Simmee's profilesimmyPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
March 08 งดอัพสเปซชั่วคราวช่วงนี้งดอัพสเปซชั่วคราวค่ะ เพราะกำลังอยู่ในระหว่างการปั่นงานสุดตัว
เหลืองานเขียนทีซิสอีกสองบท และบทสรุป ค่ะ
กำลังเร่งสปีดเต็มที่อยากให้เสร็จภายในหกเดือนนี้น่ะ อยากจบแล้วค่ะ อยากกลับบ้านเต็มที่แล้วค่ะ
อ้อแต่รายละเอียดการรักษากะเพาะแบบใหม่ก็เก็บรายละเอียดไว้เหมือนกันนะคะ
เอาเป็นว่าอาการหายเมื่อไหร่ หรือหมอบอกเคลียร์จากแบคทีเรียเมื่อไหร่แล้ว
จะมาเล่าให้ฟังอีกทีค่ะ
คนแซ่ปั่น (งาน) อิอิ
January 10 เมื่อฉันละลาย ณ อุณหภูมิ 43 องศาวันนี้เป็นวันหนึ่งที่อากาศจะร้อนมากที่สุด พยากรณ์อากาศบอกไว้เมื่อคืนนี้ว่าวันนี้อาจจะถึง 42 องศา ฉันจะค่อนข้างเชื่อพยากรณ์อากาศที่นี่ เพราะมันแม่นมากๆเสมอ และที่ฉันค่อนข้างจะหวาดผวาเป็นพิเศษก็คือ พอทำนายไว้อย่างนี้ทีไร มันมักจะมากกว่าที่ทำนายประมาณ 1-2 องศาทู๊กทีซิน่ะ ฉันก็เป็น “กลมอุตุ”ซะเองวันนี้ว่า มันต้องไปถึง 43 เผลอๆอาจจะถึง 44 ก็ได้ เพราะในตอนเหนือของรัฐที่ฉันสิงสถิตเป็นเจ้านางอยู่นี้มันเป็นทะเลทรายและวันนี้เขาพยากรณ์ไว้ว่าทางตอนเหนือนี้ อาจถึง 45 องศา อี่ปี้เลยสะดุ้งสะเด็นเตรียมการต้อนรับและขับไล่ความร้อนในขณะเดียวกัน วันนี้ฉันเลยตั้งใจที่จะเล่าเรื่องการปฏิบัติตัวยามหน้าร้อนของคนที่นี่ และของฉันให้ฟังกัน
บ้านฮอบบิท ที่แคริค ฮิล ฉันไม่เคยใช้ชีวิตหน้าร้อนที่เมืองนี้อย่างจริงๆจังๆซะที เพราะฉันมักจะบินกลับเมืองไทยช่วงนี้ทุกที เพื่อไปรับอากาศหนาวที่บ้านเรา ที่ผ่านมาสี่ปีฉันเลยเจอแต่อากาศหนาวตลอด ความร้อนเรอะ เชอะ บ่มีสิทธิได้โลมเลียผิวกายป้าหร๊อก ...ว่าไปนั่น..... ฉันชอบอากาศหนาวมากๆ ชอบที่สุด ฉันทำงานได้มากกว่าหน้าร้อนซะอีก สมองที่มักจะคลานต้วมเตี้ยมในหน้าร้อนมันจะแล่นปรู้ดปร๊าดขึ้นมาทันทีเมื่อฉันรับรู้ความเย็น ปีนี้เป็นปีแรกที่ฉันต้องเจออากาศร้อน แล้วมันร้อนชนิดสุดๆ คิดอีกมุม มันก็ดีเหมือนกัน ได้ประสบการณ์ไปอีกแบบหนึ่ง
สิ่งที่ฉันขาดไม่ได้เลยต้องดูข่าวประจำวัน โดยเฉพาะพยากรณ์อากาศ คอยฟังว่า เมื่อไหร่อากาศจะร้อน เมื่อไหร่อากาศจะเย็นลง จะได้เตรียมตัวถูกว่าจะพกครีมกันแดด หรือร่ม ถ้าได้ยินว่า The mercury will rise on Friday to the top at 43 degrees Celsius. ได้ยินแบบนี้เมื่อไหร่ฉันจะต้องตาเหลือกก่อน แล้วจึงรีบหาอะไรที่คิดว่ากินแล้วทำให้ฉันเย็น รวมทั้งเมนูอาหาร พืชผักทั้งหลายมาเตรียมไว้ ส่วนใหญ่จะเป็นผักสด โดยเฉพาะแครอทและมะเขือเทศ ยังคิดอยู่เลยว่า กินอย่างนี้อีกไม่นานตรูต้องเป็นกระต่ายแน่ๆเลยเนี่ย เพราะเมือมันร้อนจริงๆฉันก็กินอะไรไม่ลงเหมือนกัน ได้แต่กินผักสดและผลไม้ น้ำ น้ำหวาน ไอศกรีม แม้แต่กาแฟร้อนที่ฉันเคยชื่นชอบ (ร้อนแค่ไหนฉันก็จะสั่งกาแฟร้อน) ฉันก็ยังต้องเปลี่ยนมาเป็นกาแฟเย็น