กระไร
     
    นานแค่ไหนแล้วที่ฉันไม่ได้ยินเสียงนกร้อง....เสียงลมพัด ....เสียงใบไม้ปลิวไปตามลม....
    เสียงลมหยอกล้อกับต้นไม้ที่กำลังผลิใบ เหมือนคู่รักที่ห่างหายกันไปนานและได้เวลากลับมาพบหน้าค่าตากันอีกครั้งหนึ่ง
    แล้วจู่ๆฉันก็รู้สึกว่ามันนิ่ง สงบ เงียบ ทั้งบรรยากาศ และความรู้สึก มันงดงามมาก..และมันทำให้ฉันยิ้มได้
    ยิ้มไปกับธรรมชาติรอบตัว  ยิ้มไปกับความอ่อนไหว ยิ้มไปกับทุกความเคลื่อนไหวที่ฉันสามารถสัมผัสและรู้สึกได้
    นี่แหละ คือเพลงที่ไพเราะที่สุดในโลก สำหรับฉัน ......
    นี่แหละกระมัง ที่เขาเรียกว่า เรียนรู้ที่จะฟังสรรพสำเนียงเสียงธรรมชาติ
    ฉันคิดไปถึงว่า การที่มีหูฟังเอ็มพีสามติดตัวมาตลอด มันทำให้ฉันขาด หู ที่จะได้ยินเสียงของความงามเหล่านี้
     
    วันนี้ เป็นวันที่ฉันได้ หู ของฉันกลับคืนมา
     
    ขณะที่กำลังละเลียดความคิดและดื่มด่ำกับเสียงแห่งความงามรอบๆตัว
    ทันใดนั้น ฉันต้องตกใจสุดตัวเมื่อมีเสียงดัง แสบแก้วหู
    และมีอำนาจทะลุทะลวงโสตประสาตระดับสูง ของไบค์ Harley Davidson
    ที่ฉันเคยชอบหนักหนาเอาการอยู่นั้นผ่านมา ความชอบที่เคยมีกับมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้
    แทบจะไร้ความหมาย และ หายไปในพริบตาทันที เพราะมันทำลายสมาธิ
    และความงามที่ฉันกำลังดื่มด่ำ ที่ฉันเพิ่งจะจูนคลื่นติดกับธรรมชาติ
    ทำเอาการฟังโอเปร่าเสียงนกร้องของฉันพังทะลายหายไปในพริบตา
    ฉันนึกอย่างแช่งชักหักระดูกไอ้คนขับชอปเปอร์คันนี้มันจริงๆ กรรม....จริงๆ
     
    แต่ฉันก็คิดได้ว่า เออข้อดีของการที่มันโผล่มาตอนนี้ก็ดีเหมือนกันนะ
    ความรู้สึก ความเร็ว ความแรงที่เราได้ยินบ่อยๆทุกวัน มันเป็นความสัมพัทธ์
    ยิ่งฟังแรง ยิ่งเร่งความเร็ว เราจะชินกับสิ่งนั้น ๆ แล้วทำให้ต้องหาสิ่งที่เร็วกว่า และแรงขึ้น
    และวันนี้สิ่งที่ฉันเคยชอบ ฉันกลับจะแช่งชักหักกระดูก เพราะมันแรงเกิน และเร็วเกิน
    แล้วพอฉันนั่งฟังเสียงธรรมชาติ เห็นความละเมียด นุ่มนวล พริ้วไหว
    วันหนึ่งฉันก็คงจะชินกับมันขึ้นมา และก็คงจะแสวงหาสิ่งที่ละมุนละเมียด มากยิ่งขึ้นไป
    และในความช้า แช่มช้อย นั้นก็คงจะมีระดับความนิ่งอยู่ และเป็นความงามสูงสุด ใช่หรือไม่หนอ
     ........................................
    มีคนบอกไว้ว่า Love cannot be defined if you live it. ฉันเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้  
    มีคนเคยถามฉันว่า ฉันรักเมืองนี้ตรงไหน ฉันตอบเขาไม่ได้ว่าทำไมนะ ฉันถึงรักเมืองนี้
    แต่วันหนึ่งฉันพบว่า ฉันรักเมืองนี้มากจริงๆ และมันไม่ใช่แค่ความรู้สึกสวยงามเท่านั้นทีมีกะเมืองนี้
    หากแต่มันเป็นสิ่งที่เรียกว่า .....การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้ และต้องจูนคลื่นให้ติดกับคนเมืองนี้
     
    ฉันไม่รู้ว่าการจูนคลื่นจะนิยามได้ดีไปกว่านี้ได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ฉันขอใช้คำว่า
    กลิ่นหอมของเมืองนี้... บ้าไหมเนี่ย... จำได้แม้กระทั่งกลิ่น....
     
    ไม่ว่าจะเป็น กลิ่นฤดูใบไม้ผลิ กลิ่นฤดูวิ่งการกุศลช่วยเหลือมูลนิธิโรคหัวใจและโรคมะเร็ง
    กลิ่นของชาในงาน ดื่มชาเพื่อช่วยสบทบทุนงานวิจัยมะเร็งเต้านม
    กลิ่นงานเกษตร กลิ่นฤดูกุหลาบบาน กลิ่นฤดูใบไม้ร่วง กลิ่นฤดูฝนที่มาแบบซู่เดียวแล้วหาย
    กลิ่นความแล้ง กลิ่นของความร้อน กลิ่นของลมหนาว กลิ่นของดินและเสียงหัวเราะของเด็กๆ
    ในวันปลูกต้นไม้ที่ทุกคนร่วมกันปลูกต้นไม้ กลิ่นของความคึกคักของคนหน้าร้านกาแฟยามเช้า
    กลิ่นของความมีชีวิตชีวาในเมืองเล็กๆแห่งนี้ ที่ ๆ ฉันมีความรู้สึกร่วมในหลายๆด้าน
     
    อะดิเลดด์เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนบ้าน
    อาจจะเป็นเพราะสี่ปีที่ผ่านมาฉันไม่ได้แค่เรียน หรือเที่ยว
    แต่ฉันใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาคน วิถีชีวิต ความคิดของคน
    ทั้งชาวเมืองและชาวบ้าน รวมทั้งใช้เวลาทำกิจกรรมกับชุมชน
    โดยมีส่วนร่วมในชุมชนบ่อยๆ ทั้งการเป็นตัวแทนจากชุมชนที่ฉันอยู่
    เข้าวิจารณ์แปลนก่อสร้างของเขต  เข้าร่วมอะไรต่อมิอะไรหลายๆอย่าง
    ที่ทำให้คนในชุมชนจำฉันได้ และระลึกถึงกันเสมอ ด้วยการ "ทำขนม"
    มาให้เด็กผู้หญิงที่ไกลบ้านอย่างฉันอยู่เสมอๆ "the girl away from home"
     ฉันซาบซึ้งกับน้ำใจ และความเป็นมิตร ของคนเมืองนี้ที่มีให้กับฉันเป็นอย่างมาก
     
    นี่คือบ้านอีกหลังหนึ่งของฉัน ที่ๆฉันแชร์ความรู้สึก ความคิดร่วม ไปพร้อมๆกับชาวบ้านที่นี
    ฉันคิดว่า หากฉันรู้สึกกับสถานที่แห่งนี้ได้เหมือนกับที่ ๆ ฉันจากมา
    ฉันก็สามารถ เรียก ที่แห่งนี้ว่า "บ้าน" ได้ไม่ใช่หรือ
     ฉันคิดไปว่า วันหนึ่งถ้าฉันกลับไป "บ้าน" หลังจากที่จบแล้ว
    ฉันคงจะถวิลหา "บ้าน"หลังนี้น่าดู บ้านหลังที่เป็นแหล่งฟูมฟักความคิด ความอ่านของฉัน 
     
    วันนี้ฉันปล่อยความคิดล่องลอยน่าดู มองดูคนเดินผ่านฉันไปคู่แล้วคู่เล่า จูงมือกันเดินด้วยนะ บรรยากาศก็เป็นใจ
    ฉันเริ่มรู้สึกอิจฉา...ตาร้อนขึ้นมาทันที...เริ่มมองหาทำไมรถเมล์ไม่มาสักทีฟระ มาซะทีเด่ะ
    และแล้วเหมือนพระเจ้าจะเข้าข้าง มาทันที
     
    สาย 230 ขึ้นป้ายสี่ ไปตลาดค่ะ
     
    August 15

    เรื่อยเปื่อย

    What is natural?
     
    เมื่อวานมีเรียนและในห้องก็ถกกันหลายๆเรื่อง มีอยู่คนหนึ่งให้เหตุผลต่อคำถามบางข้อว่า
     "ก็เพราะมันเป็นธรรมชาติและเป็นความเท่าเทียมกัน - Its natural and its equality to all".
     
    อาจารย์ก็เปรยมาอยู่สองประโยคว่า ....
    What is the meaning of nature and natural?
    and does natural always means equality?
     
    พูดเสร็จอาจารย์ก็ยกตัวอย่างว่า
     
    ในธรรมชาตินั้น ความเท่าเทียมกันหรือความเท่ากันนั้นไม่มี
    เพราะคนเรามีความต้องการต่างกันฉันใด ธรรมชาติ ต้นไม้ ก็มีความต้องการน้ำต่างกันฉันนั้น
     ต้นไม้บางต้นต้องการน้ำมาก บางต้นต้องการน้ำน้อย ต้นไม้ทุกต้นไม่เหมือนกัน
    เช่นเดียวกับความพอเพียงของคนๆหนึ่ง ไม่ใช่ความพอเพียงของอีกคนหนึ่ง
    ดังนั้นโดย"ธรรมชาติ"ของธรรมชาติแล้ว ไม่มีความเท่าเทียมหรอก มีแต่ความแตกต่าง
     
    นี่คือสรุปคำพูดของโปรเฟสเซอร์มา แต่ตอนที่ท่านพูดเป็นภาษาอังกฤษนั้นมันเพราะมาก
    มันเห็นภาพซะทะลุเลย มันเห็นไปถึงกระทั่งว่านี่หล่ะคือคนที่จะเป็นผู้สอน
     
    เพราะมันมาจากประสบการณ์ ความคิด ไม่ใช่สักแต่ว่ามานั่งสอนโดยการท่องตำรา
     
    เมื่อไหร่ เราจะคิดได้แบบนี้เนี่ย สงสัยอยู่นิ ว่าจะมีวันนั้นไหมเนี่ย อิอิ
     ..........................................
    7 กันยายน ๕๐
     
    คำว่า "ธรรมชาติ" เป็นประเด็นต่อมาอีกหลายๆวัน ให้ได้ขบคิด
     
    จนกระทั่ง วันหนึ่ง นั่งกินกาแฟอยู่ในครัวขนาดมินิ ที่ภาควิชา ลิง ( มาจาก linguistics อิอิ)
    ที่ ๆ ทุก ๆ คนจะชอบแอบมาใช้เวลาถกอะไร ต่อมิอะไรกันเยอะแยะไปหมด
    นำทีมการแอบลักลอบใช้เวลา โดยเราเอง อิอิ
    โดยการใช้กลิ่นกาแฟจากเครื่องต้มกาแฟ ดึงจมูกคนในภาคมารวมตัวกัน
     
    ........โอม จงมา จงมา ด้วยกลิ่นกาแฟ ยามบ่าย .............
    .............จงมารวมตัวกันโดยพลัน โอม เพี้ยง............
     
    และแล้วทั้งอาจารย์และนักศึกษา ก็ตามกลิ่นกาแฟ Italian Espresso ของเรามากัน
    แต่ไม่ลืมอาวุธ คือแก้วกาแฟ หิ้วมาคนละใบ พร้อมขนมประดามี
     
    อิอิ สนุกจะตาย แกล้งคนเนี่ย ชอบมาก
     
    พออาจารย์มาก็จะร่วมแจมการถกด้วยทุกครั้ง อย่างออกรส
    การเรียนรู้มันจึงเกิด เกิดจากการแลกเปลี่ยนความคิดและบทสนทนา
    ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ชวนให้นำกลับไปคิดต่อเป็นอย่างยิ่ง
     
    ........นี่มันเสพติด การถก หรือ กาแฟ กันแน่เนี่ย .......
     
