Profil de SimmeesimmyPhotosBlogListesPlus ![]() | Aide |
|
20 septembre Who am I? แล้วฉันคือใครในโลกกลมๆใบนี้ใช่ แล้วฉันคือใครในโลกกลมๆใบนี้ นั่นสิ..เออ
ถามตัวเองเหมีอนกัน....ท่ามกลางความขัดแย้งอย่างนี้ ไม่ลงตัวสักที่ (และจะไม่มีวันลงตัว)
หลายวันที่ผ่านมาไปเจอเพลงนี้ แล้วสะดุดกึก ....เพราะเคยฟังมานานแล้วชอบทำนอง
แต่หลังจากที่ฟังหลายๆวันเข้าก็ถูกใจเนื้อหาและทำให้คิดต่อเนื่อง ว่า
เออ...แล้วฉันเป็นใครในโลกกลมๆ ใบนี้
เพลงนี้ สัมผัสก้นบึ้งของใจข้าใหญ่อย่างแรง (ตัวใหญ่ใช้ข้าน้อยมิงาม อิอิ)
เพลงนี้เป็นเพลงที่มีกลิ่นอายของซูฟีอยู่ และเพลงนี้ Bulla Ki Jana เป็นผลงานกวีนิพนธ์
ของกวีซูฟีชื่อดัง Bulle Shah หรือ Bulla Shah และขับร้องโดยRabbi Shergill
และได้นำมาขับร้องโดย Amit Paul อีกครั้งได้อย่างไม่แพ้ต้นฉบับเลย
ที่นำมาให้ฟังวันนี้ เป็นของ Rabbi Shergill พร้อม เอ็มวี
เพลงนี้เป็นเพลงที่พูดถึงและตั้งคำถามว่า เราเป็นใคร เกิดมาทำไม
เป็นการดึงความคิดออกนอกกรอบสี่เหลี่ยมของสิ่งที่ครอบเราอยู่
สิ่งที่ครอบคือ ความคิดเรื่องรัฐ ชาติ ศาสนา ชาติพันธ์
เมื่อเราหลุดพ้นจากการคิดอยู่ในกรอบต่างๆ
เราจะเรียนรู้ว่า ที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตได้อย่างไร้ความหมายที่สุด
"Bulla Ki Jana is all about us not knowing who we are,
of thinking of life in terms of boxes,
until we are enlightened.
And then, you realise how meaninglessly you’ve compartmentalised life,”
เพลงนี้มีภูมิหลังที่กล่าวถึงความแตกต่างมากมายในประเทศอินเดีย
ทั้งในเรื่องศาสนา ชาติพันธ์ และความขัดแย้งนานับประการ
เลยทำให้กวีนาม บุลลา ชาร์ แต่งบทกวีขึ้นมา
และธรรมเนียมการแต่งบทกวีซูฟีมักจะมีชื่อผู้แต่งอยู่ในเพลงด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะ ผู้แต่งเป็นผู้ประสพกับความรู้สึก และความงามดังได้รจนาไว้
ขออนุญาตแปลอย่างคร่าวๆที่สุดเป็นภาษาไทยดังนี้ส่วนภาษาปัญจาบีและอังกฤษอยู่ถัดจากนั้นเน้อ
ภาษาไทย
บุลลา แล้วฉันเป็นใครในโลกนี้ ฉันหารู้จักตัวเองไม่ ฉันไม่ใช่คนที่ยึดมั่นในคำสอนแล้วอยู่แต่ในศาสนสถาน ฉันไม่ใช่คนไร้ศาสนาหรือคนป่า และไม่ได้นับถือสิ่งชั่วร้าย ฉันไม่ใช่คนบริสุทธิ ที่อยู่ท่ามกลางคนสกปรก ฉันไม่ใช่คนที่เชื่อถือในคัมภีร์พระเวท ฉันไม่ใช่คนที่เสพฝิ่นหรือร่ำสุรา ฉันไม่ได้หลงมัวเมามืดบอด ในขณะเดียวกันฉันก็ยังไม่ใช่คนที่ตื่นแล้ว ฉันไม่ได้เป็นคนสะอาดหมดจดไร้มลทิล แต่ฉันก็ไม่ได้เป็นคนสกปรกและด่างพร้อย