ซึ่ง ฉันเป็นคนไม่กินอะไรที่มันเย็นๆเช่นน้ำแข็ง แม้แต่น้ำดื่มฉันก็ยังไม่กินน้ำเย็น มีแต่คนบอก “ดีละลอได้ลดความอ้วนไปในตัว” ฉันก็ตอบไปว่า “ดีอะไร มันจะเหี่ยวหมดน่ะสิ อากาศร้อนกะยูวี และผิวของฉัน มันถูกกันซะที่ไหน อายุไม่ใช่น้อยแล้วนะยะ ขาดน้ำเลยแย่ ยิ่งงามๆอยู่เนี่ย โธ่ เคยเห็นมะผักกาดยามมันสลบน่ะ ฉันก็ไม่ต่างจากมันซะเท่าไหร่เลย โด่ะ”
ตัวไรไม่รู้เฝ้าหน้าบ้านฮอบบิทอยู่ มังกรขี่กบ น่าจะใช่
บางทีฉันก็ตั้งใจฟังข่าวเพื่อจะดูว่าแล้วอากาศมันจะเย็นลงเมื่อไหร่ ฉันน่ะเฝ้ารอเลย อากาศที่นี่มันจะมีลักษณะสลับกันเป็นช่วงๆ พอเป็นช่วงที่อากาศจะเย็นลงหลังจากที่มีช่วงร้อนหฤโหดสักหนึ่งอาทิตย์ คนที่นี่จะเรียกกันว่า heat wave หรือคลื่นความร้อน ถ้าหากพ้นช่วงคลื่นความร้อนแล้วมีอากาศเย็นเคลื่อนเข้ามาเนี่ย คนที่นี่เขาจะเรียกว่า cool change ช่วงเปลี่ยนอากาศเย็น อะไรประมาณนี้น่ะ มันจะสลับกันไปอย่างนี้แหละ ดูข่าวที่ไรฉันก็จะตั้งใจฟังว่าเมื่อไหร่จะมีcool change ซะที เปลี่ยนเมื่อไหร่ฉันก็ เฮไปซะทุกที ร้อนมาทีข้าน้อยก็สลิดบ่ออกเหมือนกัน
การปฏิบัติตัวยามหน้าร้อนที่นี่ต่างจากบ้านเราอยู่พอสมควร ด้วยเหตุเพราะรัฐที่ฉันอยู่นี้มันอยู่ตรงรอยโหว่ของชั่นบรรยากาศของโลกพอดิบพอดี และอีกประเด็นก็คือ อากาศที่ร้อนและแห้ง ไม่ร้อนชื้นเหมือนบ้านเรา ที่นี่พอเริ่มร้อนหรือมีแดด คนที่นี่จะปิดหน้าต่าง ปิดม่านให้บ้านมืดมิด นัยว่าไม่ให้แดด ลมร้อน และอากาศที่ร้อนจัดเข้าบ้าน ทำอย่างนี้แล้วจะทำให้บ้านเย็น ฉันลองทำดูกับที่พักฉันบ้าง มันก็จริงแฮะ เพราะถ้าเปิดหน้าต่างหรือม่านเนี่ย ความร้อนทั้งนั้นเลยที่เข้ามา บ้านเรายิ่งร้อนๆนี่เปิดหน้าต่างเข้าไว้ ให้ลมพัดเข้าบ้านจะได้เย็น แต่ที่นี่ไม่ใช่เลย ยิ่งช่วงนี้แอร์ที่บ้านยังประท้วงขอพักผ่อนด้วย ฉันก็จำยอมให้มันพัก ไม่งั้นถ้ามันนิ่งสนิทเมื่อไหร่ ฉันนี่แหละที่อาจถึงกัลปวสาน อาจละลายตายไปเลย
แล้วแดดที่นี่พลังเผาไหม้และพลังยูวี ทั้งยูวีเอ และยูวีบี มันทรงพลังเผาไหม้มากๆ ฉันแค่เดินไปทานข้าวหน้ามหาลัยนะ ทั้งที่สวมเสื้อผ้าฝ้ายแขนยาว สวมหมวก ดูเผินๆเหมือนจะไปทำไร่ยังไงยังงั้นเลย แถมด้วยทาครีมกันแดดแบบกันสามสิบเท่าแล้วก็ตาม แขนฉันยังเป็นผื่น เป็นรอยปื้น บวมแดง ขึ้นมาเลย คันด้วยนะ เกาก็ไม่ได้ ทรมานจริง หมดสวยเลยอ่ะ จะว่าผิวฉันแพ้ง่ายก็คงจะใช่น่ะแหละ อากาศแบบนี้มันยิ่งเร่งให้ผิวเราแห้งมากๆ แล้วมันคันยิบๆ ฉันเลยต้องพึ่งครีม และทาอยู่ได้ทั้งวัน เหมือนทาครีมยามหน้าหนาวยังไงยังงั้น เพื่อนฝูงที่ออฟฟิสมักจะแหย่ฉันเป็นประจำว่า ฉันน่ะทาครีมหรืออาบครีมกันแน่ สงสัยต้องเปลี่ยนเป็นน้ำมันพืชแล้วกระมัง เพราะถูกกว่าครีม ฉันก็เขวี้ยงค้อนซะประมาณว่าคนแซวหลบแทบไม่ทัน นี่ถ้าเป็นนักกีฬาโอลิมปิกประเภทขว้างค้อนนะ เผลอๆฉันอาจจะทำลายสถิติด้วยก็ได้นะนั่น อิอิ นอกจากครีมแล้วเรื่องดื่มน้ำนี่จำเป็นมากๆ พูดเรื่องดื่มน้ำเนี่ยเป็นความรู้ใหม่ของฉันเหมือนกันเลยนะ เมื่อมาที่นี่ใหม่ๆ มีแต่คนบอกว่าอากาศที่นี่มันแห้งกว่าบ้านเรามากๆ เพราะฉะนั้นต้องดื่มน้ำให้มากเข้าไว้ จิบเรื่อยๆ จิบได้ทั้งวัน บางที่มันเหมือนเราจะไม่หิวน้ำ เราไม่รู้ตัวด้วยว่าขาดน้ำ แต่ร่างกายเราขาดน้ำ บางคนถึงขั้นยืนๆอยู่ล้มพับไปเลยก็มี เราจะรู้ว่าร่างกายเราขาดน้ำอย่างแรงก็ต่อเมื่อเราเกิดอาการปวดหัว เพราะร่างกายดูดน้ำไปมาก จนทำให้ความดันในร่างกายสูง และร่างกายเลยนำโปรตีนจากสมองไปใช้ ฉันอาจจะจำมาไม่ถูกนักนะเรื่องร่างกาย แต่รู้ว่ามันมีผลต่อร่างกายแบบทันทีที่ขาดน้ำเลย มีคนเคยบอกให้ฉันสังเกตว่าถ้าเริ่มปวดหัวให้ดื่มน้ำไว้ก่อนแล้วรอสักพัก หากอาการปวดหัวหายไปให้ดื่มน้ำตามอีก แล้วคอยจิบน้ำเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่หายนั่นคืออาการปวดแบบอื่นที่ไม่ใช่เกิดจากอาการขาดน้ำ สามารถกินยาแก้ปวดได้ ฉันลองทำมั่ง แต่ด้วยความที่ฉันเป็นคนที่มีความอดทนต่ำ แต่ความดันทุรังสูง ฉันมักจะทนให้มันหายปวดเองไม่ไหว ฉันเลยทั้งกินยา และดื่มน้ำไปพร้อมๆกัน ประหยัดเวลาและลดอาการทรมานจากการปวดได้ด้วย อิ อิ มาใหม่ๆก็หูตาเหลือก อะไรฟระตรูมีโตยก้าจะอี้เนี่ยะ อย่างนี้ปี้บ่เกยได้ยิน และไม่เคยคิดว่ามันเป็นความรู้อยู่ในโลก คอยปฏิเสธ (อยู่ในใจ) มาตลอด จนกระทั่งเจอเองเลยถึง อ้อซิตี้เลยชร้าน
วันนี้ก็ทำครบถ้วนทุกกระบวนความที่ว่ามาข้างต้น แต่อากาศมันยังไม่หายร้อน ตอนนี้ปรอทมันกำลังไต่ระดับอุณหภูมิไปเรื่อย ตอนที่เขียนนี้ปรอทเพิ่งแตะ41 ตอนเที่ยงตรง และวันนี้ฉันก็อาบน้ำไปแล้วสองรอบได้ยังเหลือเวลาอีกครึ่งวัน และกว่าจะถึง 43 ฉันคงอาบน้ำได้อีกหลายรอบแน่ๆเลยเนี่ย วิ่งไปอาบน้ำบ่อยๆนี่ทำให้ฉันคิดถึงน้ำตกบ้านเราเหลือหลาย อยากโดดลงไปแบบ ซุ่มมมมมมมม แล้วนั่ง นอน และลอยคออยู่อย่างนั้นไปเรื่อยๆ มีหนังสืออีกเล่มนะ ฉันไม่เอาไรอีกแล้ววววว จะแช่น้ำมันอยู่อย่างนั้นแหละ อย่าถามว่าที่นี่ไม่มีน้ำตก เหรอ ต้นและดอก Jacaranda สวยงามยามหน้าร้อน
ที่นี่ก็มีแต่น้ำมันไม่ตกแล้ว มันไม่มีน้ำให้ตก แห้งแล้งมาก ขืนโดดน้ำตกนะไม่ใช้หัวโนเฉยๆนะยะ คอหักตายแถมเป็นข่าวหน้าหนึ่งของสองประเทศอีกต่างหาก “นักเรียนไทยโดดน้ำที่ไม่ตกดับสนิท” อิอิ
เป็นข่าวน่ะไม่ห่วง แต่ห่วงภาพตอนตายไม่สวยอ่ะดิ แย่เลย