     วันนั้นเป็นวันที่เราถกกันนอกรอบ 
    เราก็เลยเอาเรื่องมาเล่าให้ ผีกาแฟและความคิด ทั้งหลายฟังอยู่สองเรื่อง
    เรื่องลูกแฝดกับวัฒนธรรมอ่าข่า
    และการทำงานของคุณไกรสิทธิ สิทธิโชดก ประธานสมาคมอ่าข่าเชียงราย
    กับอีกเรื่องคือ เรื่องลูกวัวที่เกิดมาผิดปกติ เช่นมีสามขา แล้วคนไปกราบไหว้
     
    เอาเรื่องแรกก่อนนะ (บอกใครเนี่ย ...บอกตัวเอง อิ อิ)
    เท่าที่จำได้จากการสนทนากับคุณไกรสิทธิ ได้รับความรู้ว่า
    ลูกแฝด ตามความคิดความเชื่อเดิมนั้น
    คุณไกรสิทธิ ให้เหตุผลว่า เป็นการเกิดที่ไม่เป็นธรรมชาติของมนุษย์
    ซึ่งสัตว์เท่านั้นที่จะมีการเกิดในลักษณะนี้
    ตอนนี้คุณไกรสิทธิรณรงค์เรื่อง ลูกแฝดเป็นสิ่งธรรมชาติ และเป็นสิ่งที่ดี
    และรณรงค์ไปได้ไกลมาก แบบชนิดประสพผลสำเร็จดีทีเดียว
     
    เรื่องที่สอง: คือว่าอ่านข่าวเจอเรื่องลูกวัวสามขา และ
    อื่นๆที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกับวัวผิดปกติ เช่นต้นไม้ผิดปกติ
    ไก่สองหัว และเฒ่าหัวงูเงี้ยะ (อิอิ อันหลังล้อเล่นคร่า)
    แล้วคนไทยก็กราบไหว้ ขอหวย กันอีก
     
    เรื่องที่สองตอนเล่าก็ฮา ทำเอาชาวประเทศอื่นๆที่คุยด้วย ฮา
    พร้อมกับขุดเรื่องประเทศตัวเองมาเล่า และแลกเปลี่ยนความรู้กัน
    สนุกมาก พอฮากันเสร็จ ...ก็ทำให้ได้คิด ......ว่า
     
    แล้วที่ "ผิดปกติ" นั่นนะ ธรรมชาติไหม
    ตรงไหนคือ จุดแบ่งระหว่าง ธรรมชาติ กับความ"ผิดปกติ" หรือ
    ความไม่เป็นธรรมชาติ ในความคิดของมนุษย์ 
     
    ทำให้ทุกคนในที่นั้นคิดว่า คำว่า "ธรรมชาติ" หรือ "ผิดปกติ" นั้น
    มันเป็นสิ่งที่แล้วแต่วัฒนธรรมใดๆ จะมองเห็น และ นิยามความหมายตามความเข้าใจ
    นอกจากนี้ ธรรมชาติตามความหมายที่ก่อเกิดในแต่ละวัฒนธรรมนั้น ยังเปลี่ยนแปลงได้
    ดังในกรณีการปรับเปลี่ยนความหมายของ ธรรมชาติ ในวัฒนธรรมอ่าข่านี้
    ธรรมชาติ ในความหมายทางสังคมสามารถปรับเปลี่ยนเลื่อนไหลได้
    โดยมีตัวแปรหลักคือ เวลา และ สถานการณ์
     
    แต่อย่างไรก็ตาม........
     
    ทำให้คิดต่อไปได้ว่า แล้วธรรมชาติอย่างนี้น่ะ
    มันเป็น "ธรรมชาติ" จริงๆ หรือ
     
    ถ้าคิดบนฐานของ ความเปลี่ยนแปลง ความไม่เที่ยง
    นั่นก็คือ ลักษณะหนึ่งของ"ธรรมชาติ" ที่เผยตัวเองให้เห็น
     
    hang on.... เอ๊ะ....เดี๋ยวก่อน
     
    "ธรรมชาติ"เผยตัวเองให้เห็น หรือ
    เราละเอียดพอรับรู้แง่มุมนี้ของ "ธรรมชาติ"ได้กันแน่นะ
     
    "ธรรมชาติ" จะเผยตัว หรือ เราเผยตัวเองต่อธรรมชาติกันแน่นะ หรือว่า
    เรารับรู้ความละเอียดและซับซ้อนของธรรมชาติได้กันแน่นะ
     
    วันนั้นที่ประชุม คอกาแฟเฉพาะกิจ ไม่ได้สรุปอะไร
    แต่เรารู้สึกว่า.....
     
    คำว่า"ธรรมชาติ" นั้น มีสามประการที่โผล่มาให้ขบคิด (แทะเล่นได้ไหมนี่)
    (อาจจะมีมากกว่าสาม แต่ตอนนี้รู้แค่นี้แระ อิ อิ)
     
    หนึ่งคือ ธรรมชาติอย่างที่มันเป็นในคำว่า "ธรรม" กับ "ชาติ"
    ถ้าเข้าใจ มันก็คือ "มันเป็นเช่นนั้นแล" และ มันมีทุกด้าน
    ครอบคลุมทั้งหมดทั้งด้านดี และด้านเสีย
     
    สอง คำว่า "ธรรมชาติ" มนุษย์วัฒธรรม มักจะเอาไปผูกกับสิ่งที่มีความหมายในเชิงบวกเสมอ
    ส่วนที่เป็นความหมายในเชิงลบ มักจะเป็น "ผิดปกติ"
    และถูกกันให้ออกไปจากความหมายของ "ธรรมชาติ"
    ความหมายของคำว่า "ธรรมชาติ" ของมนุษย์วัฒนธรรมมักจะ
    ไม่ผูดติดกับสิ่งที่ ไม่สมบูรณ์ ไม่งาม ไม่บริสุทธิ์ จะถูกตีกรอบไว้ที่ เช่น ความดีงาม
    ความบริสุทธิ์ ความใส ความสะอาด แต่เพียงด้านเดียว เอาง่าย ๆ เช่น
    สบู่หอมธรรมชาติ (ดีเนอะ ให้ความรู้สึกดี) แล้ว สบู่เหม็นธรรมชาติมีไหม
     
    ถ้าให้ครูภาษาไทยอธิบายให้เด็กฝรั่งเรียนภาษาไทยฟัง ครูจะตอบว่า
    "ไม่ได้นะคะ เราไม่ใช้คำว่าเหม็นแบบธรรมชาตินะคะ"
    "คำว่า ธรรมชาติ เราสงวนไว้กับคำที่มีความหมายดีๆค่ะ"
     
    ถ้านักเรียนเฮ้ว ลึ๊ก และห้าว อย่างเราก็จะสรุปว่า
     
    "อ้อ...มันบ่ไปโตยกันน่อครูน่อ...มันไปคนละตาง
    อันหนึ่งไปเมืองเจงแสน อันหนึ่งไป กรุงเต๊บ"
     
    เอาแฮ๋มน่อ...
     
    สาวนี่งามและสวยแบบธรรมชาติ (สวยใส ไร้ที่ติ คำและความรู้สึกที่เป็นบวก เท มากระหน่ำ)
    แล้ว สาวนี่งามและสวยแบบไม่ธรรมชาติ (ไม่ดีทันทีเลย เห็นมะ)
    หนุ่มนี่น่าเกลียดแบบธรรมชาติ (ไม่เคยได้ยินอ่ะ)
    ร้านธรรมชาติ (จำได้ว่าที่เชียงใหม่มีอยู่ร้านหนึ่งหลังมอ)
    แล้ว "ร้านไม่ธรรมชาติ" จะมีคนเข้าไหม
    ไหนจะบรรดาคำ ต่างๆ เช่น หล่อแบบธรรมชาติลงโทษ สวยแบบธรรมชาติไม่ปรานี
     คนดี คือคนที่เป็นธรรมชาติ คนไม่ดีมันไม่เป็นธรรมชาติ
    น้ำในอ่างน้ำ ไหลวนลงด้านไหน คำตอบลงตามเข็มนาฬืกา
    แต่ถ้าลงทวนเข็มนาฬิกาล่ะ ไม่เป็นธรรมชาติ แต่ขอโทษนะ
    ที่ซีกโลกใต้เนี่ย ความเป็นธรรมชาติมันไหลวนทวนเข็มนาฬิกาลงท่อ นะเคอะ
    อีกอัน ฝืนธรรมชาติ !!!! คิดออกแค่เนี้ยะล่ะ
    และ .....
    สาม ถ้าหากคำว่า ธรรมชาติ และขอบเขตความหมายของมัน
    สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในวัฒนธรรมหนึ่ง ๆ เมื่อถึง"ที่สุด"
    ดังในตัวอย่างสองเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น
    การถอนรากทางความคิดของวัฒนธรรมก็เป็นไปได้ เช่นกัน
    ขึ้นอยู่กับว่า จะถอนแบบใด แบบแบ๊คโฮ แบบค่อยๆใช้มือถอน
    หรือแบบให้มันค่อยๆสลายไปเอง แบบเจ็บปวดน้อยที่สุด
    คนที่จะทำได้ ต้องเข้าใจพลวัตรทางวัฒนธรรม และถึงที่สุด
    ต้องเข้าใจคน และ"ธรรมชาติ" ของคน
    ที่ยังต้องการแหล่งพึ่งพิงทางสังคมและวัฒนธรรม
     
    จบดื้อๆ....เพราะหมดพุงล่ะ ....
     
     ไปละ ขอลาไปมีความสุขแบบธรรมชาติก่อน (ทั้งดีและไม่ดี)
    เรื่อยเปื่อยมามากพอล่ะ สนุกดีเนอะ คิดเรื่อยเปื่อยนี่น่ะ .....ท่าจะบ้า.....อิ อิ
     
     
    August 08

    ร้านหนังสือเก่า ความคิด วัฒนธรรมใช้แล้วทิ้ง และชื่อ

    เมื่อวันเสาร์มีโอกาสไปร้านหนังสือเก่า ไปเจอวารสาร NewScientist ฉบับไม่เก่าเท่าไหร่นัก แต่ว่าเนื้อหาข้างในสุดยอดมาก ก็เลยลงทุนกว้านมาหลายฉบับ เอามานั่งอ่านทั้งคืน แล้วก็กลับไปคิดอยู่หลายวัน ในบทความเหล่านั้นมีคำกล่าวของนักวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยค่อนข้างที่จะโดนใจอยู่เยอะ ก็เลยจะยกบางอันมาแปะไว้ให้คิดต่อไป
     
    Ed Stone นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ (astrophysicist) จาก California Institute of Technology in Pasadena ได้พูดถึงการวิจัยและการหาความรู้ทางฟิสิกส์ว่า ทุกครั้งที่คิดหรือค้นพบสิ่งใหม่ได้ หรือไปถึงจุดสำคัญในการค้นพบ และเราคิดว่าเรามั่นใจในทฤษฎีและการค้นพบนั้นๆ ธรรมชาติมักจะทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งที่เราคิดมาเป็นอย่างดีและรอบคอบนั้นยังง่ายเกินไป ธรรมชาตินั้นซับซ้อนมากและสร้างสรรค์กว่าความคิดของมนุษย์ Ed Stone กล่าวไว้อย่างนี้ว่า
     
    " Everytime we have gone to a new region, we've had ideas and usually they were much too simple. Nature is much more inventive than the human mind."
     จาก NewScientist, เรื่อง Don't Stop till You Get to the Fluff, 6 January 2007, pp. 26-30
     
    อีกอันหนึ่งก็น่าสนใจ เป็นส่วนที่พูดถึงวัฒนธรรมใช้แล้วทิ้ง (throwaway culture) ว่า คนเราขาดความผูกพันกับสิ่งของ ซึ่งต่างจากอดีตทำให้เราทิ้งสิ่งของกันได้ง่ายๆแบบไม่รู้สึกอะไรเลย Jonathan Chapman กล่าวไว้ว่า
     
    " ...[I'm] fascinated by our relationships with objects and how these changes or fail....For most of human history we had an intimate relationships with objects we used or treasure. Often we made them ourselves or family members passed them on to us. For more specialists objects, we relied on expert manufacturers living close by whom we would know personally. All this gave objects a history - a "narrative" and an emotional connection that today's masses produced goods cannot possibly match. No wonder we're dissatisfied".
     ท่อนนี้มาจากบทความของ Ed Douglas เรื่อง Better by Design, NewScientist, pp. 31-35, 6 January, 2007.
     
    ท่อนนี้ทำให้นึกถึงการที่คนเราตั้งชื่อให้กับสิ่งของเพื่อเป็นการสร้างความผูกพันกับสิ่งของนั้นๆโดยไม่รู้ตัว มีเพื่อนคนหนึ่งตั้งชื่อกล้องที่เพิ่งถอยมาใหม่ว่า เฮเลน อีกคนตั้งชื่อรถว่า ข้าวหลาม และ แบดบอย นอกจากนี้ยังทำให้คิดต่อไปอีกว่า สิ่งเหล่านี้วันหนึ่งถ้าขายไป หรือชำรุดจนใช้การไม่ได้ เพื่อนๆจะรู้สึกกันยังงัย คงตัดใจลำบากพิลึก เพราะมันผูกพันกันไปแล้ว 
     
    จากตรงนี้ยังทำให้นึกถึงเอกสารงานวิจัยระดับป.เอกของสาขาภาษาศาสตร์ที่เคยอ่านมานานหลายเดือนได้ เรื่องการตั้งชื่อของสัตว์ในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ว่า ทำไมห้องทดลองบางแห่งที่ใช้สัตว์ในการทดลองจึงตั้งชื่อ และบางแห่งก็ไม่ตั้งชื่อ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า เหตุผลหลักก็คือถ้าสัตว์ถูกนำมาผ่าตัดหรือถูกทำให้ตายด้วยวิธีใดๆก็ตาม ก็มักจะไม่ตั้งชื่อเพื่อเป็นการป้องกันความผูกพันและความเสียใจที่จะเกิดขึ้นระหว่างผู้วิจัยกับสัตว์ทดลอง หากแต่ว่าจะมีการใช้รหัสตัวเลขเป็นตัวแทนของสัตว์แต่ละตัว หากสัตว์นั้นนำมาทดลองเพื่อผลวิจัยทางด้านการเรียนรู้ทางพฤติกรรมหรืออื่นๆ ที่ไม่มีการทำลายชีวิต ส่วนใหญ่ก็จะมีการตั้งชื่อ ที่แตกต่างกันไป เสียดายที่จำไม่ได้ว่าเก็บเอกสารไว้ตรงไหน ไว้หาได้เมื่อไร่ก็จะมาแปะอีกทีละกัน
     