ฉันไม่ได้ยึดถือความสุขหรือความเศร้า ฉันไม่ได้เกิดมาจากน้ำหรือดิน และฉันก็ไม่ได้เกิดมาจากอากาศหรือไฟ ฉันไม่ได้มีตัวตนและเกี่ยวพันกับชื่อของฉันเลย ฉันเป็นทั้งคนที่มาคนแรกและเป็นคนสุดท้าย แต่ฉันก็หารู้จักใครไม่ ฉันก็ไม่ได้เป็นที่เก่งกาจเลิศเลอกว่าผู้อื่นแต่อย่างใด โอ้ บุลลา แล้วคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ล่ะคือใคร ฉันเป็นพวกไหนกันแน่ ฉันต้องอยู่อย่างนี้แบบโดดเดี่ยวหรือ ฉันเป็นใครกันแน่ในโลกใบนี้ ฉันไม่รู้จักตัวเองเสียแล้ว
ฉันไม่ได้เป็นทั้งโมเสส หรือฟาโรห์ฉันไม่ได้ตื่น แต่ก็ไม่ได้หลับไหลหรือลุ่มหลง ฉันไม่ได้เกิดมาจากไฟอันศักดิ์สิทธิ หรือแม้แต่อากาศธาต ฉันไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองนาดอนฉันก็ไม่ได้นั่งนิ่งๆ แต่ฉันก็ไม่ได้เคลื่อนไหว โอ้ บุลลาเอ๋ย แล้วนี่ฉันต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวหรือนี่ โอ้ บุลลาเอ๋ย ใยฉันไม่รู้จักตัวเองเสียแล้วนี่
แล้วฉันคือใครในโลกกลมๆใบนี้ ตอบเองเลยว่า ใช่แล้วฉันก็คือ “เศษธุลีดิน”ไง ภาษาปัญจาบี ภาษาอังกฤษ
Bulla! ki jaana maen kaunN Bullah! to me, I am not known ? Na main momin vich maseetaan I am not a believer inside the mosque Na main vich kufar diyan reetaan Nor a pagan disciple of false rites Na main paakaan vich paleetaan Not the pure amongst the impure Na main andar ved kitaabaan, Not in the holy Vedas Na main rehnda bhang sharabaan Nor in opium, neither in wine Na main rindaan mast kharaabaan Not in the drunkard`s craze Niether awake Na main shaadi na ghamnaaki Not in happiness nor in sorrow Na main vich paleeti paaki Neither clean, nor a filthy mire Na main aabi na main khaki Not from water, nor from earth Na main aatish na main paun Neither fire, nor from air,is my birth Bullah!, ki jaana main kaun? Bullah! to me, I am not known? Na main arabi na lahori Not an Arab, nor Lahori Na main hindi shehar nagauri Neither Hindi, nor Nagauri ความสุขกับการฟังเพลงนะคะ
13 septembre เพลงรัก ๒: Maula Mereเพลงนี้เป็นเพลงรักที่ฟังแล้วได้อารมณ์สวยอีกเพลงหนึ่ง
เป็นเพลงประกอบภาพยนต์เรือง Anwar เข้าฉายต้นปี 2007
ชื่อเพลงว่า Maula Mere ซึ่งแปลว่า โอ้พระเจ้า (ทำไมช่างได้สร้างเธอได้งดงามเช่นนี้)
ดนตรีของเพลงนี้พาเราไปยังอีกความรู้สึกทันที่ สวยงามและนิ่ง
นั่งฟังได้ทั้งวัน ไม่รู้เบื่อจริงๆ ยิ่งฟัง ยิ่งงาม ยิ่งเห็นอารมณ์ละเมียดและอ่อนโยน
เพลงนี้พอได้ยินครั้งแรกก็ตกหลุมรักอย่างจังทันที ทั้งดนตรี เสียงร้อง และเนื้อหา
เพลงรักเพลงนี้พรรณนาถึงความงามของหญิงอันเป็นที่รัก ได้อย่างสวยงามและละเมียดที่สุด
โดยเริ่มตั้งแต่ ดวงตา (aakein --อาเค) ว่าดวงตาของเธอนั้นช่างสวยงามและมีพลังอะไรเช่นนี้
พลังแห่งดวงตาคู่นั้นทำให้เขาหลงรักเธออย่างมากมาย และเขาก็ไม่ขออะไรมากไปกว่า
ได้เป็นผู้ที่อยู่ในดวงตาของเธอ เขายอมสยบต่อดวงตาคู่งามคู่นั้นอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ
เส้นผม ดวงหน้า ท่าทาง การเยื้องย่าง ทุกกิริยาอาการของเธออันเป็นที่รักนั้น
ล้วนแต่สวยงาม และอ่อนหวาน และจะขออยู่ในปริมณฑลแห่งรักของเธอนั้นตลอดไป
นอกจากนี้แม้แต่คำพูด (batein --บาเต) ทุกคำที่เอ่ยออกมายังสวยงามหาที่เปรียบไม่ได้
โดยที่คำพูดที่เอ่ยออกมานั้นไม่ใช่แค่ความหวานของภาษาเท่านั้น
หากแต่รวมไปถึง ความคิดความอ่านด้วย เพลงเฉียบมาก
เราหลงรักเพลงนี้จริงๆ ให้ดิ้นตายซิเอ๊า...
ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งที่ฟังเพลงนี้ โดยเฉพาะเนื้อหา ก็ทำให้เรารู้สึกว่า
เราเหมือนเป็นทั้งโลกของใครคนหนึ่ง ยิ่งถ้าเรารักเขาด้วยแล้วเนี่ย
มันจะทำให้เรารู้สึกว่าทั้งหัวใจและทั้งตัวของเรานั้น มันเต็มอิ่มและชื่นใจไปหมด
มันพองตัวไปหมด เราจะรู้สึกตัวโตจัง และถ้ารักกันก็จะผลัดกันรู้สึกตัวเล็กและตัวโต
ในขณะเดียวกัน เราก็รู้สึกว่า ทำไมผู้ชายคนหนึ่งถึงรักผู้หญิงคนหนึ่งได้มากถึงเพียงนี้
ตอนแรกก็นึกว่าไปว่า หรือจะเป็นเพียงแค่ความหลงใหลเท่านั้น แต่พอฟังเรื่อยๆ ถึงเข้าใจว่า
มันไม่ได้มองแค่ผัสสะและสิ่งที่ต้องตาภายนอกเท่านั้น แต่มองไปถึงข้างใน
ข้างในคืออะไร คือทั้งจิตใจที่ดีงาม และความคิดอ่าน ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้รวมกันทั้งหมด
ก็พอจะมองได้ว่าคงเป็นความที่รักจริงแท้ทีเดียว พอเป็นอย่างนี้
ก็ทำให้กลับมามองว่าผู้หญิงคงต้องพัฒนาความงามทั้งภายในและภายนอกไปด้วย
ไม่ใช่ว่าเอาใจใส่แต่สิ่งผิวเผินที่อยู่ภายนอก แต่ละเลยสิ่งที่สำคัญที่สุด
เมื่อเวลาผ่านไปถึงจุดหนึ่งความงามภายนอกนั้นจะเสื่อมลง แต่ความงามภายในนั้นไม่มีวันเสื่อม
มันกลับจะงดงามมากขึ้น เมื่อข้างในงามจะทำให้เราสามารถที่จะอภิเชษฐ์ความงาม
ที่เกิดจากการกระทำของเวลา เราจะชื่นชมกับความงามที่เกิดขึ้นตามอายุ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่
ความงามมันก็มีไปตามช่วงอายุนั้น อยู่ที่ว่าเราจะพัฒนาจิตใจเราไปให้ถึงตรงนั้นได้อย่างไร