ทะเลเรอะ มีออกทั่วทุกมุมเมือง ห่างจากบ้านฉันแค่ 20 นาทีเอง แต่ฉันไม่ลงหรอก ทำไมน่ะเหรอ อ้าววววววว ขอลากยาวหน่อย ก็ลองคิดดูสิ เวลาลงน้ำต้องเล่นน้ำอยู่ในระหว่างธงที่ทางรปภ. เขาปักไว้เท่านั้น แล้วระหว่างธงน่ะ คนนี่นะป๊าดดดดดโถะ ล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสน แค่ยืนแช่ก็พอล่ะ อย่าได้หวังว่าจะได้ว่ายเป็นอันขาด ได้แต่ยืนไหว้น่ะสิ ขืนว่ายหัวฉันชนตูดเธอ ตูดเธอบานเต็มหน้าฉันน่ะแหละ อีกอย่างนะถ้าลงไปเนี่ย ลองนึกภาพตามละกัน แช่ๆอยู่ต้องรอฟังเสียงนกหวีด เสียงเฮลิคอปเตอร์ตลอด รอทำไมนะเหรอ ฉลามเธอ ไอ้หลาม ไอ้คุณจอว์ส อ่ะเธอ มันมาทีนะ เฮลิคอปเตอร์มาบินวนเตือนให้ขึ้นจากน้ำ สนุกจะตายยยยจริงๆ แช่ๆอยู่ชุดว่ายน้ำยังไม่ทันเปียกดีก็ต้องวิ่งจากน้ำกันอุตลุด ฉันขอบายลงทะเลที่นี่นะ ฉันยังอยากอยู่ให้โลกได้ชื่นชมในความงามของฉันอยู่ ฮ่า ๆๆๆๆ .....ว่าไปนั่น....ที่สำคัญเลย ดำ ไง ดำ ดำแบบแดดเผาไหม้ลอกเป็นแผ่นๆน่าเกลียดชะมัด แล้วไม่มีครีมทาผิวแบบไวท์เทนนิ่งด้วยนะ กรรมเลย มีแต่ แทนนิ่งโลชั่น ไม่มีไวท์เทนนิ่งขายอ่ะ ใครผ่านมาทางนี้ก็พกไวท์เทนนิ่งมาเผื่อบ้างนะ จะรักตายเลย
โดยสรุปฉันจึงหมกตัวอยู่บ้านอาบน้ำ ดีกว่าลงทะเลเป็นไหนๆ ทะเลไปช่วงอื่นดีกว่าสวยกว่าด้วย
เมืองแอดดิเลดด์ ถ่ายจากเนินมองเตฟอร์ ใกล้บ้าน September 08 เพื่อน สีชมพู หูฟัง กลิ่น และบ้านอีกหลังยังต่างแดนวันนี้เป็นวันที่อากาศดีอีกวันหนึ่ง 25 องศา และเป็นวันแรกที่ไม่ได้ใส่เสื้อกันหนาว และก็ไม่พกด้วย
จึงทำตัวสบายที่สุดด้วยการลากเสื้อยืดสีเทาแขนสั้น ยีนส์ตัวเก่ง ขาดแล้วขาดอีก ปะแล้วปะอีก
แต่ขอโทษ เพื่อให้เข้ากะความมันส์ในอารมณ์ เลยลากแตะคีบสีชมพูแปร๊ด บาดใจโจ๋มาจากกล่อง
หลังจากที่เก็บไว้อย่างดีแบบไม่กล้าแตะเมื่อฤดูหนาวมากที่ผ่านมา เอามาใส่ อิอิ แล่มมเลย
แต่กระนั้น ความมันส์ในอารมณ์มันกู่ไม่กลับซะแล้ว เลยคว้ากระเป๋าสะพายใบโตสีชมพู้ ชมพู มาสะพายด้วย
ตอนแรกก็ว่าจะไม่แล้วนะ สีชมพูเนี่ย เพราะมันขัดกับบุคลิกของตัวเองอย่างแรง อย่าฮาดิ ....
ก็ฉันมันออกจะห้าวหาญ ตัวอวบ แล้วสะพายสีชมพูเนี่ยนะ ขัดกันน่าดู จะวาง ๆไม่เอาก็หลายทีล่ะ
แต่แล้วความคิดฉันมันก็ประหวัดไปถึงเพื่อนคนหนึ่ง เขาบอกว่า
"อะไรก็ตามสีชมพูเนี่ยนะ ผมจะไม่ถือเด็ดขาด อายอ่ะ ยิ่งถ้าไปซื้อของแล้วเขาใส่ถุงสีชมพูให้นะ
ผมขอเปลี่ยนเลย ถ้าเป็นแฟนก็จะไม่ถือให้เด็ดขาดเลยสีชมพูเนี่ย ถือเอง ไม่ถื้อ...ไม่ถือ..เด็ดขาด"
ฉันคิดอยู่ในใจ เออ มีแฟนเมื่อไหร่ตรูจะคอยดู จะถือให้มะ ถ้าถือนะจะหัวเราะให้ฟันหักเลย
ฉันละแอบฮา กับ "ไม่ถื้อ...ไม่ถือ...เด็ดขาด" ตอนคิดนี่ก็ยังฮา
พอนึกถึงท่าทางของเขาฉันก็เปลี่ยนใจคว้ากระเป๋าสีชมพูใบโตออกมาใช้ทันที
ด้วยความฮาและ ความมันส์ในอารมณ์ว่า ถ้าเพื่อนถือกระเป๋าและคีบแตะสีชมพูแปร๊ดเขาจะรู้สึกอย่างไร
เขาจะยังเดินกะฉันไหมเนี่ย เพื่อนฉันคนนี้คงทำหน้าปูเลี่ยนๆแน่เลย ฮ่า ๆ ๆ
เฮ้อ..นี่ขนาดอยู่ไกลกันคนละซีกโลกแล้วนะ ฉันทำเหมือนเพื่อนๆฉันทุกคนยังอยู่ใกล้ๆ ฉันทุกครั้งไป
ฉันคิดถึงเพื่อนทุกๆคนจริงๆเลย และ บางครั้งแค่ได้คิดถึงเพื่อนๆก็รู้สึกเป็นสุขล่ะ
..............................................................