    ชื่อนั้นสำคัญฉะนี้หนอ ความผูกพันนั่นเอง เอ๊ะแล้วชื่อเล่นที่บรรดาแฟนานุแฟนตั้งให้กันแบบน่ารักๆนั่นน่ะ จะรวมไว้ในประเภทนี้ได้ไหมเนี่ย รึจะไม่รวมดีเนี่ย อิอิ 
    วันนี้เรื่อยเปื่อยมามากพอแร้วววว ไปดีก่า
     
    August 05

    แม่ของฉัน

    แม่ของฉัน แม่ของเรา กับวันแม่ทุกๆวัน
     
    ตอนที่หนึ่ง: ความอารมณ์ดีของแม่
    บ้านฉันมักจะมีเพลงประจำบ้านในหลายๆโอกาศ ส่วนใหญ่เพลงประจำบ้านมักจะมาจากแม่
    แม่จะมีอะไรที่น่าทึ่งให้ฉันได้ยิ้ม และหัวเราะจนฟันแทบร่วงทู๊กทีสิน่า
    เพลงของแม่มักจะพร้อมกับท่าเต้นเสมอ จนเราต้องยกให้แม่เป็นแดนเซอร์ประจำบ้าน
     
    พอได้ยินเสียงเพลงอินเดียบรรเลง เธอเริ่มขยับตัวยึกยักๆ พอได้ที่ก็ร้องคลอตาม
    พอเริ่มมันในอารมณ์เธอเริ่มหาเสาบ้าน วิ่งไปวิ่งมาจากเสาต้นหนึ่งไปยังเสาอีกต้นหนึ่ง
    พอถามว่าแม่ทำไรอ่ะวิ่งไปวิ่งมา คำตอบของแม่ทำให้ฉันฮาแทบตกเก้าอี้ น้ำหูน้ำตาเล็ด
    แม่ตอบว่า "ทำไมไม่รู้อะไรเลยยะ ก็ทำตัวเป็นนางเอกหนังอินเดียไงล่ะ...."
    ตอบเสร็จเธอก็ร้องเพลงต่ออีก แถมหันมาบอกด้วยแววตาแสดงความเสียดายว่า.....
    "วิ่งอยู่ในบ้านไม่มันส์เลยอ่ะ มันแคบ ถ้าได้สนามหญ้าหรือเนินเขาแบบหนังอินเดียก็จะม่วนแฮ๋มหน้อย..."
    ฉันนั่งทำงานแทบไม่ได้ หัวเราะลั่นเต็มบ้านกับความมันในอารมณ์ของแม่
    บอกแม่ไปว่า "ให้พ่อพาไปก่ะที่สวนจริญอ่ะ ที่โปรดบ่ใจ้ก่ะแม่"
    พ่อที่นอนดูทีวีอยู่ห่างๆ กลัวได้เป็นพระเอกมิวสิกของแม่ เพราะเหนื่อยกะการวิ่ง รีบตอบเลยว่า
    "พ่อไม่วิ่งนะ ปล่อยแม่วิ่งคนเดียว พ่อจะรอรับอยู่ที่เนินข้างล่างนะ เผื่อแม่จะเปลี่ยนใจกลิ้งลงมา"
    พ่อตอบได้ฮามาก ทำเอาซะฉันเริ่มปิดตำราที่อ่านอยู่หันมาหัวเราะแบบจริงๆจัง
    แม่สวนมาอีก "แม่น่ะไม่อ้วนหรอก เค้าเรียกว่า อวบระยะสุดท้ายย่ะ" ตอบเสร็จก็ฮัมเพลงวิ่งต่ออีก
    พ่อตอบกลับ "เบาๆหน่อยแม่ แก่แล้วนะ เดี่ยวจะเป็นลมเป็นฝนไป"
    แม่ตอบ "แทงคิ้วหลายที่เป็นห่วง แต่ พี่ไม่ยอมแก่หรอกน้องเอ้ย....แค่อายุสามสิบเอง ที่เหลือฝากลืมไว้ที่ธนาคาร"
    พูดจบปั๊บแม่เปลี่ยนเพลง เป็น "สามสิบยังแจ๋ว.... แจ๋วซะจนน่าจีบ..."
    เป็นงัยล่ะกับวาทะประจำตัวของแม่ฉัน พี่ไม่ยอมแก่หรอกน้องเอ้ยยยย
    อาการนางเอกหนังอินเดียของแม่นี้เกิดได้ทุกที่ไม่จำกัดเวลาและสถานที่
    บางทีในร้านเราอ่ะแหล่ะ วิ่งวนซะรอบร้านจากราวหนึ่งไปราวหนึ่ง
    ส่วนใหญ่จะเกิดยามที่แม่อารมณ์ดี และแล้วเราก็มีหลักฐานให้เห็น
    (แม่จ๋า เจ้าวีณามันแอบถ่ายรูปแม่ยามอารมณ์นางเอกอ่ะ)
     
    สาบานให้ก็ได้ว่า นั่นน่ะแม่ของฉัน แม่ของลูกๆเจ็ดคน สาวหก หนึ่งหนุ่ม
    แม่ฉันเป็นคนอารมณ์ดีมาก ถึงมากที่สุด ตั้งแต่ลืมตาตื่นจนถึงเวลานอน
    แม่จะตื่นแล้วเตรียมพร้อมก่อนเสมอ ไม่มีใครเคยทันแม่สักคน
    ใครในบ้านที่ยังไม่ตื่น ก็จะได้ยินหม่อมแม่อินคอนเสริต์ ร้องเพลงแต่เช้า
    เริ่มจาก "ตื่นเถิดวัวควายอย่ามัวหลับใหลลุ่มหลง.......ชาติจะ...."
    ตามด้วย "ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย........"
    ตามด้วยเสียงประกาศผ่านก้องเอิ้นกะลามังสเตนเลสตราหัวม้าลายย
    "โปรดแซบบบบ ขณะนี้เวลา หกนาฬิกา หมูๆทั้งหลายกรุณาตื่นได้แล้ว ...."
    หากยังไม่มีใครขยับก็จะเจอไม้เด็ดของนักกีฬากระโดดน้ำ
    แม่มาประชิดถึงห้อง แล้วประกาศว่า "ขณะนี้นักกีฬากระโดดน้ำหมายเลข 75 กำลังจะกระโดดลงบนที่นอนแล้ว"
    75 นั่นน่ะ น้ำหนักของแม่ ซึ่งทำเอาบรรดาลูกๆตัวเล็กๆ (สมัยนู้น)
    ที่แชร์เตียงขนาดใหญ่ต้องเด้งหลบให้นักกีฬาเป็นแถว เพราะกลัวแบน อิ อิ
    เป็นอันว่าจบกระบวนการการปลุกเวลาแม่อารมณ์ดี
     
    ทุกเย็นที่บ้านเราจะกินข้าวพร้อมกัน ดูทีวีกันพร้อมหน้าดูข่าว ดูละครไปฮาไป
    จากนั่งดูก็จะกลายเป็นเลื้อย วิธีเลื้อยของแม่ก็น่ารักมาก
    วิธีเลื้อยของแม่จะมาพร้อมกับเพลง "ฉันจะบินลงมาตายตรงหน้าตักเธอ....."
    พ่อก็จะหัวเราะ แม่ก็จะนอนเอาหัวหนุนตักพ่อดูทีวี น่ารักมาก พ่อก็ไม่บ่นสักคำ
    ฉันล่ะแอบอิจฉา ความน่ารักของพ่อกะแม่ฉัน เมื่อไหร่จะถึงคิวฉันหวีดมั่งเนีย อิอิ
    ตอนนี้คงต้องหวีดสยองไปก่อน อิอิ
     
    อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้การดูทีวีของทุกคนในบ้าน ยามพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้วมีความสุขก็คือ
    การดูแม่ดูทีวี อิอิ แม่จะอินกะการดูละครมาก ดูแม่แล้วบางทีมันส์กว่าดูละครอีก ฮ่า ๆ ๆ
     
    ความอารมณ์ดีของแม่นี้มีทุกที่ มีอยู่วันหนึ่งไปงานไรก็ไม่รู้
    แล้วเจ้าภาพร้องเพลงภาษาฮินดี เพลงเขาเพราะมากเพลงเขาแปลว่า
    หากฉันขาดเธอไปฉันจะอยู่ได้อย่างไร ฉันจะไปไหน ประมาณนี้
    ขณะที่ทุกคนกำลังดื่มด่ำกับเพลง เพื่อนแม่เขาก็บอกว่า เพลงเพราะจัง
    แล้วก็คลอตาม "ตุ่มบิน จาวโอ กาฮา...."
    (ตุม แปลว่า เธอ, บิน แปลว่า ปราศจาก, ไร้ ไม่มี,จาวโอ กาฮา แปลว่า ไปไหน)
    แม่ก็บอกว่า "เออเนอะ เพลงมันเพราะแต้ๆ แต่ฉันก็ตอบเธอไม่ได้เช่นกัน ตุ่มอ่ะมันบินไปไหน
    คนร้องยังไม่รู้เลยว่าตุ่มของเขามันบินไปไหน แล้วฉันจะรู้เรอะ"
    เพื่อนแม่และฉัน รวมทั้งคนที่อยู่รอบๆโต๊ะ ฮากันน้ำหูน้ำตาเล็ด
    กำลังซึ้งๆ แม่เล่นสาดมุกกระจายซะงั้น แม่ฉันนี่ข้ามภาษาเลยจริงๆๆ
     
    ฉันชอบดูแม่เวลาแม่มีความสุข ความสุขสนุกสนานของแม่ทำให้ทุกคนในบ้านอารมณ์ดี
    แม่ในสายตาฉันเป็นคนแกร่งเสมอ แกร่งทั้งกายและใจ
    อะไรที่ฉันทำไม่ได้ คิดไม่ถึง แม่มักจะทำได้เสมอ
    ยามที่เครียดกับการเรียนฉันโทรกลับบ้านเมื่อไหร่
    มันคือการชารจ์แบตและไฟในตัวฉัน แม่จะเติมไฟให้อยู่เสมอ  
    แม่กับพ่อจะทำให้เห็นเสมอๆว่า
    ความอบอุ่นในบ้านเป็นสิ่งสำคัญ มีอะไรให้นึกถึงบ้าน
    บ้านจะเป็นแหล่งเดียวที่ไม่ซ้ำเติมเรา แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
     
    แม่ฉันมักจะพูดทีเล่นทีจริงเสมอเวลาโทรกลับบ้าน หรือแม้แต่อยู่บ้านก็ตาม ว่า
    ฉันรักเธอนะจ๊ะบ้าง แม่ก็รักลูกนะจ๊ะบ้าง  ฉันจะฮามากกว่าเพราะเห็นว่า แม่ชอบเล่น
    แต่วันนี้ฉันก็จะพูดจริงๆ ...ไม่เล่น ว่า...
    " มี่รักมมินะ มากๆด้วย"
     
    เฮ้อ...แล้วฉันก็พูดแล้ว เอาโต้งๆอย่างนี้แหละ
    ทำไมเวลาพูดคำสามคำนี้มันยากจังนะ
    ครั้งแรกมันก็ยากอย่างนี้แหละมั้ง
    ต่อไปจะพูดบ่อยๆนะมมิ นะ
     
    ฉันเข้าใจว่าในครอบครัวทุกๆคน เราอยู่ด้วยกันทุกๆวัน เห็นกันทุกวัน
    จนลืมนึกถึงความสำคัญของการมีอยู่ของคนรอบๆตัวเรา และคนในครอบครัว
    แล้วก็พาให้ลืมนึกถึงความสำคัญของการบอกกล่าว ความรู้สึกของเรา ให้คนของเรารู้
    บางที การบอกกล่าวด้วยคำพูด ก็ทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกดีๆต่อกันมากยิ่งขึ้นไปอีก
    วันนี้คุณบอกรักแม่และคนอื่นๆในครอบครัวแล้วหรือยังคะ
     
     

    กาแฟยามเช้ากับความคิดเรื่อยเปื่อย

    วันนี้ตื่นแต่เช้าพร้อมอาการอยากกินกาแฟดีๆสักถ้วย
    ก็เลยคว้าplunger และ dripper ออกมาแล้วตักกาแฟบดเติมลงไป
    แค่เปิดถุงก็หอมตรลบอบอวนไปหมด ทำให้อาการอยากกินกาแฟเพิ่มขึ้น
     
    ช่วงระหว่างรอน้ำเดือดก็คิดไปเรื่อยเปื่อย....สะป๊ะสะเป๊ด
    ตั้งแต่ทำไมกลิ่นกาแฟมีผลกะเราอย่างนี้ ไปจนถึงนมสดใส่กาแฟ
    ระหว่างเทนมลงกาแฟ เปลี่ยนน้ำสีน้ำตาลเข้มให้เป็นสีน้ำตาลสวย
    ก็คิดว่าอืม...นิสัยการกินกาแฟของเราเปลี่ยนไปจริงๆ
    กินกาแฟจริง แต่กาแฟไม่เหมือนเดิมแล้ว มันมีมิติในการกินกาแฟมากขึ้น
     
    ปกติก็กาแฟสำเร็จรูปเฉยๆชงแล้วก็ใส่นมสด ใช่นมสด
    คนที่นี่ดื่มกาแฟนมสดเป็นเรื่องปกติธรรมดา
    ครีมเทียมเหรอ? หายากมาก มีนะ แต่แพง
    ที่นี่เค้ามีนมทำเป็นกล่องเล็กมากๆ สำหรับใส่กาแฟหนึ่งถ้วย
    แปลกเนอะ จริงๆก็ไม่แปลกนะ
    เพียงแต่ที่บ้านเราคุ้นชินกับ coffee mate มากกว่า
    พอมาที่นี่เริ่มติดการดื่มกาแฟใส่นมสด มันรู้สึกดีกว่าครีมเทียมเยอะ
     
    ถ้าหากไปตามร้านกาแฟ เค้าจะถามอีกว่า กาแฟนมสด หรือนมถั่วเหลือง
    ไม่เคยกินมาก่อนกาแฟนมถั่วเหลือง แปลกใจว่าทำไมถึงมีพัฒนาการ
    ได้คำตอบว่าคนที่นี่ก็แพ้นมเยอะ เค้าเรียกแพ้แลคโตสในนมหรือเปล่านะ คิดว่าใช่นะ
    ก็เลยลองมั่ง ใหม่ๆก็ทำหน้าเหยเกเป็นธรรมดา เพราะไม่ชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
    นี่ขนาดเกิดความพยายามในการเป็นมิตรกับนมถั่วเหลืองโดยอาศัยกาแฟเป็นกาวนะ
    ไม่เวิรค์.......สงสัยว่าจะได้เป็นศัตรูถาวรกันซะแร้วว แต่ก็ดีใจที่ได้ลองอะไรใหม่ๆ
     
    เขียนไปด้วยจิบกาแฟไปด้วยนี่ มันมีความสุขจริงๆ
     
    เลยคิดไปถึงคำพูดของที่กินกาแฟแล้วมีความสุข
    มีความสุขจนเอาไปเปรียบเทียบต่างๆนานา
    ก็เลยคิดว่า จะลองเก็บความสุขของคนเหล่านั้นมาไว้ที่นี่บ้าง
    ค่อยๆอ่าน ค่อยๆหา เริ่มจากตัวเองก่อนแล้วกัน
     
     
    1. วันก่อนไปบริจาคเลือดกลัวเชียวว่าเขาจะเจอเส้นกาแฟแทนเส้นเลือด (ซิมมี่)
     
    2. Its not the coffee perse that taste good, but its the company
    that you have during coffee that doubles the taste of it.
     