แล้วผู้ชายล่ะ เราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากเขา
เราเรียนรู้ว่า ในขณะที่มีความแข็งแกร่งเป็นเกราะ แต่จริงๆแล้ว ผู้ชายน่ะอ่อนไหวมาก
ผู้ชายก็มีความละเอียดอ่อน ละเมียด ละมุน ได้เหมือนกัน
ผู้ชายก็มีความรู้สึกรัก ผิดหวัง เศร้า สับสน และอ่อนแอเป็นเหมือนกัน
เจ็บเป็น ร้องไห้เป็น แต่อย่าให้เขาได้เจ็บเชียว เพราะถ้าเจ็บมันอยู่นาน
เขาถูกสังคมสอนมาให้เข้มแข็ง และไม่สามารถแสดงความรู้สึกได้
ดังนั้นมันจึงอยู่นาน และฝังใจ และการเริ่มใหม่ของหนุ่มๆจึงช้ากว่าของสาวๆ
เพราะผู้หญิงสามารถพูดถึงความรู้สึกได้อย่างอิสระ ในขณะที่ผู้ชายเขาต้องใช้เวลานาน
สังคมกักขังความรู้สึกและการแสดงออกซึ่งความรู้สึกของเขาต่างหาก
ลองสังเกตว่า กวีของแทบทุกชาติที่เขียนบทกวีได้กินใจลึกซึ้งนั้น
ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย หาได้น้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลยที่จะเป็นผู้หญิง
ลองหันกลับมาเข้าใจความรู้สึกของคนที่อยู่ข้างๆตัวคุณบ้างนะคะ
ผู้ชายก็อ่อนไหวและอ่อนหวานเป็นเหมือนกันค่ะ โดยเฉพาะเวลาที่เจอคนที่เขารัก
เขาจะหวานและไหวเป็นพิเศษเลยล่ะค่ะ
เพิ่มความหวานในการฟังเพลง เพลงนี้มีคำที่เกี่ยวกับความรัก อยู่หลายคำเลยค่ะ
ishq อิชก์ แปลว่า ความรัก Mohabbat มุฮอบบัต แปลว่า ความรัก
Dil ดิล แปลว่า ใจ Ashiq อาชิค แปลว่า คนรัก (ใช้กับผู้ชาย)
Hasein ฮะซีน แปลว่า งาม
มีความสุขกับการฟังเพลงนะคะ
เพลงรัก Kora Kagaz กับ Amit Paul เพลงรักงามๆกับ"เสียงไข่มุก"
วันนี้ไปเจอเพลงโปรดมา เป็นเพลงเก่าสมัยสามสิบปีที่แล้ว ฟังแล้วยังเพราะอยู่มาก ๆ ๆ
เนื้อเพลงงามมาก และที่สำคัญเสียงนักร้องคนนี้เป็นเสียงที่คณะกรรมการเค้าเรียกว่า
"เสียงไข่มุก" ภาษาฮินดีเรียกว่า "โมฏี กี อาวาซฺ" หาคนที่จะมีเสียงแบบนี้ได้น้อยมาก
นั่นก็คือ เสียงใส และเสียงกังวาล สรุปแล้วเราว่าเพราะมาก
นอกจากนี้ลีลาการร้องยังเยี่ยมมาก เขาเป็นม้ามืดการประกวดอินเดียน ไอดอล ครั้งนี้
ยิ่งร้องยิ่งเห็นความสามารถ ร้องเพลงทุกประเภทได้เพราะมาก เราไปฟังมาล่ะ
นักร้องคนนี้ชื่อ Amit Paul ลองไปฟังเขาร้องเพลงรักที่ว่าหวานได้หวานมาก
ทอดเสียงได้อารมณ์เอาจนเราละลายไปหลายรอบ จริงๆ
ตอนที่ทำให้อารมณ์เพลงบรรเจิดสุด คือ ตอนต้นเพลงเลย (และทั้งเพลงตอนทอดอารมณ์)
ให้สังเกตตอนต้นที่ร้อง สองประโยคแรก ประโยคแรกยังเหมือนอ่านบทกวีเล็กๆ
แต่พอร้องรวมกันเป็นประโยคเต็มขึ้นมา ทำเอาคนฮือฮากันทั้งฮอลล์ รวมทั้งตัวกรรมการด้วย