เพราะมัวแต่คิดอยู่น่านแหละ ถือดีไม่ถือดีกระเป๋าสีชมพูเนี่ย มันทำให้ฉันต้องรีบตาเหลือก
วิ่งออกไปขึ้นรถเมล์ที่ป้ายหน้าบ้าน และก็พลาดจนได้ รถเมล์ สาย 230 วิ่งผ่านหน้าฉันไปเรียบร้อย
ฉันยังไม่ได้แม้แต่จะข้ามถนนเดินไปอีกฝากเลย โธ่ ...กรรมจริงๆ ยิ่งวันหยุดนี่ครึ่งช.ม.มาคันหนึ่ง
ไม่เป็นไร มีเอ็มพีสามเฟร้ย ฆ่าเวลาได้ ....แต่พอเอามือล้วงกระเป๋าเท่านั้นแหละ .....กรรม
ลืมเอาหูฟังมา แง ....ชีวิตฉันจะขาดหูฟัง เอ็มพีสามและ เสียงเพลงได้อย่างไร อี่ปี่ใคร่ไห้ใคร่หุยเป็นภาษาอิตาเลี่ยน
ยืนแค้นใจอยู่เป็นนาน ลืมได้งัยฟระ ไม่น่ารีบจนลืมเลย
แต่สักพัก คิดได้ว่า ช่างมันเถอะ ไม่เป็นไร
ระหว่างที่นั่งรอรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์ ป้ายที่ 4
ฉันได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง........
เสียงลมพัด....เสียงนกร้อง...เสียงกระเบื้องตรงป้ายรถเมล์มันสั่น เพราะแรงลม ฉันรู้สึกแปลกๆ
ฉันตั้งใจฟัง คราวนี้ฉันได้ยินเสียงนกร้อง หลายตัวเลย แต่ละตัวผลัดกันร้อง ผลัดกันรับ
นกมีหลายประเภท เพราะเสียงร้องต่างกัน มันเหมือนกับว่า ฉันกำลังอยู่ในโรงละคร
ที่มีมหาอุปรากรแสดงอยู่ แล้วนกเหล่านี้ก็เป็นผู้ขับร้องบทเพลงอันไพเราะนั้น ...มันช่างเพราะเสียนี่กระไร
นานแค่ไหนแล้วที่ฉันไม่ได้ยินเสียงนกร้อง....เสียงลมพัด ....เสียงใบไม้ปลิวไปตามลม....
เสียงลมหยอกล้อกับต้นไม้ที่กำลังผลิใบ เหมือนคู่รักที่ห่างหายกันไปนานและได้เวลากลับมาพบหน้าค่าตากันอีกครั้งหนึ่ง
แล้วจู่ๆฉันก็รู้สึกว่ามันนิ่ง สงบ เงียบ ทั้งบรรยากาศ และความรู้สึก มันงดงามมาก..และมันทำให้ฉันยิ้มได้
ยิ้มไปกับธรรมชาติรอบตัว ยิ้มไปกับความอ่อนไหว ยิ้มไปกับทุกความเคลื่อนไหวที่ฉันสามารถสัมผัสและรู้สึกได้
นี่แหละ คือเพลงที่ไพเราะที่สุดในโลก สำหรับฉัน ......
นี่แหละกระมัง ที่เขาเรียกว่า เรียนรู้ที่จะฟังสรรพสำเนียงเสียงธรรมชาติ
ฉันคิดไปถึงว่า การที่มีหูฟังเอ็มพีสามติดตัวมาตลอด มันทำให้ฉันขาด หู ที่จะได้ยินเสียงของความงามเหล่านี้
วันนี้ เป็นวันที่ฉันได้ หู ของฉันกลับคืนมา
ขณะที่กำลังละเลียดความคิดและดื่มด่ำกับเสียงแห่งความงามรอบๆตัว
ทันใดนั้น ฉันต้องตกใจสุดตัวเมื่อมีเสียงดัง แสบแก้วหู
และมีอำนาจทะลุทะลวงโสตประสาตระดับสูง ของไบค์ Harley Davidson
ที่ฉันเคยชอบหนักหนาเอาการอยู่นั้นผ่านมา ความชอบที่เคยมีกับมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้
แทบจะไร้ความหมาย และ หายไปในพริบตาทันที เพราะมันทำลายสมาธิ
และความงามที่ฉันกำลังดื่มด่ำ ที่ฉันเพิ่งจะจูนคลื่นติดกับธรรมชาติ
ทำเอาการฟังโอเปร่าเสียงนกร้องของฉันพังทะลายหายไปในพริบตา
ฉันนึกอย่างแช่งชักหักระดูกไอ้คนขับชอปเปอร์คันนี้มันจริงๆ กรรม....จริงๆ
แต่ฉันก็คิดได้ว่า เออข้อดีของการที่มันโผล่มาตอนนี้ก็ดีเหมือนกันนะ
ความรู้สึก ความเร็ว ความแรงที่เราได้ยินบ่อยๆทุกวัน มันเป็นความสัมพัทธ์
ยิ่งฟังแรง ยิ่งเร่งความเร็ว เราจะชินกับสิ่งนั้น ๆ แล้วทำให้ต้องหาสิ่งที่เร็วกว่า และแรงขึ้น
และวันนี้สิ่งที่ฉันเคยชอบ ฉันกลับจะแช่งชักหักกระดูก เพราะมันแรงเกิน และเร็วเกิน
แล้วพอฉันนั่งฟังเสียงธรรมชาติ เห็นความละเมียด นุ่มนวล พริ้วไหว
วันหนึ่งฉันก็คงจะชินกับมันขึ้นมา และก็คงจะแสวงหาสิ่งที่ละมุนละเมียด มากยิ่งขึ้นไป
และในความช้า แช่มช้อย นั้นก็คงจะมีระดับความนิ่งอยู่ และเป็นความงามสูงสุด ใช่หรือไม่หนอ
........................................