    อันนี้ เคยได้ยินอีกเวอร์ชั่นหนึ่งแต่เป็นเรื่องอาหารจำไม่ได้ว่าใครกล่าวไว้ แต่น่ารักมาก
     
    Its not the menu that makes the food taste good,
    but its the menu sit with.
     
    ประโยคนี้ความน่ารักอยู่ที่การเล่นคำและการออกเสียง คือการเน้นหรือ stress คำ
    ตรงคำว่า menu ที่อ่านได้ทั้งเมนู (เมนูอาหาร) และ เม็น ยู (ผู้ชายที่คุณ) 
    เป็นการใช้คำและการออกเสียงที่ฉลาดและได้อารมณ์หวานเชียวค่ะ
    หรือหนุ่มๆ และสาวๆจะปฏิเสธว่าความรู้สึกที่ได้มันไม่หวานคะ
     
    3. "I can live without men but I can't live without coffee.
    Because coffee runs in my body."
    เพื่อร่วมออฟฟิส ชาวญี่ปุ่น ชื่อมิวาโกะ นักภาษาศาสตร์ผู้มีฝัน เจ้าของคำศัพท์เฉพาะ
    ที่เพื่อนๆร่วมกันบัญญัติให้อันเนื่องมาจากความสุขในการได้กินกาแฟของเธอ
    "Miwako's Moment" หรือแบบไทยๆว่า  ช่วงเวลาของมิวาโกะ
     
    ระหว่างนี้นึกออกแค่นี้ ไว้จะมาเติมใหม่นะ
     
    August 03

    A Journey into my own ignorance.

     

    This piece was written a while back when i wanted to track myself how I as an individual learn. How I learn as simmy?. What process or processes I went through? both consciously and subconsciously. However, I hope I don't become unconscious by the time I reached the stage I wanted. You are allowed to laugh.

     

    My journey into my ignorance 

    22 April, 2007

     

    I got a book named “How to see yourself as you really are” by Dalai Lama, from borders yesterday. I was so trilled ....as usual when I get new books. I just wanted to go straight into the letters of it, leafing through the pages and immerse myself in the world created by the author. A friend once said “you are so into the book, so excited”.  My thought at that time was yeah! The feeling was like somebody just confessed I love you. The feeling was the same so highly elated. Its too good to be true and to have that type of feelings built up just by getting a new book. Wow!!!! Is there still a need to fall and also be in love with a guy? Yeah ! Of course ha ha ha.

     

    While reading the book something came to my mind that I should keep a diary to myself of my own learning of my ignorance. Well! There you go its no more "a to myself thing" any more.
     
    Ok!!! So my very first lesson of my ignorance in the last few weeks was that I learned to connect all the jigsaw puzzles of my thesis and began to assembled the ideas together. I was so thrilled and so elated that I couldn't help thinking of myself "wow! I am so good". How did I get this idea? Oh o! Danger, danger, awaited.
     
     I was so proud of myself to be able to connect the dots of "the power and the shift of power". I held that to myself for a while and interestingly I had to consult my supervisor first before I actually write out. I considered him a near Einstein. If Einstein is my hero he, my supervisor, is definitely one of my intellectual hero as well.
     
    I did discuss with him about my brilliant idea and following the discussion I realized that my thought was really an enlightenment for myself only. That was because in the discussion session he simply said "yes that is true but you got to go read this...." and this and this. Thefeeling that I had, like a blown up balloon, before meeting him just got punctured. OUCHHHH!!!!!!  Yes! Punctured. I felt like a punctured balloon because he already knew what I just discovered and there are a lot of people out there who knows about it as well. WooooW! What an ignorant person I am. My amazing supervisor seemed to know everything as if he was watching us finding our way out of the maze. He can even read our minds that which direction we would be going next. And what is funny in that is we don't even know ourselves where are we heading to. My friends who happend to be supervised by the same supervisor as I have would agree on this.!!!!!!!
     
    I sometimes even think is he really human? Is he really my supervisor? Is he a human being who happend to make 100% use of his brain? All sorts of questions!!!!! What an amazing person he is.  Oh!!! yeah!!! Idea!! May be that is why he is called "supervisor" doing "supervision". Does that ring any bell? OK..once again - super+wise+or and super+vision. No wonder!!!!! He really sees through our minds, what a superb vision, an xrayed vision.......ha ha ha. 
     
    However, I now have a feeling that anybody can feel the same way as I felt with my learning process and it is a simple and normal process of learning. What I learnt that few weeks about power just didn’t collapsed and punctured but it turned out to be something I would love to compare to a zipped file. When there is too much understanding and knowledge of certain topic, that means we have actually learnt something. I also learnt how to zipped that knowledge and get only another zip file. I learned that there are multiple and huge amount of  zipped files as you go through life. In a matter of a life time you will also learn how to zip and unzip your files.
     

    ทำไมต้องปิดทองพระพุทธรูป

    ทำไมต้องปิดทองพระพุทธรูป

    Thai Buddha images and gold leaves: the connection

     

    Once a friend at a vegetarian restaurant asked with curiosity that why do Thais put (stick, garlic*) gold leaves on the Buddha image? My friend and I were kind of reluctant in answering his question and end up with ummmmm...we don't really know the answer. While doing my research in Thailand, searching for an explanation for the phenomenon occured in my data collection site, I came across some very good readings explaining the life style of people in the area, to be specific in Myanmar, northern Thailand, Laos, India, and the southern part of Yunnan, China which did help immensely in answering his question.

     

    Answering the question posed by our friend will also answer another question which had long been in my interest which is:

     

     why did the hilltribes of Thailand or the northern people in the kingdom days of Siam until now prefer silver to gold?

     

    These two questions are in deed related. 

     

     

    I read a number of books on Burma, India, and commoners of the region and found the answers that (to be exact my own theory of bits and pieces strung together), the concept of gold came from Burma and India that only the royals and deities (gods) were allowed to have the best (that is gold) ornamented on them. Commoners were strictly forbidden to be adorned with gold.

     

    Gold, being the most valuable, most delicately produced and most difficult to find in the early days of civilization, therefore was most valued and prized above all. This concept is the same in Egypt where glass or crystal was considered of immense value at certain era. Possessing them, either gold or crystal, tells your social and economic status. These gold or crystal were not affordable to the commoners. Therefore, in a way, forbidden to the commoners to possess it. Since then only god of all forms and god like persona, which are, kings, queens and the royal family were directly connected and adorned with gold of all forms.

     

    Then here the questions arises what about the commoners? What should they be adorned with and show their status among the commoners? There followed a way to find something less valuable than gold but still valuable for the commoners. The alternatively sound answer went  to SILVER. Silver has since then became the language of wealth and status to the commoners and the tribes alike.

     

    Buddha Images were considered as god and the Buddha himself came from an Indian royal family, therefore it makes DOUBLY perfect sense to adorn the Buddha image with gold and in later days gold leaves. We still see the act of adorning lords and deities in gold and diamond jewellery in shrines in India.

     

    Questions answered!!! One more stupidity busted!!! 

    Garlic (or garlic-ing) is used here to mean the act of rubbing the garlic on the buddha image to give the surface a sticky base before sticking the gold leaves so that it sticks firmly and does not fall off.
     
     
    August 02

    เราเป็นเพื่อนหรือแฟนกันเนี่ย: ภาษากับความสัมพันธ์

    เมื่อความสัมพันธ์มาถึงระดับหนึ่ง ทั้งสาวและหนุ่ม ก็จะคิดหาคำตอบเสมอว่า แล้วความสัมพันธ์ของเรา หรือระหว่างเรามันเป็นอะไร มันคืออะไร สาวเจ้าก็อยากรู้ หนุ่มก็ไม่ค่อยจะตอบเพราะกลัวแห้ว สาวเจ้าก็กลัวเหลือเกินว่าหนุ่มนั้นจะแทงกั้กไว้รึเปล่า แล้วระหว่างเรามันคืออะไรกันแน่ บางทีคิดไม่ตรงกันอีก เพราะความคาดหวังต่างกัน เป็นเพื่อน หรือแฟน หรือสามี  กิ๊กหรือกั๊ก   ความสัมพันธ์บางทีกับบางคู่ ก็ไม่ใช่ทั้งเพื่อนและแฟน มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน ไม่ใช้แฟนแต่ก็ไม่ใช่สามี สับสน ๆ จริง แล้วมันคืออะไร แล้วจะระบุความสัมพันธ์ได้อย่างไรที่ไม่ต้องเกิดการเข้าใจผิด
     
    ณ จุดนี้เรากำลังอยู่ในภาวะที่สังคมเกิดการเปลึ่ยนแปลงด้านความสัมพันธ์ มีความพยายามอย่างเป็นธรรมชาติ (คือก็ปล่อยมันไปเรื่อยๆนั่นแหละ)ในการจัดลำดับความสัมพันธ์ใหม่ที่หลากหลายมากขึ้น ความสัมพันธ์มีความละเอียดอ่อนมากขึ้น มีมิติของความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น คำว่ากิ๊ก และกั๊ก หากมองให้ลึกก็คือความพยายามในการลำดับความสัมพันธ์ที่จำกัดในสังคมไทยนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามสังคมไทยเรายังขาดภาษาหรือคำศัพท์ที่จะสามารถอธิบายความสัมพันธ์ที่หลากหลายที่มีอยู่นั้นๆได้ นี่คือภาวะที่เรียกเองว่า ภาษาตามไม่ทันพัฒนาการของคนและสังคมในด้านความสัมพันธ์ แต่ทว่าทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะโครงสร้างทางวัฒนธรรมด้วยว่า จะเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร แล้ววัฒนธรรมอื่นๆล่ะ เผอิญเจอเข้ากับตัวเองเลยจะเล่าให้ฟังอยู๋สองเหตุการณ์
     
    เหตการณ์ที่หนึ่ง
    นั่งคุยกันระหว่างพักเรียนกับเพื่อนที่เรียนด้วยกัน ว่าด้วยเรื่องของงานเลี้ยงต้อนรับน.ศ.ใหม่ที่ภาควิชาจัด ที่คุยกันนั้นก็มาจากหลายๆชาติ ไทย ญี่ปุ่น อิหร่าน อเมริกา ซาอุ อินโด และออสเตรเลีย ในระหว่างที่คุยกันนั้น ก็อ้างถึง บุคคลที่น่ารักมากของทุกคนที่มาร่วมงานคนหนึ่ง คนนี้ก็ได้พาสาวสวยมาด้วยหนึ่งคน ถ้าตามแบบไทยๆก็จะเรียกแฟน (แต่ก็ยังเห็นว่าไม่ใช่คำว่าแฟน) แต่ทีนี้ประเด็นอยู่ที่ว่า บุคคลน่ารักผู้นั้นแนะนำให้ทุกคนในงาน ว่า This is my partner. (คำว่า partner นี้ความหมายต่างกะที่ยืมไปใช้ในภาษาไทยชนิดที่ต่างสปีชีย์กันเลย) แต่ตอนแนะนำนั้น ทุกคนที่นั่งถกนี้ไม่ได้อยู๋ด้วยกันเป็นทีม แต่กระจัดกระจายกันไป พอกลับมาคุยกัน มีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า บุคคลที่น่ารักของพวกเราพา "wife" มาด้วยซึ่งน่ารักมาก ทุกคนที่นั้งตรงนั้นประสานเสียงขึ้นมาทันที่รวมทั้งตัวเองด้วยว่า "NOooooooo, she is not his wife. She is his partner. They are partners."  ไอ้เพื่อนคนนี้ยังเถียงอีกว่า มันก็หมายถึงภรรยานั่นแหละ พวกเราก็ โน๊นนนนนนนนน กันอีก สุดท้ายก็ถึงบางอ้อว่า ในวัฒนธรรมของเพื่อนคนนี้ทุกอย่างถ้าเป็นคู่ไปไหนมาไหนด้วยกันแล้วมันคือ ภรรยานี่นเอง เป็นอย่างอื้นไม่ได้
     