แม้แต่เรายังรู้สึกว่า อะไรจะดึงอารมณ์และหยิบความรู้สึกเราไปจับวางได้อย่างนั้นนะ
เรายังไปกะเขาด้วยเลย ฟังแล้วมันรู้สึกฟูฟ่องล่องลอยไปหมด เกือบลงดินบ่ได้
ที่น่าสังเกตคือกรรมการคนที่ผมขาวและแก่ๆหน่อย ที่ชื่อ จาเวด อักตัล
คนนี้เขาเป็นกวีชื่อดังที่สุดของอินเดียในยุคนี้และยังเป็นนักแต่งเพลงชั้นปรมาจารย์
ยังเป็นนักร้องด้วยในบางครั้ง ท่านนี้ปกติจะไม่ชื่นชมใครง่ายๆ แต่คราวนี้ให้ดูท่าทาง
และอารมณ์ที่เกิดในระหว่างการฟังเพลง ว่าผู้ร้องพาอารมณ์ผู้ฟังขึ้นไปได้ตั้งแต่ในช่วงประโยคแรกเลย
ถ้าโหวดได้นี่นะ เราเทคะแนนให้ไปหมดแล้ว อิอิ
ว่าไปแล้วก็มีเนื้อเพลงและคำแปลมาฝากแต่เป็นภาษาอังกฤษเน้อ
เพราะถ้าให้แปลเป็นภาษาไทยเองรู้สึกว่าเราทำได้ไม่สวยอ่ะ
อยากรู้ก็ถามเวลาออนไลน์แล้วกันนะ
Kora Kagaz
Hey Hey ........ha ha...hum....
Kora Kagaz tha yeh mann mera, mera, mera
likh liya naam iss pein tera, tera, tera
Kora Kagaz tha yeh mann mera
Likh liya namm iss pein tera
My mind was a blank paper;
in which I wrote your name on it.
Soona aangan tha jeevan mera
Rach gayaa roop iss pein Tera
My life was an empty courtyard,
In which your love settled. Toot na jaaye sapne main darta hoon
Nit din sapnon mein dekha karta hoon
Naina kajaraare matavaare yeh ishaare
I fear that my dreams will shatter.
I see you every day in my dreams. These Kajal-filled eyes, these intoxicating glances. Khaali darpan tha jiwan mera
Bas gayaa pyaar jiss mein teraa
My mind was an empty mirror
In which your love manifested Kora kaagaz tha yeh mann mera
Likh iiya naam iss pe teraa
ha ha ha ho ho ho
(เพลงจบตรงนี้ในวิดีโอ จริงๆแล้วมีอีกยาวเหยียด)
(courtesy www.bollywhat.com)
8 septembre เพื่อน สีชมพู หูฟัง กลิ่น และบ้านอีกหลังยังต่างแดนวันนี้เป็นวันที่อากาศดีอีกวันหนึ่ง 25 องศา และเป็นวันแรกที่ไม่ได้ใส่เสื้อกันหนาว และก็ไม่พกด้วย
จึงทำตัวสบายที่สุดด้วยการลากเสื้อยืดสีเทาแขนสั้น ยีนส์ตัวเก่ง ขาดแล้วขาดอีก ปะแล้วปะอีก
แต่ขอโทษ เพื่อให้เข้ากะความมันส์ในอารมณ์ เลยลากแตะคีบสีชมพูแปร๊ด บาดใจโจ๋มาจากกล่อง
หลังจากที่เก็บไว้อย่างดีแบบไม่กล้าแตะเมื่อฤดูหนาวมากที่ผ่านมา เอามาใส่ อิอิ แล่มมเลย
แต่กระนั้น ความมันส์ในอารมณ์มันกู่ไม่กลับซะแล้ว เลยคว้ากระเป๋าสะพายใบโตสีชมพู้ ชมพู มาสะพายด้วย
ตอนแรกก็ว่าจะไม่แล้วนะ สีชมพูเนี่ย เพราะมันขัดกับบุคลิกของตัวเองอย่างแรง อย่าฮาดิ ....