มีคนบอกไว้ว่า Love cannot be defined if you live it. ฉันเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้
มีคนเคยถามฉันว่า ฉันรักเมืองนี้ตรงไหน ฉันตอบเขาไม่ได้ว่าทำไมนะ ฉันถึงรักเมืองนี้
แต่วันหนึ่งฉันพบว่า ฉันรักเมืองนี้มากจริงๆ และมันไม่ใช่แค่ความรู้สึกสวยงามเท่านั้นทีมีกะเมืองนี้
หากแต่มันเป็นสิ่งที่เรียกว่า .....การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้ และต้องจูนคลื่นให้ติดกับคนเมืองนี้
ฉันไม่รู้ว่าการจูนคลื่นจะนิยามได้ดีไปกว่านี้ได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ฉันขอใช้คำว่า
กลิ่นหอมของเมืองนี้... บ้าไหมเนี่ย... จำได้แม้กระทั่งกลิ่น....
ไม่ว่าจะเป็น กลิ่นฤดูใบไม้ผลิ กลิ่นฤดูวิ่งการกุศลช่วยเหลือมูลนิธิโรคหัวใจและโรคมะเร็ง
กลิ่นของชาในงาน ดื่มชาเพื่อช่วยสบทบทุนงานวิจัยมะเร็งเต้านม
กลิ่นงานเกษตร กลิ่นฤดูกุหลาบบาน กลิ่นฤดูใบไม้ร่วง กลิ่นฤดูฝนที่มาแบบซู่เดียวแล้วหาย
กลิ่นความแล้ง กลิ่นของความร้อน กลิ่นของลมหนาว กลิ่นของดินและเสียงหัวเราะของเด็กๆ
ในวันปลูกต้นไม้ที่ทุกคนร่วมกันปลูกต้นไม้ กลิ่นของความคึกคักของคนหน้าร้านกาแฟยามเช้า
กลิ่นของความมีชีวิตชีวาในเมืองเล็กๆแห่งนี้ ที่ ๆ ฉันมีความรู้สึกร่วมในหลายๆด้าน
อะดิเลดด์เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนบ้าน
อาจจะเป็นเพราะสี่ปีที่ผ่านมาฉันไม่ได้แค่เรียน หรือเที่ยว
แต่ฉันใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาคน วิถีชีวิต ความคิดของคน
ทั้งชาวเมืองและชาวบ้าน รวมทั้งใช้เวลาทำกิจกรรมกับชุมชน
โดยมีส่วนร่วมในชุมชนบ่อยๆ ทั้งการเป็นตัวแทนจากชุมชนที่ฉันอยู่
เข้าวิจารณ์แปลนก่อสร้างของเขต เข้าร่วมอะไรต่อมิอะไรหลายๆอย่าง
ที่ทำให้คนในชุมชนจำฉันได้ และระลึกถึงกันเสมอ ด้วยการ "ทำขนม"
มาให้เด็กผู้หญิงที่ไกลบ้านอย่างฉันอยู่เสมอๆ "the girl away from home"
ฉันซาบซึ้งกับน้ำใจ และความเป็นมิตร ของคนเมืองนี้ที่มีให้กับฉันเป็นอย่างมาก
นี่คือบ้านอีกหลังหนึ่งของฉัน ที่ๆฉันแชร์ความรู้สึก ความคิดร่วม ไปพร้อมๆกับชาวบ้านที่นี
ฉันคิดว่า หากฉันรู้สึกกับสถานที่แห่งนี้ได้เหมือนกับที่ ๆ ฉันจากมา
ฉันก็สามารถ เรียก ที่แห่งนี้ว่า "บ้าน" ได้ไม่ใช่หรือ
ฉันคิดไปว่า วันหนึ่งถ้าฉันกลับไป "บ้าน" หลังจากที่จบแล้ว
ฉันคงจะถวิลหา "บ้าน"หลังนี้น่าดู บ้านหลังที่เป็นแหล่งฟูมฟักความคิด ความอ่านของฉัน
วันนี้ฉันปล่อยความคิดล่องลอยน่าดู มองดูคนเดินผ่านฉันไปคู่แล้วคู่เล่า จูงมือกันเดินด้วยนะ บรรยากาศก็เป็นใจ
ฉันเริ่มรู้สึกอิจฉา...ตาร้อนขึ้นมาทันที...เริ่มมองหาทำไมรถเมล์ไม่มาสักทีฟระ มาซะทีเด่ะ
และแล้วเหมือนพระเจ้าจะเข้าข้าง มาทันที
สาย 230 ขึ้นป้ายสี่ ไปตลาดค่ะ
August 08 ร้านหนังสือเก่า ความคิด วัฒนธรรมใช้แล้วทิ้ง และชื่อเมื่อวันเสาร์มีโอกาสไปร้านหนังสือเก่า ไปเจอวารสาร NewScientist ฉบับไม่เก่าเท่าไหร่นัก แต่ว่าเนื้อหาข้างในสุดยอดมาก ก็เลยลงทุนกว้านมาหลายฉบับ เอามานั่งอ่านทั้งคืน แล้วก็กลับไปคิดอยู่หลายวัน ในบทความเหล่านั้นมีคำกล่าวของนักวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยค่อนข้างที่จะโดนใจอยู่เยอะ ก็เลยจะยกบางอันมาแปะไว้ให้คิดต่อไป