    กว่าจะอธิบายให้เขาเข้าใจว่า คนที่นี่มี ระดับและมิติ ทางหน้าที่ และมิติความอิสระทางความสัมพันธ์ แยกชัดเจนและสะท้อนให้เห็นในคำที่ใช้ระบุความสัมพันธ์ เล่นเอาจนคนอธิบายทั้งหมดเหนื่อย เพราะต้องรึ้อถอนระบบความคิดเดิม แล้วใส่อันใหม่ ไปพร้อมๆกับขยายแนวคิดข้ามกรอบวัฒนธรรมให้เขา
     
    ข้อดีของคนที่นี่และประเทศหลายๆประเทศ เปิดโอกาสให้คนสองคนเวลาคบกับได้คุยกันอยู่ตลอด ไม่อ้ำอึ้ง ว่าจะเอายังไง มีไรก็พูด คิดอะไรก็พูด แสดงจุดยืนและความต้องการที่ชัดเจนในความสัมพันธ์ และลักษณะนี้เรื่มปรากฏให้เห็นในภาษาที่ใช้ระบุความสัมพันธ์ ดังนี้
     
    1. Partner                       ก็คือ คู่รัก ทั้งที่แต่งงานและไม่ได้แต่งงาน ทั้งนี้รวมไปถึง คู่รักเพศเดียวกัน
    2. life partner                ก็คือ คู่รัก ที่จะอยู่ร่วมกันไปตลอดชีวิตแต่ไม่แต่งงาน
    3. domestic partnership  ก็คือ การที่คนสองคนตกลงปลงใจอยู่ร่วมกัน และดูแลกัน ทั้งทางด้านกายภาพและจิตใจ แต่ไม่แต่งงาน ไม่จดทะเบียน และไม่ทำพิธีทางศาสนา นอกจากคำนี้ยังใช้คำว่า Cohabitation ซึ่งก็หมายถึงการอยู่ร่วมกัน นอกจากนี้ในบางกรณียังสามารถให้ผลทางกฏหมายในการคุ้มครองดูแลกันได้หากร้องขอจากศาล
    4. significant other        หมายถึงความสัมพันธ์ที่พิเศษมากและลึกซึ้งระหว่างคนสองคนในระยะยาว ไม่แต่งงาน ทั้งนี้หมายรวมถึงคู่รักเพศเดียวกันด้วย คำนี้ยังเป็นคำกลางๆที่ไม่ระบุถึงการมีหรือไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศ จะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่คำนี้เป็นคำที่ไม่ระบุ
    5. girlfriend                   แฟนสาว หรือเพื่อนสาวที่ยังอยู่ในระยะลองคบ เป็นคนพิเศษ 
    7. boyfriend                  แฟนหนุ่ม หรือเพื่อนชายที่ยังอยู่ในระยะลองคบ เป็นคนพิเศษ
    8. POSSLQ                    อ่านว่า พอสเลอคิว ย่อมาจาก Person of Opposite Sex Sharring Living Quarters  ก็คือ คู่รักต่างเพศอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นห้องเดียวกัน มีพื้นที่ความเป็นส่วนตัวมาก ดูแลกันเฉพาะบางเรื่องเท่านั้น ที่เหลือก็ใช้ชีวิตตามใจตัวเอง
    9. cohabition                  เหมือนข้อสาม แต่ต่างกันตามประเทศที่ใช้
     
    เป็นที่น่าสังเกตว่าคำหลายๆคำข้างบนมีหน้าที่ และความหวังจากบทบาทของคนในความสัมพันธ์แตกต่างกัน และเมื่อดูจากคำว่า สามี (husband) และ ภรรยา (Wife) ดูเหมือนจะถูกผูกติดกับความถาวร หน้าที่ และสิทธิอำนาจบางอย่างในสังคมยุคก่อนหน้านี้ไม่นาน เป็นไปได้ว่าคนทั้งสองในความสัมพันธ์เกิดการกลัวความล้มเหลว จากการคาดหวังในหน้าที่ สิทธิอำนาจและความถาวรนั้นๆ เมื่อสังคมมีความอิสระเสรีมากขึ้น การผูกติดกับป้ายสามีและภรรยา จึงเกิดการหย่อนความหมายและไม่สนองต่อภาวะของสังคมบางสังคม จึงเกิดคำถามให้ชวนคิดต่อไปว่า แล้วในวันหนึ่งคำว่าสามีและภรรยาจะถือเป็นคำไม่สุภาพและเลิกใช้หรือไม่  น่าคิดอีกล่ะ
    คำว่า สามีและภรรยา คือการแสดงหน้าที่ทางสังคมต่อกันในอดีตและมีผลทางสังคมและกฏหมาย ดังนั้นความชัดเจนในการระบุความสัมพันธ์ด้วยภาษาเฉพาะจึงถือเป็นการสถาปนาความคิดนามธรรมให้เป็นรูปธรรม โดยการสถาปนาความสัมพันธ์นั้นให้เป็นสถาบันครอบครัวได้ ดังนั้นเมื่อเกิดภาษาชัดเจนในการระบุความสัมพันธ์ใหม่ กฎหมายก็ตามมาทำให้ความสัมพันธ์นั้น ๆ สามารถสถาปนาสถาบันครอบครัวในรูปแบบใหม่ๆได้ แต่เมื่อวัฒนธรรมใดๆ ไม่ยอมรับความสัมพันธ์ดังกล่าว หรือรับแล้ว แต่ยังไม่รับรองทางกฏหมายก็จะเกิดปัญหาได้ในกระบวนการที่ต้องมีการติดต่อกับวัฒนธรรมอื่น ๆ ตรงนี้จึงเข้าสู่เหตุการณ์ที่สองที่เพื่อนร่วมงานชาวต่างชาติเจอมาที่เมืองไทย
     
    เพื่อนท่านนี้เดินทางมาเมืองไทยเพื่อสอนภาษา แล้วต่อมาภายหลังจึงขอวีซ่าเพื่อให้สามีมาอยู่ด้วย จริงๆแล้วใช้คำว่า "สามี" ก็คงจะไม่ถูกต้องนักเพราะเขาไม่ได้แต่งงาน แต่เขาอยู่ด้วยกันแบบไม่แต่งงาน(De facto) และเป็นที่รับรู้ทั่วไป แต่เมื่อไปขอวีซ่า การออกวีซ่า 4-5 ปีที่แล้วนั้นมีข้อจำกัดว่าวีซ่าผู้ติดตามต้องเป็นสามี ภรรยา และบุตรเท่านั้น นอกจากนั้นต้องใช้ระบบกฏหมายและระบบยืนยันจากคนรอบข้างช่วยเท่านั้น ตอนนั้นเห็นว่าใช้ระบบกฏหมายช่วย แต่พอถึงคราวต้องต่อวีซ่าอีก ก็เจอปัญหาอีก ในที่สุดจึงตัดสินใจแต่งงานมันซะเลยที่เมืองไทย ยุ่งยากนักก้อวีซ่าเนี่ย
     
    คำศัพท์ในภาษา สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการและการจัดระบบของคน ต่อความสัมพันธ์ในสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ
     
    ข้อมูลเพิ่มเติมค้นหาได้โดยใช้ คำแสดงความสัมพันธ์ข้างต้นนะจ๊ะ
     

    ฉัน ลูกช้าง ลูกนกลูกกา: ภาษา การรับรู้ และความจริง

     
    ภาษา (Language)
    หลายๆเดือนก่อนเคยตั้งคำถามกันเล่นๆว่า ทำไมนะ ทำไม ทำไม why why why
    ทำไมเราจึงแทนตัวเองว่าลูกช้าง ลูกนกลูกกา
    แล้วถามกันต่อว่าทำไมต้องเป็นช้าง เป็นไดโนเสาร์ไม่ได้เหรอ 
    แล้วทำไมต้องเป็นลูกนกลูกลูกกาล่ะ เป็นลูกมดลูกปลวก  หรือลูกกบลูกเขียด ไม่ได้หรืองัย
     
    เออนะ เราว่าน่าคิด คิดได้ก็ลงมือทำงานทันที ถามคนรอบตัวก่อนเลย
    ถามแม่ แม่หัวเราะ ฮามาก แล้วบอกว่า เออเนอะ คงได้บุญเยอะขึ้น
    ถ้าเปลี่ยนจาก ลูกช้างเป็นลูกไดโนเสาร์ มันตัวโตขึ้น แล้วก็หัวเราะเอิ๊กอ๊าก
    พร้อมกับบอกว่า ตั้งแต่ไปเรียนเนี่ย มีคำถามแปลกๆเหมือนตอนเป็นเด็กๆเลย
    ทุกอย่างรอบตัวถามหมด เอ๊ะ...คิดอยู่นาน...นี่แม่พูดไรอ่ะ ชมรึด่าเนี่ย
     
    ชักไม่แน่ใจ เลยถามคนอื่นต่อ เวลาถามใครก็มีแต่คนมองแบบ "มันถามไรอ่ะ"
    "นี่หล่อนถามบ้าไรยะ มันก็ใช้ของมันมาตั้งนานนมแล้วย่ะ จะให้เปลี่ยนได้ไงยะหล่อน"
    พูดจบเพื่อนร่วมงานคนนี้ก็หันกลับไปอ้าปากส่องกระจกอันจึ้งหนึ่ง เพื่อปาดลิปสติกต่อ
    อีกคน ที่เดินไปเดินมาแถวๆนั้น สวนขึ้นทันทีเมื่อมีช่องว่าง
    หรือเธอจะให้เป็น "โปรดเห็นใจลูกกบลูกเขียดด้วยเถอะ" หรือว่าเป็น
    "หลวงพ่อเจ้าขาขอให้ลูกไดโนเสาร์ถูกรางวัลที่หนึ่งด้วยเต้อะเจ้าค่ะ" อย่างนี้เหรอยะ
    "หรือว่าคุณมิลค์ขา นึกซะว่าเห็นแก่ลูกมดลูกปลวกตาดำๆ นะเคอะ อย่าไล่หนูหิ่นออกเลยนะเจ้าเคอะ" หรืองัยยะหล่อน
    เราเองก็แอบขำระหว่างที่สาวๆในออฟฟิศยกตัวอย่างให้ฟังประกอบท่าทาง
    บ้างก็บอกว่า "มันถามไรของมันอ่ะ มันบ้ารึเปล่าเนี่ย" แล้วก็เดินทำหน้าเซ็งจากไป
     
    โอ..เอ๊ะ รึว่าจะจริงอ่ะ ว่าคำถามบ้าๆ รู้สึกเหมือนกันนะว่า
    ทำไมฉันถามคำถามได้แบบเรียกกำปั้น พร้อมแรงกระทบให้มาอยู่บนใบหน้าได้อย่างนี้เนี่ย เก่งจริงๆเลยวุ้ย
    ทำไม้ ทำไมเราถึงถามได้แบบ ไม่คำนึงถึงมวลสารสีเทาในกะโหลกเล้ยยยย
    ....................................
    การรับรู้ (Cognition)
    เมื่อเวลาผ่านไป มีอยู่วันหนึ่งมีโอกาศถกเรื่องพระพิฆเนศวร กับชายหนุ่มสมองหล่อเลิศ ที่มีความรู้ และอ่านมากกว่าเราไปหลายขุมในเรื่องนี้ว่า ทำไมพระพิคณศวรถึงมีเศียรเป็นช้าง และความสำคัญของช้าง ถกไปถกมา ทำให้รู้ว่าช้างนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากในวัฒนธรรมที่ได้รับการถ่ายทอดจากอินเดีย ซึ่งมีปรากฏทั้งในรูปเทพเจ้า เช่น พระพิฆเนศวร ช้างเคยเป็นสัญลักษณ์ในธงของประเทศไทย ใช้เป็นพาหนะในการทำศึกสงคราม และมีความสำคัญมากถึงขั้นที่ว่า
    ต้องมีการดูช้างเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะ มีผู้ชำนาญการพิเศษเป็นตระกูลเฉพาะ เจ้าตัวผู้ร่วมถกนั้นน่ารักมากมีอีเมล์ตอบกลับมาเล่าถึงความสำคัญของช้าง อย่างคร่าวๆ จากความทรงจำให้ฟังอีกว่า
     
    "พูดถึงทำไมช้างถึงได้รับเลือกให้ไปเป็นเศียรของพระพิฆเนศวรนี่นะ ผมว่ามันก็อาจจะเป็นสัญลักษณ์แหละ คิดว่าช้างคงเป็นสัตว์สำคัญเอามาก ๆ เพราะเป็นสัตว์ใหญ่ นี่ถ้าไดโนเสาร์ยังอยู่ เราอาจจะไม่เห็นหัวช้างแทนเศียรพระพิฆเนศวรก็ได้  ทะลึ่งอีกละ อีกอย่าง  ช้างถือเป็นสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรม  ความเชื่อ  ตำนานและเรื่องเกี่ยวกับศาสนามากมาย ยังไม่นับช้างที่เป็นสัตว์คู่บุญของพระจักรพรรดิ์อีก ที่สำคัญ  ช้างในศาสนาพุทธก็มีการเอ่ยถึงนะ พระยาช้างตระกูลฉันทันต์ ถือเป็นช้างที่เลิศที่สุด ช้างฉันทัตน์ 10 เชือกมีกำลังเท่าพระพุทธเจ้า 1 พระองค์ คิดดู  เขาให้ความสำคัญมากแค่ไหน ในเทพปรกนัมณ์ของอินเดีย  พระพุธก็ทรงช้างเป็นพาหนะ ไม่นับช้างเอราวัล 33 หัวของพระอินทร์  ซื้งอันนี้เรารู้ ๆ กันอยู่ ดังนั้นช้างจึงเป็นสัตว์สำคัญที่สมควรนำมาเป็นเศียรให้พระพิฆเนศวร ซึ่งต่างกับพระทักษะ พ่อของอดีตภรรยาพระอิศวร ที่โดนตัดหัวแล้วเอาหัวแพะมาต่อแทน นัยว่าเป็นการประจานถึงความโง่เขลาที่ไม่รู้ว่าลูกเขย  (พระอิศวร) เก่งแค่ไหน" ปฏิพันธ์ อุทยานุกูล (อีเมล์, 14 มิถุนายน, 2007)
     