ก็ฉันมันออกจะห้าวหาญ ตัวอวบ แล้วสะพายสีชมพูเนี่ยนะ ขัดกันน่าดู จะวาง ๆไม่เอาก็หลายทีล่ะ
แต่แล้วความคิดฉันมันก็ประหวัดไปถึงเพื่อนคนหนึ่ง เขาบอกว่า
"อะไรก็ตามสีชมพูเนี่ยนะ ผมจะไม่ถือเด็ดขาด อายอ่ะ ยิ่งถ้าไปซื้อของแล้วเขาใส่ถุงสีชมพูให้นะ
ผมขอเปลี่ยนเลย ถ้าเป็นแฟนก็จะไม่ถือให้เด็ดขาดเลยสีชมพูเนี่ย ถือเอง ไม่ถื้อ...ไม่ถือ..เด็ดขาด"
ฉันคิดอยู่ในใจ เออ มีแฟนเมื่อไหร่ตรูจะคอยดู จะถือให้มะ ถ้าถือนะจะหัวเราะให้ฟันหักเลย
ฉันละแอบฮา กับ "ไม่ถื้อ...ไม่ถือ...เด็ดขาด" ตอนคิดนี่ก็ยังฮา
พอนึกถึงท่าทางของเขาฉันก็เปลี่ยนใจคว้ากระเป๋าสีชมพูใบโตออกมาใช้ทันที
ด้วยความฮาและ ความมันส์ในอารมณ์ว่า ถ้าเพื่อนถือกระเป๋าและคีบแตะสีชมพูแปร๊ดเขาจะรู้สึกอย่างไร
เขาจะยังเดินกะฉันไหมเนี่ย เพื่อนฉันคนนี้คงทำหน้าปูเลี่ยนๆแน่เลย ฮ่า ๆ ๆ
เฮ้อ..นี่ขนาดอยู่ไกลกันคนละซีกโลกแล้วนะ ฉันทำเหมือนเพื่อนๆฉันทุกคนยังอยู่ใกล้ๆ ฉันทุกครั้งไป
ฉันคิดถึงเพื่อนทุกๆคนจริงๆเลย และ บางครั้งแค่ได้คิดถึงเพื่อนๆก็รู้สึกเป็นสุขล่ะ
..............................................................
เพราะมัวแต่คิดอยู่น่านแหละ ถือดีไม่ถือดีกระเป๋าสีชมพูเนี่ย มันทำให้ฉันต้องรีบตาเหลือก
วิ่งออกไปขึ้นรถเมล์ที่ป้ายหน้าบ้าน และก็พลาดจนได้ รถเมล์ สาย 230 วิ่งผ่านหน้าฉันไปเรียบร้อย
ฉันยังไม่ได้แม้แต่จะข้ามถนนเดินไปอีกฝากเลย โธ่ ...กรรมจริงๆ ยิ่งวันหยุดนี่ครึ่งช.ม.มาคันหนึ่ง
ไม่เป็นไร มีเอ็มพีสามเฟร้ย ฆ่าเวลาได้ ....แต่พอเอามือล้วงกระเป๋าเท่านั้นแหละ .....กรรม
ลืมเอาหูฟังมา แง ....ชีวิตฉันจะขาดหูฟัง เอ็มพีสามและ เสียงเพลงได้อย่างไร อี่ปี่ใคร่ไห้ใคร่หุยเป็นภาษาอิตาเลี่ยน
ยืนแค้นใจอยู่เป็นนาน ลืมได้งัยฟระ ไม่น่ารีบจนลืมเลย
แต่สักพัก คิดได้ว่า ช่างมันเถอะ ไม่เป็นไร
ระหว่างที่นั่งรอรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์ ป้ายที่ 4
ฉันได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง........