Ed Stone นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ (astrophysicist) จาก California Institute of Technology in Pasadena ได้พูดถึงการวิจัยและการหาความรู้ทางฟิสิกส์ว่า ทุกครั้งที่คิดหรือค้นพบสิ่งใหม่ได้ หรือไปถึงจุดสำคัญในการค้นพบ และเราคิดว่าเรามั่นใจในทฤษฎีและการค้นพบนั้นๆ ธรรมชาติมักจะทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งที่เราคิดมาเป็นอย่างดีและรอบคอบนั้นยังง่ายเกินไป ธรรมชาตินั้นซับซ้อนมากและสร้างสรรค์กว่าความคิดของมนุษย์ Ed Stone กล่าวไว้อย่างนี้ว่า
" Everytime we have gone to a new region, we've had ideas and usually they were much too simple. Nature is much more inventive than the human mind."
จาก NewScientist, เรื่อง Don't Stop till You Get to the Fluff, 6 January 2007, pp. 26-30
อีกอันหนึ่งก็น่าสนใจ เป็นส่วนที่พูดถึงวัฒนธรรมใช้แล้วทิ้ง (throwaway culture) ว่า คนเราขาดความผูกพันกับสิ่งของ ซึ่งต่างจากอดีตทำให้เราทิ้งสิ่งของกันได้ง่ายๆแบบไม่รู้สึกอะไรเลย Jonathan Chapman กล่าวไว้ว่า
" ...[I'm] fascinated by our relationships with objects and how these changes or fail....For most of human history we had an intimate relationships with objects we used or treasure. Often we made them ourselves or family members passed them on to us. For more specialists objects, we relied on expert manufacturers living close by whom we would know personally. All this gave objects a history - a "narrative" and an emotional connection that today's masses produced goods cannot possibly match. No wonder we're dissatisfied".
ท่อนนี้มาจากบทความของ Ed Douglas เรื่อง Better by Design, NewScientist, pp. 31-35, 6 January, 2007.
ท่อนนี้ทำให้นึกถึงการที่คนเราตั้งชื่อให้กับสิ่งของเพื่อเป็นการสร้างความผูกพันกับสิ่งของนั้นๆโดยไม่รู้ตัว มีเพื่อนคนหนึ่งตั้งชื่อกล้องที่เพิ่งถอยมาใหม่ว่า เฮเลน อีกคนตั้งชื่อรถว่า ข้าวหลาม และ แบดบอย นอกจากนี้ยังทำให้คิดต่อไปอีกว่า สิ่งเหล่านี้วันหนึ่งถ้าขายไป หรือชำรุดจนใช้การไม่ได้ เพื่อนๆจะรู้สึกกันยังงัย คงตัดใจลำบากพิลึก เพราะมันผูกพันกันไปแล้ว
จากตรงนี้ยังทำให้นึกถึงเอกสารงานวิจัยระดับป.เอกของสาขาภาษาศาสตร์ที่เคยอ่านมานานหลายเดือนได้ เรื่องการตั้งชื่อของสัตว์ในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ว่า ทำไมห้องทดลองบางแห่งที่ใช้สัตว์ในการทดลองจึงตั้งชื่อ และบางแห่งก็ไม่ตั้งชื่อ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า เหตุผลหลักก็คือถ้าสัตว์ถูกนำมาผ่าตัดหรือถูกทำให้ตายด้วยวิธีใดๆก็ตาม ก็มักจะไม่ตั้งชื่อเพื่อเป็นการป้องกันความผูกพันและความเสียใจที่จะเกิดขึ้นระหว่างผู้วิจัยกับสัตว์ทดลอง หากแต่ว่าจะมีการใช้รหัสตัวเลขเป็นตัวแทนของสัตว์แต่ละตัว หากสัตว์นั้นนำมาทดลองเพื่อผลวิจัยทางด้านการเรียนรู้ทางพฤติกรรมหรืออื่นๆ ที่ไม่มีการทำลายชีวิต ส่วนใหญ่ก็จะมีการตั้งชื่อ ที่แตกต่างกันไป เสียดายที่จำไม่ได้ว่าเก็บเอกสารไว้ตรงไหน ไว้หาได้เมื่อไร่ก็จะมาแปะอีกทีละกัน