    (จริงๆแล้วก็อยากจะตอบว่า ที่บอกว่า "อันนี้เรารู้ๆกันอยู่..." จริงๆแล้วไม่รู้เลยอ่ะ ไม่เคยอ่านเลย จ๊ากกกก ยังไม่อยากได้หัวแพะเด้อท่าน ต้องขอบคุณคุณปฏิพันธ์อย่างสูงลิ่วที่ได้กรุณาให้ความรู้เพิ่มเติมกับคนอ่านน้อยอย่างเรา ขอขอบคุณงามๆเลย แถมเลี้ยงข้าวหนึ่งมื้อ แต่เอ....รอนานหน่อยนะท่าน อีกปีกะแปดเดือนเลยเด้อท่าน)
     
    เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ เมื่อวิเคราะห์แล้วเห็นชัดเลยว่า ช้างเป็นสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและการสร้างวัฒนธรรมในช่วงเวลานั้นๆ เมื่อเรารับวัฒนธรรมอินเดียต่อๆมา แนวความคิดก็ได้รับการถ่ายทอดตามมาและพัฒนา ประสานสอดคล้องและกลมกลืนไปกับวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิม ประสานเข้ากับความเชื่อเดิมจนสนิท แล้วการประสานสอดคล้องกับความเชื่อเดิมๆได้อย่างสนิทใจนั้น เห็นได้ชัดเจนในการใช้ภาษาเช่นกัน ในคำว่า ลูกช้าง และ ลูกนกลูกกา แล้วคิดต่อไปอีกนิดว่า แล้วทีนี้ ลูกช้าง เกี่ยวไรกับ "ฉัน" และ ลูกนกลูกกา เอาล่ะ ตามทันนะ ถามใครเนี่ย อ้อ ถามตัวเอง
     
    ฉัน: การแทนตัวเอง
    ฉัน ก็คือ ประธาน เอกพจน์ บุรุษที่หนึ่ง (หรือสตรีที่หนึ่งก็น่าจะได้ เพราะคำนี้เป็นคำที่มีนัยการกีดกันทางเพศอยู่ จะได้กล่าวถึงในโอกาศต่อไปถ้านึกออก)
    ฉัน ก็คือ ตัวคน หรือมนุษย์ นอกจากคำว่า ฉัน แล้วยังมีอีกเพียบที่ใช้แทนตัวเราได้ เช่น กรู ฮา ข้า ข้อย และอื่นๆที่ทุกท่านนึกออกในภาษาไทยทั้งประเทศ
    ใช้ในแทบทุกสถานการณ์ เมื่อหมายถึงตัวเอง  
     
    ลูกช้าง ก็คือ ฉัน นั่นแหละ แต่เป็น ฉัน ที่ใช้ในสถานการณ์พิเศษ กล่าวคือ เมื่อสื่อสารกับสิ่งที่เหนือธรรมชาติ หรือสิ่งที่เราไม่สามารถต่อรองอำนาจได้ ต้องอ้อนวอน ดังกรณีตัวอย่างข้างต้น เช่น "ขอให้ลูกช้างถูกหวยด้วยเถ๊อะ ลูกช้างจะถวายหัวหมู เหล้าไห ไก่คู่" (วัฒนธรรมไตจริงๆเลยเหล้าไหไก่คู่เนี่ย อย่าลืมเตือนเน้อไว้จะเล่าเรื่อง "วัฒนธรรมไตกับเขาปาดไก่"ใหฟังอีกอิอิ)
     
    ลูกนกลูกกา ก็คือ ฉันอีกนั่นแหละ แต่เป็นฉันที่ใช้ในบริบทพิเศษ ใช้เมื่อสื่อสารกับคนที่มีอำนาจเหนือกว่า เช่น เจ้านายขา นึกว่าสงสารลูกนกลูกกาเถอะนะคะอะไรประมาณนี้ มีใครคิดไรได้เพิ่มเติมบอกนะคะ
     
    แล้วทีนี้สามคำข้างบนเกี่ยวไรกัน มีความสำคัญตรงไหน ภาษาที่เราใช้สะท้อนให้เห็นการรับรู้บางอย่าง การรับรู้นั่นก็คือเรารับรู้ความสัมพันธ์บางอย่าง ซึ่งก็คือความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ช้างเป็นสัตว์ใหญ่กับอำนาจที่มองไม่เห็น กับ ลูกนกลูกกาเป็นสัตว์เล็กกับอำนาจที่มองเห็น เอานะคะ ข้ามไปอีกหัวข้อนะ เพราะอธิบายปั๊บมันเข้าทันทีเลย
     
    ความจริง (Reality)
     ความจริงของคำศัพท์ ทั้งสำรับนี้ก็คือ ในระดับที่หนึ่ง เราเชื่อกันอยู่ว่าลึกๆว่ามนุษย์ก็คือสัตว์ชนิดหนึ่ง เราถึงมีคำกล่าวที่ว่า "มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ" แต่ดูให้ดีในขณะเดียวกันเรายังแยกตัวเองออกจากความเป็นสัตว์ ในขณะที่แยกตัวเองนั้น เราก็ยังยอมรับความเป็นสัตว์ในคำว่า ลูกช้าง ลูกนกลูกกา หรืออาจจะมีใครเถียงว่า มันเป็นคำเปรียบเปรยก็ตาม ถ้าเป็นคำเปรียบเปรยแล้วทำไมเราไม่ใช้ ไดโนเสาร์ หรือ ลูดมดลูกปลวกล่ะ คำตอบคือ สัตว์ที่มนุษย์เราเลือกเป็นนั้น ทั้งช้างและ ลูกนกลูกกา มียังมีนัยสำคัญทางอำนาจแฝงอยู่ แฝงอย่างไรล่ะ
     
    ความจริงในระดับที่สองก็คือ ถึงแม้เราจะเลือกเป็นสัตว์ เมื่อแทนตัวกับสิ่งเหนือเราที่เป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ เรายังเลือกเป็นสัตว์ที่ใหญ่ที่สุด มีอำนาจที่สุด มีอำนาจเหนือสรรพสัตว์ทั้งหลาย แม้กระทั่งยามที่เราเลื่อกแทนตัว เป็นลูกนกลูกกา กับสิ่งที่มีอำนาจเหนือเราแต่เป็นมนุษย์เหมือนกัน เรายังเลือกการนิยามความหมายให้กับตัวเองว่าเป็นบุคคลที่น่าสงสาร เปรียบเหมือนเด็กที่ยังไร้เดียงสาหากินไม่ได้ ต้องพึ่งพาผู้มีอำนาจ ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อใคร เรายังมองภาพของแม่นกส่งอาหารให้ลูกนกถึงปากด้วย ภาพของสัตว์กับคนที่มีอำนาจในระดับรูปร่างเท่ากัน คำแทนตัวก็เล็กลง
     
    ดังนั้น คำว่าลูกช้าง และ ลูกนกลูกกา จึงมีนัยสำคัญทางทางการกำหนดความสัมพันธ์เชิงอำนาจของคน และสิ่งแวดล้อม จึงทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างภาษา วัฒนธรรม การรับรู้ และความจริงได้อย่างชัดเจน
     
    ภาษามีผลต่อระบบความคิดของคน เราใช้ภาษาอะไร เราก็จะมีระบบคิดเป็นภาษานั้นๆ เพราะแต่ละภาษารับรู้ความจริงที่ต่างกัน มันอาจจะมีทั้งที่เหมือนกัน คล้ายกัน และต่างกัน
     
    เฮ้อจบซะที ฟุ้งซ่านมานานล่ะ
     
    August 01

    วาทะไอน์สไตน์ Einstein's Quotes

     
    วาทะไอน์สไตน์
     
    คงจะไม่มีใครไม่รู้จัก อัลเบริต์ ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ที่โลกต้องจารึก ไม่เพียงแต่เป็นนักฟิสิกส์ที่เข้าใจงานในสาขาตนเท่านั้น ไอน์สไตน์ยังเป็นผู้ที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในศาสตร์อื่นๆ เช่นมนุษยศาสตร์ สังคมวิทยา ปรัชญา และอื่นๆ อีกมากมาย ไอน์สไตน์มีวิธีการมองโลกที่เฉียบและคม สะท้อนให้เห็นความเชื่อบางอย่างที่เขายึดถือ ความเป็นมนุษย์ ความเข้าใจต่อโลกอย่างท่องแถ้ เราจะเห็นความเป็นไอน์สไตน์และการมองโลกของเขาได้จาก สิ่งที่เขากล่าวในหนังสือ จดหมายถึงคนรอบข้าง และเพื่อนร่วมงาน
     
    ทำไมต้องบางข้อของไอน์สไตน์
    ไอน์สไตน์อาจจะกล่าวไว้เยอะแยะมากมาย จาระไนไม่หมด แต่ที่เลือกมานี้ เป็นคำกล่าวของไอน์สไตน์ที่ชอบมากที่สุด และคิดว่าเข้าใจมากที่สุด เพราะสองเหตุผล คือ หนึ่ง วาทะที่คัดมาเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ มนุษยวิทยา สังคมวิทยา และสองมันตรงกับสิ่งที่ประสพในช่วงระหว่างการเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก อาจจะไม่ได้เผชิญเองเป็นการส่วนตัว แต่ก็เป็นการเผชิญทางความคิดร่วมกับผู้ที่เคยผ่านมา เมื่อหาคำตอบให้กับประเด็นทางความคิดที่ผ่านเข้ามา ปัญหานั้นๆนั้นมักจะถูกทะลวงด้วยคำกล่าวของไอสไตน์ไม่มากก็น้อย ฉะนั้นคำกล่าวของไอน์สไตน์ที่ยกมาในที่นี้ ไม่ได้ยกมาลอยๆสักแต่ว่าเป็นของนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ แต่มันเป็นสิ่งที่มีนัยสำคัญต่อคนๆหนึ่ง ในการเดินทางเข้าสู่การเรียนรู้ ความรู้ ความคิด ความเป็นจริง สังคม และคำกล่าวเหล่านี้ผ่านเข้ามาในความคิด แต่ไม่ได้ผ่านไป มันยังคงอยู่เสมอ คอยเตือนว่า ครั้งหนึ่งเราเคยประสบพบสิ่งเดียวกัน หรือคล้ายๆกัน ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนทางความคิดของเราเอง  ทำให้เห็นอีกข้อหนึ่งว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งมีอยู่ อยู่แล้ว คนหลายๆคนประสพและผ่านมันมาไม่มากก็น้อย แต่ไม่ได้พูด ถึงแม้จะพูดก็ยังไม่ทรงพลังเท่าท่านผู้นี้
     
    ไอน์สไตน์กับตัวตน (Einstein and Identity)
     

    " I am by heritage a Jew, by citizenship a Swiss, and by makeup a human being, and only a human being, without any special attachment to any state or national entity whatsoever. "

              

                    Letter to Alfred Kneser (7 June 1918); Doc. 560 in The Collected Papers of Albert Einstein Vol. 8

     

    ปรัชญาทั่วไป ปรัชญาวิทยาศาสตร์ และคุณค่าทางการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์

    (Philosophy, philosophy of science and the educational value of science)

     

    1. " I fully agree with you about the significance and educational value of methodology as well as history and philosophy of science. So many people today — and even professional scientists — seem to me like someone who has seen thousands of trees but has never seen a forest. A knowledge of the historic and philosophical background gives that kind of independence from prejudices of his generation from which most scientists are suffering. This independence created by philosophical insight is — in my opinion — the mark of distinction between a mere artisan or specialist and a real seeker after truth. "

     

                  Letter to Robert A. Thorton, Physics Professor at University of Puerto Rico (7 December 1944) [EA-674, Einstein 

                  Archive, Hebrew University, Jerusalem]. Thorton had written to Einstein on persuading colleagues of the importance of

                  philosophy of science to scientists (empiricists) and science.

     

    2. "Nature shows us only the tail of the lion. But I do not doubt that the lion belongs to it even though he cannot at once reveal himself because of his enormous size. "

     

                 As quoted by Abraham Pais in Subtle is the Lord:The Science and Life of Albert Einstein (1982) ISBN 0-192-80672-6

     

    3. "For scientific endeavor is a natural whole the parts of which mutually support one another in a way which, to be sure, no one can anticipate. "

     

                 On scientific freedom and holism or holistic science, in Out of My Later Years (1950), p. 12 a collection of Einstein's essays

                  which cover a period of 1934 to 1950.

     
    4. "Science without religion is lame, religion without science is blind."
                The World as I see it. (1949).
     