เสียงลมพัด....เสียงนกร้อง...เสียงกระเบื้องตรงป้ายรถเมล์มันสั่น เพราะแรงลม ฉันรู้สึกแปลกๆ
ฉันตั้งใจฟัง คราวนี้ฉันได้ยินเสียงนกร้อง หลายตัวเลย แต่ละตัวผลัดกันร้อง ผลัดกันรับ
นกมีหลายประเภท เพราะเสียงร้องต่างกัน มันเหมือนกับว่า ฉันกำลังอยู่ในโรงละคร
ที่มีมหาอุปรากรแสดงอยู่ แล้วนกเหล่านี้ก็เป็นผู้ขับร้องบทเพลงอันไพเราะนั้น ...มันช่างเพราะเสียนี่กระไร
นานแค่ไหนแล้วที่ฉันไม่ได้ยินเสียงนกร้อง....เสียงลมพัด ....เสียงใบไม้ปลิวไปตามลม....
เสียงลมหยอกล้อกับต้นไม้ที่กำลังผลิใบ เหมือนคู่รักที่ห่างหายกันไปนานและได้เวลากลับมาพบหน้าค่าตากันอีกครั้งหนึ่ง
แล้วจู่ๆฉันก็รู้สึกว่ามันนิ่ง สงบ เงียบ ทั้งบรรยากาศ และความรู้สึก มันงดงามมาก..และมันทำให้ฉันยิ้มได้
ยิ้มไปกับธรรมชาติรอบตัว ยิ้มไปกับความอ่อนไหว ยิ้มไปกับทุกความเคลื่อนไหวที่ฉันสามารถสัมผัสและรู้สึกได้
นี่แหละ คือเพลงที่ไพเราะที่สุดในโลก สำหรับฉัน ......
นี่แหละกระมัง ที่เขาเรียกว่า เรียนรู้ที่จะฟังสรรพสำเนียงเสียงธรรมชาติ
ฉันคิดไปถึงว่า การที่มีหูฟังเอ็มพีสามติดตัวมาตลอด มันทำให้ฉันขาด หู ที่จะได้ยินเสียงของความงามเหล่านี้
วันนี้ เป็นวันที่ฉันได้ หู ของฉันกลับคืนมา
ขณะที่กำลังละเลียดความคิดและดื่มด่ำกับเสียงแห่งความงามรอบๆตัว
ทันใดนั้น ฉันต้องตกใจสุดตัวเมื่อมีเสียงดัง แสบแก้วหู
และมีอำนาจทะลุทะลวงโสตประสาตระดับสูง ของไบค์ Harley Davidson
ที่ฉันเคยชอบหนักหนาเอาการอยู่นั้นผ่านมา ความชอบที่เคยมีกับมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้
แทบจะไร้ความหมาย และ หายไปในพริบตาทันที เพราะมันทำลายสมาธิ
และความงามที่ฉันกำลังดื่มด่ำ ที่ฉันเพิ่งจะจูนคลื่นติดกับธรรมชาติ
ทำเอาการฟังโอเปร่าเสียงนกร้องของฉันพังทะลายหายไปในพริบตา
ฉันนึกอย่างแช่งชักหักระดูกไอ้คนขับชอปเปอร์คันนี้มันจริงๆ กรรม....จริงๆ
แต่ฉันก็คิดได้ว่า เออข้อดีของการที่มันโผล่มาตอนนี้ก็ดีเหมือนกันนะ
ความรู้สึก ความเร็ว ความแรงที่เราได้ยินบ่อยๆทุกวัน มันเป็นความสัมพัทธ์
ยิ่งฟังแรง ยิ่งเร่งความเร็ว เราจะชินกับสิ่งนั้น ๆ แล้วทำให้ต้องหาสิ่งที่เร็วกว่า และแรงขึ้น
และวันนี้สิ่งที่ฉันเคยชอบ ฉันกลับจะแช่งชักหักกระดูก เพราะมันแรงเกิน และเร็วเกิน
แล้วพอฉันนั่งฟังเสียงธรรมชาติ เห็นความละเมียด นุ่มนวล พริ้วไหว
วันหนึ่งฉันก็คงจะชินกับมันขึ้นมา และก็คงจะแสวงหาสิ่งที่ละมุนละเมียด มากยิ่งขึ้นไป
และในความช้า แช่มช้อย นั้นก็คงจะมีระดับความนิ่งอยู่ และเป็นความงามสูงสุด ใช่หรือไม่หนอ
........................................