ชื่อนั้นสำคัญฉะนี้หนอ ความผูกพันนั่นเอง เอ๊ะแล้วชื่อเล่นที่บรรดาแฟนานุแฟนตั้งให้กันแบบน่ารักๆนั่นน่ะ จะรวมไว้ในประเภทนี้ได้ไหมเนี่ย รึจะไม่รวมดีเนี่ย อิอิ
วันนี้เรื่อยเปื่อยมามากพอแร้วววว ไปดีก่า
August 05 กาแฟยามเช้ากับความคิดเรื่อยเปื่อยวันนี้ตื่นแต่เช้าพร้อมอาการอยากกินกาแฟดีๆสักถ้วย
ก็เลยคว้าplunger และ dripper ออกมาแล้วตักกาแฟบดเติมลงไป
แค่เปิดถุงก็หอมตรลบอบอวนไปหมด ทำให้อาการอยากกินกาแฟเพิ่มขึ้น
ช่วงระหว่างรอน้ำเดือดก็คิดไปเรื่อยเปื่อย....สะป๊ะสะเป๊ด
ตั้งแต่ทำไมกลิ่นกาแฟมีผลกะเราอย่างนี้ ไปจนถึงนมสดใส่กาแฟ
ระหว่างเทนมลงกาแฟ เปลี่ยนน้ำสีน้ำตาลเข้มให้เป็นสีน้ำตาลสวย
ก็คิดว่าอืม...นิสัยการกินกาแฟของเราเปลี่ยนไปจริงๆ
กินกาแฟจริง แต่กาแฟไม่เหมือนเดิมแล้ว มันมีมิติในการกินกาแฟมากขึ้น
ปกติก็กาแฟสำเร็จรูปเฉยๆชงแล้วก็ใส่นมสด ใช่นมสด
คนที่นี่ดื่มกาแฟนมสดเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ครีมเทียมเหรอ? หายากมาก มีนะ แต่แพง
ที่นี่เค้ามีนมทำเป็นกล่องเล็กมากๆ สำหรับใส่กาแฟหนึ่งถ้วย
แปลกเนอะ จริงๆก็ไม่แปลกนะ
เพียงแต่ที่บ้านเราคุ้นชินกับ coffee mate มากกว่า
พอมาที่นี่เริ่มติดการดื่มกาแฟใส่นมสด มันรู้สึกดีกว่าครีมเทียมเยอะ
ถ้าหากไปตามร้านกาแฟ เค้าจะถามอีกว่า กาแฟนมสด หรือนมถั่วเหลือง
ไม่เคยกินมาก่อนกาแฟนมถั่วเหลือง แปลกใจว่าทำไมถึงมีพัฒนาการ
ได้คำตอบว่าคนที่นี่ก็แพ้นมเยอะ เค้าเรียกแพ้แลคโตสในนมหรือเปล่านะ คิดว่าใช่นะ
ก็เลยลองมั่ง ใหม่ๆก็ทำหน้าเหยเกเป็นธรรมดา เพราะไม่ชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
นี่ขนาดเกิดความพยายามในการเป็นมิตรกับนมถั่วเหลืองโดยอาศัยกาแฟเป็นกาวนะ
ไม่เวิรค์.......สงสัยว่าจะได้เป็นศัตรูถาวรกันซะแร้วว แต่ก็ดีใจที่ได้ลองอะไรใหม่ๆ
เขียนไปด้วยจิบกาแฟไปด้วยนี่ มันมีความสุขจริงๆ
เลยคิดไปถึงคำพูดของที่กินกาแฟแล้วมีความสุข
มีความสุขจนเอาไปเปรียบเทียบต่างๆนานา
ก็เลยคิดว่า จะลองเก็บความสุขของคนเหล่านั้นมาไว้ที่นี่บ้าง
ค่อยๆอ่าน ค่อยๆหา เริ่มจากตัวเองก่อนแล้วกัน
1. วันก่อนไปบริจาคเลือดกลัวเชียวว่าเขาจะเจอเส้นกาแฟแทนเส้นเลือด (ซิมมี่)
2. Its not the coffee perse that taste good, but its the company
that you have during coffee that doubles the taste of it.
อันนี้ เคยได้ยินอีกเวอร์ชั่นหนึ่งแต่เป็นเรื่องอาหารจำไม่ได้ว่าใครกล่าวไว้ แต่น่ารักมาก
Its not the menu that makes the food taste good,
but its the menu sit with.
ประโยคนี้ความน่ารักอยู่ที่การเล่นคำและการออกเสียง คือการเน้นหรือ stress คำ
ตรงคำว่า menu ที่อ่านได้ทั้งเมนู (เมนูอาหาร) และ เม็น ยู (ผู้ชายที่คุณ)
เป็นการใช้คำและการออกเสียงที่ฉลาดและได้อารมณ์หวานเชียวค่ะ
หรือหนุ่มๆ และสาวๆจะปฏิเสธว่าความรู้สึกที่ได้มันไม่หวานคะ
3. "I can live without men but I can't live without coffee.
Because coffee runs in my body."
เพื่อร่วมออฟฟิส ชาวญี่ปุ่น ชื่อมิวาโกะ นักภาษาศาสตร์ผู้มีฝัน เจ้าของคำศัพท์เฉพาะ
ที่เพื่อนๆร่วมกันบัญญัติให้อันเนื่องมาจากความสุขในการได้กินกาแฟของเธอ
"Miwako's Moment" หรือแบบไทยๆว่า ช่วงเวลาของมิวาโกะ
ระหว่างนี้นึกออกแค่นี้ ไว้จะมาเติมใหม่นะ
|
|
|