    คุณค่าของมนุษย์ (Human Value)
     
    1. "Human knowledge and skills alone cannot lead humanity to a happy and dignified life. Humanity has every reason to place the proclaimers of high moral standards and values above the discoverers of objective truth."
     
                 มาจากเล่มเดียวกะข้างบน (อ้างแล้ว)

     

    2. "Great spirits have always encountered violent opposition from mediocre minds. The mediocre mind is incapable of understanding the man who refuses to bow blindly to conventional prejudices and chooses instead to express his opinions courageously and honestly".

     

                 Letter to Morris Raphael Cohen, professor emeritus of philosophy at the College of the City of New York, defending the

                 appointment of Bertrand Russell to a teaching position (March 19, 1940).

     

     

    3. "I do not know with what weapons World War III will be fought, but World War IV will be fought with sticks and stones."

                

                Letter to Harry S. Truman as quoted in ‘The culture of Einstein" by Alex Johnson at MSNBC (18 April 2005)

     

    4. "Never do anything against conscience even if the state demands it."

              

                 As quoted by Virgil Henshaw in Albert Einstein: Philosopher Scientist (1949)

     

    5. "Taken on the whole, I would believe that Gandhi's views were the most enlightened of all the political men in our time. We should strive to do things in his spirit... not to use violence in fighting for our cause, but by non-participation in what we believe is evil."

     

                 United Nations radio interview recorded in Einstein's study, Princeton, New Jersey, (1950)

     

    ความหมายของชีวิต (The Meaning of Life)

     

    "What is the meaning of human life, or of organic life altogether? To answer this question at all implies a religion. Is there any sense then, you ask, in putting it? I answer, the man who regards his own life and that of his fellow creatures as meaningless is not merely unfortunate but almost disqualified for life. "

     

                   The World As I See It (1949) เล่มนี้แปลจากต้นฉบับภาษาเยอรมันชื่อ Mein Weltbild ของ ALbert Einstein ที่เขียนขึ้นในปี 1931 

      Note:

    วาทะทั้งหมดได้มาจากการอ่านชีวประวัติบ้าง และส่วนใหญ่ก็ได้มาจากแหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เนท โดยเฉพาะ วิกิพีเดีย อาจจะไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์นัก แต่เท่าที่ตรวจสอบยังมีความเดิมชัดเจนอยู่มาก

    The Einstein Quotes and sorces of quotes were selectively a cut and paste work taken from the website www.wikipedia.com  based on my preferences of the quotes. Therefore, I have copied the whole chunks of the quotes and sources where quotes were found. Thanks to whoever had the quotes on the webpage.

     

     

    July 26

    How are you going?: ภาษาอังกฤษแบบออสซี่ 1

     
    เมื่อเครื่องบินลงจอดปั๊บ ความตื่นเต้นพรุ่งพรวดพราด โอ้ว!!!!!นี่ฉันถึงอะดิเลดด์แล้วรึนี่ คว้าเป้คู่ชีพได้ก็
    เดินนวยนาดไปผ่านพิธีการศุลกากรและตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่หนุ่มยิ้มมาแต่ไกลเชียว แอบคิดในใจ
    เครื่องลงเช้าขนาดนี้ยังอารมณ์ดีได้ปานนี้ ดูท่าแล้วคนเมืองนี้จะอารมณ์ดีจิงๆ ว่าแล้วก็ถึงคิวเรามั่ง ขณะเดิน
    ไปยื่นพาสปอตให้ เจ้าหน้าที่หนุ่มทักทายทันที
     
    หนุ่มออสซี่:      How are you going?
    สาวไทยอย่างฉัน: แอบคิดอยู่ในใจ อะไรกันเพิ่งยื่นพาสปอตเนี่ย ตรายังไม่ประทับดังโป้งเลย ถามละจะกลับบ้านยังไง
                           โอ้ไรเนี่ย ก็เลยตอบไปแบบงงๆแต่ยังตอบด้วยความเชื่อมั่นอย่างสูงลิบลิ่วว่า
                           Oh! my friend is picking me up,  therefore, I will be going by car.
                          Thank you for asking, that's very nice of you.
    หนุ่มออสซี่:       ???????
    สาวไทยอย่างฉัน:  เห็นหนุ่มออสซี่ถือหนังสือเดินทางของฉันแล้วทำหน้าเหรอหรา เลิกคิ้วซะสูงลิบลิ่ว พร้อมกับทำ
                             ตาเหลือกเล็กน้อย สงสัยทันทีว่า พาสปอร์ตฉันผิดปกติไรเหรอ ฉันเริ่มเกิดอาการ....ไม่ผิดนะไม่ผิด
                             ทุกอย่างถูกต้องแน่นอน ชัวร์ ก็เลยรีบชิงถามว่า 
                            Is there anything wrong with the passport?
     
    หนุ่มออสซี่:        urrmm....There is nothing wrong with the passport. The passport is fine. The Visa is fine but.....
    สาวไทยอย่างฉัน:  Then what is it?  รีบถามทันที คิดในใจแล้วมันไรล่ะ เร็วๆก่ะ ปี้ใจ๋บ่ดี ขะจั๋ยก่ะ มัวแต่อึกอัก อ้ำอึ้งกับ but เบิด..
                           อยู่นั่นแหละ พี่ท่านก็อ้อมแอ้มๆเหลือเกิน แล้วตอบว่า 
     
    หนุ่มออสซี่:        But.....How are you going in Australian English means ..... HOW ARE YOU?
     
    สาวไทยอย่างฉัน:  ?????????????? OK then! I was fine but now I am not fine. 
                           
    หน้าแตกยับเยินเป็นเสียงๆ ต้องร้องเพลง ใจพี่หายวาบเมื่อเห็นเศษหน้าเกลื่อนกระจาย รีบรับพาสปอรต์ แต่ยังไม่วายหันไปขอบคุณเขาอีกแน่ะ
    แล้วตั้งหน้าตั้งตาเดินจ้ำไปรับกระเป๋า ฮาตัวเองอย่างแรงกับ บทเรียนแรก (Lesson)ในประเทศนี้ ที่ทำให้ฉันโง่น้อยลง (less + on งัย)
     
    ตอนนั้นน่ะ แค่เหยียบแผ่นดินเท่านั้นนะ ยังเจอซะเสียสวยเลย หลังจากนั้นมาจนถึงทุกวันนี้กับเวลาสี่ปีที่อยู่ในประเทศนี้ เจอมันกระหน่ำเลย
     แต่สนุกมาก สนุกกับความไม่รู้ของตัวเอง สนุกกับทุกอย่างที่มันอยู่รอบตัว ภาษา วัฒนธรรม ใครว่าออสเตรเลียไม่มีวัฒนธรรมต้องลองมา
    สัมผัสเองแล้วล่ะ การเรียนรู้วัฒนธรรมอื่นนั้น ต้องทะลุกรอบของคำว่าวัฒนธรรมของตัวเราก่อน เราถึงจะมองเห็น สัมผัส และรู้สึกถึงความงาม
    ความคิดของวัฒนธรรมอื่น เราต้องไม่มองวัฒนธรรมอื่นบนฐานของความคิดของวัฒนธรรมเรา หรือผ่านวัฒนธรรมอื่นๆ ต้องทำตัวให้เป็นฟองน้ำ
    เสมอ ซึ่งเมื่อดูดซับวัฒนธรรมอื่นก็ยังไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง
     
     ทุกอย่างแม้แต่สิ่งเล็กๆน้อยๆก็ยังเป็นการเรียนรู้แบบสะสม ภาษาที่ผิดพลาดก็เหมือนกันนั่นแหละ มันก็คือการเรียนรู้การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม เป็น
    การทะลุกรอบวัฒธรรมของเราเอง นอกจากนี้ฉันยังเรียนรู้ที่จะทิ้งความอายจากการหน้าแตก เรียนรู้ที่จะหัวเราะอย่างสนุกสนาน และเมามันกับอาการ
    หน้าแตก และความผิดพลาดของตัวเอง เพราะสิ่งเหล่านี้คือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด  ถ้าเราจะเรียนภาษา ข้อผิดพลาดนั้นมีแน่และมันเป็นเรื่องที่ปกติ
    ธรรมดามากของการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมภาษาและความคิด ข้อผิดพลาดเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่สามารถชี้ขาดได้ว่าเราผิดหรือถูก แต่มันเป็นสิ่งที่สังคม
    นั้นๆยอมรับว่าเหมาะสม และควรแก่สถานการณ์นั้นๆมากกว่า ฉันยังเชื่อเสมอว่า เมื่อเราเรียนภาษาข้อผิดพลาดมีแน่และจงอย่ากลัวที่จะผิด เพราะมัน
    เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม
     
    When you learn a language do make mistakes. As they teach you the proper and conventional language use of a culture and
    not that YOU as a person is right or wrong. Its is the cross culture communication process.
     
    นั่นคือบทเรียนแรกของฉันสำหรับการทักทาย การทักทายสำหรับชาวออสซี่ที่ใช้กันอยู่ทั่วๆไป ก็ยังมี เช่น
     
    Good day.             ออกเสียงแบบออสซี่ก็เป็น  กู๊ดดาย หรือ กูดดอย
    Good day,mate.                                         กูดดาย เมท   คำว่าเมทนี่ก็แปลว่าเพื่อน ใช้ได้กับทุกเพศ ทุกวัย
                                                                    แต่ส่วนใหญ่จะเห็นหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ใช้ ไม่ค่อยได้ยินผู้หญิงใช้กันเท่าไหร่นัก
     
    แล้วเวลาตอบ ก็ตอบ ว่า I'm good, thank you. หรือ  I'm fine, thank you. 
    หรือถ้าแบบไม่เป็นทางการ ก็มักจะตอบกันว่า Thanks, mate.
     
     
    พอเห็นคำตอบอย่างนี้นึกไปถึงน้องคนไทยคนหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่า
     
    น้อง:         พี่ๆ หนูเกือบไปแล้วไหมล่ะ ท่องจำมาแต่เด็กตั้งก่ะเรียนภาษาอังกฤษ
    พี:            อะไรล่ะ
    น้อง:         ลืมตัวอ่ะพี่ พอตอบ I'm fine, thank you and you? นะ แล้วพอเขาตอบเราว่า I'm fine, thank you.
                   หนูเกือบบอกไปแล้วว่า Please sit down.
    พี่ +น้อง:   555555555555
    พี่:            น้องเอ๋ย พี่ไม่อยากบอกเล้ยยยยยย ว่าพี่ก็เป็น โดยเฉพาะครูภาษาอังกฤษน่ะ พี่ไม่ใช่แค่เกือบไป
                   พี่หลุดเลยย่ะ เพราะความเป็นครูของฉันนี่แหละ อายไหม Please sit down. เต็ม ๆ
    น้อง:         แล้วพี่ทำไงอ่ะ
    พี่:            ฉันก็หัวเราะขำตัวเองซิยะ  
     
    แล้วทั้งสองก็ฮาประสานเสียงกันเป็นวงดูโอ โอ๊ยปวดแก้ม ไปล่ะ ไว้เจอกันใหม่
     
    นี่เอาเรื่องเค้ามาเล่ายังไม่ได้บอกเขาเลย เอาเป็นว่าถ้าเจ้าตัวมาอ่านก็ขออนุญาตตรงนี้เลยนะ จะแจมก็ไม่ว่ากันอิ อิ
     
    โปรดติดตามตอนต่อไป
    July 25

    Morning walk ไปเดินตอนเช้ากัน

     
     
    วันนี้จะชวนไปเดินตอนเช้า ๆ ค่ะ ได้ทั้งสุขภาพกาย จิต และความคิด
     
    พร้อมนะคะ จะพาไปเดินแถวๆบ้านที่อะดิเลดด์ ยามที่อากาศเริ่มหนาว
     
     เดินอ้อมถนนหลังบ้าน จึงจะเห็นสีสันค่ะ                                   สวยมาก
     
    เส้นทางแห่งความงามของธรรมชาติ ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน
     
    ไปเดินมันทุกเช้าเลยเส้นนี้ ชอบมาก สวย คิดไรได้เยอะแยะ
     
                         ร้อยกว่าปีนะบ้านหลังเนี้ย
    ส่วนใหญ่จะไม่คิด ปล่อยใจ ให้นิ่ง สงบ ว่าง
     
    เมื่อว่าง จึงเรียนรู้:
     
    เรียนรู้ที่จะ "ฟัง" ภาษาและการสนทนาของสรรพสิ่ง
     
    เรียนรู้ที่จะฟัง "ธรรม" ในธรรมชาติ
     
    เรียนรู้ที่จะฟัง "ชาติ" ในธรรมชาติ 
     
    เรียนรู้ที่จะ "ฟัง" ธรรมชาติในตัวฉัน
     
     อีกมุมหนึ่งของรพ. ใบไม้เปลี่ยนสี                     ต้นเดียวกะเมื่อกี้ แต่เปลี่ยนมุม
     
    เรียนรู้ว่า "ฉัน" ซึ่งเป็นแค่ส่วนเล็กๆของธรรมชาตินั้น หาได้มีตัวตนไม่ 
     
    เป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์ ที่ละเอียดอ่อน งดงาม พลิ้วไหว และทรงพลังของธรรมชาติอันเป็นวัฏฏะ
     
    มาดูใบไม้เปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล อันนี้ข้างบ้าน                           เริ่มมีแดด อากาศเริ่มอุ่น
     
    ความนิ่ง การเคลื่อนไหว การเผยตนเอง ลีลาการร่ายรำ และการกลับสู่ที่เดิมของธรรมชาติ
     
    สูงสุด คืนสู่สามัญ จริงหรือ? หรือว่าเป็น สามัญคืนสู่สามัญ กันแน่นะ
     
    ใครรู้ช่วยตอบที
     
     เหลืองแล้วก็ร่วงเลย ไม่เป็นสีน้ำตาลนะ                   ต้นนี้จากเขียวเป็นเหลือง
     
     
    July 24

    Memorable moments from field work

     

    This piece was a letter written to friends and well wishers who had been asking me how was my data collection back in 2005-2006. This letter talks about a blanket distribution in the villages and a village fair. I have to thank Aj. Worasarit Pingmuang, Aj. Suthat Klaysuwan and Pee Ying for taking me along to these villages. It has been really wonderful.

     

    Being a woman and doing all her field work by herself in 6 villages, did all the driving and etc. caused a bit of a worry to people around me and those who knew me. Here, I am posting this letter once again, as I am so very grateful to them for helping out and asking about my well being and finally and the best of all for believing in me. They have been the sources of my inner strength.Thank you so much. Is there any other word better than thank you?

     

    Do enjoy!!!!  And also enjoy the photos under the same title .

    Wink

     

    These are the villages very near to where I collect my data. We have our uni. students from this village and therefore we start our “life  support” program by donating blankets during the winter  to villages where we have our students. Due to limited resources,  we could only distribute one blanket to each household. This village is a mixture of Lahu, Pakeryaw(Karen) and northern Thai people. Villagers are very happy getting new blankets, these new ones would cost 500 baht each which is approximately 15 AUD. They still lack many things. But they are rich indeed from the hearts.
      
     In the pics. I talked to people in the village, they were willing to talk and share but not recording. The people were so humble. This place was where I learnt the differences between knowledge and wisdom.
     
     I must admit that  I knew the words and the meaning of the words as in the dictionary but I never truly understand them. Here they believe that knowledge is everywhere and it is meant to be shared.
     
    Here, I learnt to listen to the sounds of tea kettle boiling, listen to the sound of nature, listen to myself as a minute part of nature and above all listen to the unspoken around me.
     
    We had to take the rugged, uneven and muddy road all the way to the villages untill the road way ends and then we boarded a long tailed boat (the smaller boat in the picture not the roofed one) to get on to the other side of the Kok River. We had to transfer the blankets from our four wheel drive trucks to the boat.
     
    I had a chance to also attend a village fair near Myanmar border in the district called Faang. As night falls the fair became a crowded place. In the fair, the atmosphere and the colours were fabulous, I just couldn't resist capturing the moments. This conjured up the memory of childhood. In those times we use to walk around with icicles in one hand and sugarcane peeled and cut into bitesize and put on top of bamboo sticks like flowers.
     
    I particularly like this breaking balloon game with a small arrow when i was a kid. Actually it wasn't the beaking of the ballon at all but its when i get to choose the things in the stall if i made the target hits. In the picture, if you break 7 ballons you can choose anything you like at the stall.  A set of 7 throw is 20 baht which is approximately 75 cents.
     
    With 20 baht you can probably buy a one plate meal like fried rice in a nearby stall. This price is in this area only. It will be around 35 baht in town (expensive for the villagers here) which is slightly more than a dollar AUD. I tried the balloon throw too but got only 5 hits. Guess what I got?
     
    A bottle of soy milk!
     
    Then I strolled the fair with a full tummy – better than nothing!  under the dark sky, twinkling stars and the chilly night. What else can I ask for when I have been given the moments to appreciate every little things in life. That reminded me of a book by Arundhati Roy, The God of Small things. The God of Small things is really and simply happiness and that happiness doesn't have to be expensive and come in big packages. Happiness is every where around you. Happiness can be small things around you. Happiness can be out there waiting for you to simply feel it. Happiness is what you feel. Just feel it. I felt it and it is very simple.
     
    Wished you were here!!!! And experience this wonderful moments!!
    July 23

    มาชวนกินกาแฟค่ะ

    Coffee cup กาแฟธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา
     
    บ่ายวันนี้อากาศดีมาก ถึงจะหนาวแต่มีแสงแดด ค่อนข้างอบอุ่น
    นานๆทีถึงจะมีอากาศแบบนี้ .....................
    เลยหอบข้าวของรวมทั้งโน๊ตบุ๊ก ไปนั่งทำงานอยู่กลางสนามหญ้า รับแสงแดดและวิตามิน
    ก่อนไปก็ไม่ลืมซื้อกาแฟถ้วยโปรดไปด้วย
     
    Coffee lady:     How may I help you love?
    Simmy:             May I have a large latte, take away please.
    Coffee lady:     2 Sugar as usual right?
    Simmee:           Yes thank you. Amazing, he he he, you do remember it.
    Coffee lady:     Yes, I remember all my customers' likes. That'll be 4.10 love,
                           and 90 cents your change. Will be back in a jiffy.  ......
                           Here you are large latte, take away for you and one bickie for you young lady.
    simmee:            Oh! thank you, that very nice of you. Have a good day.
    Coffee lady:     Have a good day. Enjoy the sun, love.
     
    แหม ได้คุ๊กกี้ฟรีมาด้วย เพราะความน่ารักส่วนตัว คริ คริ คุ๊กกี้บ้านนี้เมืองนี้ไม่ใช่อันเล็กเหมือนบ้านเรานะ
    อันประมาณเท่าฝ่ามือได้ กินแล้วอิ่มแบบอิ่มขนมได้เลย มาต่อเรื่องกาแฟกัน กาแฟป้าเขาจะหอมมาก
    เป็นเจ้าเดียวที่จะซื้อถ้วยใหญ่เสมอ พอหาที่นั่งบริเวณสนามหญ้าริมแม่น้ำได้แล้ว ก็นึกไปถึง เมื่อตอนมาเรียนที่นี่ปีแรก
     
    มาถึงปั๊บก็จัดการหาร้านกาแฟแบบอัลเฟรสโก (alfresco) พูดซะดูหรูเชียว ทำเท่ห์ ขอใช้หน่อยเฮอะคำนี้น่ะ
    แต่จริงๆแล้วมันก็คือร้านกาแฟแบบนั่งกลางแจ้งนอกร้านธรรมดานั่นแหละ ดมควันรถไป กลิ่นบุหรี่ไป
    หลังๆมันชักจะไม่โก้น่ะสิ บุหรี่ตรลบไปหมด เลยแว๊บเข้าร้านกาแฟธรรมดาๆ ตามห้างน่ะแหละ บางทีก็ร้านกาแฟน่ารักๆ
     
    มีอยู่วันหนึ่งไปสั่งกาแฟ เวียนนา เขาถามมาว่า "แบล๊ก ออร์ วอยท์" เอาละซิ เอ้า มันพูดไรหว่า
    ไม่เข้าใจ ไอ้ที่คิดมาว่าเราไม่น่ามีปัญหาภาษาอังกฤษแน่ๆ มาแล้วเว้ยปัญหาแรก แล้ววันนี้จะได้กินกาแฟไหมเนี่ย
    ทำหน้าตาเหรอหราสุดชีวิต หันขวับหาคนพาไปกินกาแฟ ขอตัวช่วย ปรากฏว่า งง พอๆกัน
     
    มาถึงบางอ้อ มันแปลว่า black or white เขาถามว่ากาแฟเนี่ยใส่นมไหม ถ้าใส่นมก็ วอยท์ อิ อิ
    เล่นพูดซะ ไวท์ เป็นว้อยท์ จะบ้าตาย แล้วก็งง ตลบสองว่า เวียนนาบ้านเรามันมีแต่ไวท์ไม่เคยเห็นมี
     แบล๊คเวียนนาเลย รึว่าเราเชยป่ะเนี่ย เอาเป็นว่ามีก็มีอ่ะ
     
    ที่นี้ชื่อกาแฟที่นี่สับสนค่ะ มาใหม่เดี้ยนสับสนหลายเด้อค่ะ มีตั้งแต่
     
    black           กาแฟดำธรรมดามาในถ้วย มีแค่ค่อนถ้วย จึ้งหนึ่ง เหมือนเอสเพรสโซ่เลย
    long black     กาแฟดำธรรมดา (black) มาในถ้วยใบใหญ่เพราะปริมาณเยอะกว่า black เลยได้ชื่อนี้
    strong long black อันนี้ก็สำหรับคอกาแฟดำจิงๆ แบบขมปี๋ เข้มข้นมากและปริมาณก็เยอะ หรือก็คือ long black
                        แต่เข้มข้นมากขึ้น
     
    white          กาแฟอะไรก็ตามแต่ถ้ามีนมใช้คำว่าไวท์ระบุหมด
    Flat white   เป็นกาแฟธรรมดาใส่นมร้อนเฉยๆ โดยที่นมนั้นไม่ใช่นมที่ผ่านการทำให้เป็นฟองนมที่เรียกว่า froth milk
                      คำว่าแฟลทในที่นี้จึงเปรียบเทียบกับนมที่ปั่นจนเป็นฟองนมนั่นเอง คำนี้นี่นะ สงสัยอยู่เป็นนาน ถามใครก็
                      ตอบไม่ได้เลยถามป้าเจ้าของร้านกาแฟ เขาเลยตอบซะสะใจไปเลย
     
    ซื้อกาแฟอย่าลืมบอกขนาดด้วยนะ ขนาดกาแฟค่ะไม่ใช่ของคนซื้อ อิอิ มีสามขนาดค่ะ small, medium และ large
     
    ร้านกาแฟที่นี่มีเยอะมากๆเลย จะมีร้านที่เป็นสาขาของออสซี่ ก็เช่น Gloria jeans, Cibo, Hudson
    โดยส่วนตัวแล้วชอบของ Cibo มาก ตามด้วย Hudson ส่วน Gloria จะกินก็ต่อเมื่อ ไปร้านหนังสือที่ชื่อ Borders
    เพราะร้านหนังสือนี้เขามีร้านกาแฟยี่ห้อนี้ อยู่เพียงยี่ห้อเดียว อันนี้เฉพาะที่ในเมืองนะคะ ในเขต CBD โดยเฉพาะที่ Rundle Mall
    แบรนด์ดังของอเมริกา starbuck's ก็เพิ่งมาเปิดที่ Rundle Mall เมื่อปีที่แล้วนี่เอง แพงกว่ากาแฟทั่วไปก็ประมาณ 1.50 aud
     
    ปิดท้าย มีอยู่วันหนึ่งไปกินกาแฟที่ร้านในหอสมุดประจำรัฐ มีคุณพ่อพาลูกสาวและลูกชายมาแวะทานข้าว
    ลูกสาว4-5 ขวบโดยประมาณ ส่วนลูกชายยังเด็กมากอยู่ในรถเข็น คุณพ่อสั่งกาแฟcapuccino แล้วถามว่ามีไรให้เด็กไหม
    เจ้าของร้านตอบว่า มี babycino ได้ไหม คุณพ่อก็เลยโอเค
     
    สาวน้อยผมทองฟูฟ่องเต็มหัว ท่าจะไม่สบอารมณ์ที่พ่อสั่งให้เลยลุกมาประท้วง
     
    girl:   Daddy! I don't want babycino.
    dad:    Why darling?
    girl:   I don't want it because I am not a baby anymore. I am a girl now.
    dad:   OK then! What the girl wants please tell me?
    girl:  Daddy! don't they have a girlicino? I am a girl and they should have a girlicino.
     
    แทบจะสำลักกาแฟขำเด็กน้อยช่างคิด คนทั้งร้านกาแฟหันมามองเด็กพรึ่บ คิดได้ไงเนี่ย
    คราวหน้าร้านกาแฟทั้งหลายโปรดทราบ เพื่อป้องการเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเด็กชาย
    กรุณาเตรียม boyicino ไว้ด้วยจะดีมาก อิอิ ตรรกะเดียวกันกะสาวน้อยผมทองเนอะ
    โตมาต้องเป็นนักภาษาศาสตร์แน่ๆเลย แววออกตั้งแต่เด็กเนี่ย เนอะ ถูกใจคุณพี่นักภาษาหลายเด้
    ..................
    กาแฟนี้เขียนไว้นานพอสมควรแล้วค่ะ แต่เผอิญเย็นวันนี้ (3 สิงหาคม 50) ไปทานข้าวข้างนอกกับเพื่อนๆที่ออฟฟิศกันเป็นทีม เพราะเป็นวันศุกร์ วันเฮฮาของสาวๆแต่มักจะมีหนุ่มๆมาแจมด้วยเสมอ ไปทานกันที่ร้านอาหารอินเดียมาชื่อ Taj Tandoori มาอร่อยมากๆ ระหว่างทางแวะซื้อกาแฟที่ Cibo ร้านโปรด แล้วได้ข้อมูลใหม่มาเพิ่มหนึ่งประโยค อิ อิ เพราะวันนี้เจ้าหนุ่มในทีมคนเดียวที่ชื่อ Elyas ชี้ให้ดูป้ายในร้านว่า เมืองนี้เป็นเมืองที่มีชื่อด้านกาแฟแห่งหนึ่งของออสเตรเลียเลยก็ว่าได้ ก็เลยตั้งใจว่าจะจำประโยคภาษาอังกฤษแต่จำไม่ได้เหมือนเจ้าElyas ซะที พอเริ่มจะพูดก็ต่อประโยคเขาไม่ติดซะระ มันยืนหัวเราะจนเหงือกแห้ง เราก็เลยต้องใช้วิธีจำคีย์เวิดมา ที่จำได้ก็คือ Adelaide, reputation, coffee city of Australia จำได้เท่านี้ก็ดีล่ะเนี่ย คริ คริ