มีคนบอกไว้ว่า Love cannot be defined if you live it. ฉันเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้
มีคนเคยถามฉันว่า ฉันรักเมืองนี้ตรงไหน ฉันตอบเขาไม่ได้ว่าทำไมนะ ฉันถึงรักเมืองนี้
แต่วันหนึ่งฉันพบว่า ฉันรักเมืองนี้มากจริงๆ และมันไม่ใช่แค่ความรู้สึกสวยงามเท่านั้นทีมีกะเมืองนี้
หากแต่มันเป็นสิ่งที่เรียกว่า .....การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองนี้ และต้องจูนคลื่นให้ติดกับคนเมืองนี้
ฉันไม่รู้ว่าการจูนคลื่นจะนิยามได้ดีไปกว่านี้ได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ฉันขอใช้คำว่า
กลิ่นหอมของเมืองนี้... บ้าไหมเนี่ย... จำได้แม้กระทั่งกลิ่น....
ไม่ว่าจะเป็น กลิ่นฤดูใบไม้ผลิ กลิ่นฤดูวิ่งการกุศลช่วยเหลือมูลนิธิโรคหัวใจและโรคมะเร็ง
กลิ่นของชาในงาน ดื่มชาเพื่อช่วยสบทบทุนงานวิจัยมะเร็งเต้านม
กลิ่นงานเกษตร กลิ่นฤดูกุหลาบบาน กลิ่นฤดูใบไม้ร่วง กลิ่นฤดูฝนที่มาแบบซู่เดียวแล้วหาย
กลิ่นความแล้ง กลิ่นของความร้อน กลิ่นของลมหนาว กลิ่นของดินและเสียงหัวเราะของเด็กๆ
ในวันปลูกต้นไม้ที่ทุกคนร่วมกันปลูกต้นไม้ กลิ่นของความคึกคักของคนหน้าร้านกาแฟยามเช้า
กลิ่นของความมีชีวิตชีวาในเมืองเล็กๆแห่งนี้ ที่ ๆ ฉันมีความรู้สึกร่วมในหลายๆด้าน
อะดิเลดด์เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนบ้าน
อาจจะเป็นเพราะสี่ปีที่ผ่านมาฉันไม่ได้แค่เรียน หรือเที่ยว
แต่ฉันใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาคน วิถีชีวิต ความคิดของคน
ทั้งชาวเมืองและชาวบ้าน รวมทั้งใช้เวลาทำกิจกรรมกับชุมชน
โดยมีส่วนร่วมในชุมชนบ่อยๆ ทั้งการเป็นตัวแทนจากชุมชนที่ฉันอยู่
เข้าวิจารณ์แปลนก่อสร้างของเขต เข้าร่วมอะไรต่อมิอะไรหลายๆอย่าง
ที่ทำให้คนในชุมชนจำฉันได้ และระลึกถึงกันเสมอ ด้วยการ "ทำขนม"
มาให้เด็กผู้หญิงที่ไกลบ้านอย่างฉันอยู่เสมอๆ "the girl away from home"
ฉันซาบซึ้งกับน้ำใจ และความเป็นมิตร ของคนเมืองนี้ที่มีให้กับฉันเป็นอย่างมาก
นี่คือบ้านอีกหลังหนึ่งของฉัน ที่ๆฉันแชร์ความรู้สึก ความคิดร่วม ไปพร้อมๆกับชาวบ้านที่นี
ฉันคิดว่า หากฉันรู้สึกกับสถานที่แห่งนี้ได้เหมือนกับที่ ๆ ฉันจากมา
ฉันก็สามารถ เรียก ที่แห่งนี้ว่า "บ้าน" ได้ไม่ใช่หรือ
ฉันคิดไปว่า วันหนึ่งถ้าฉันกลับไป "บ้าน" หลังจากที่จบแล้ว
ฉันคงจะถวิลหา "บ้าน"หลังนี้น่าดู บ้านหลังที่เป็นแหล่งฟูมฟักความคิด ความอ่านของฉัน
วันนี้ฉันปล่อยความคิดล่องลอยน่าดู มองดูคนเดินผ่านฉันไปคู่แล้วคู่เล่า จูงมือกันเดินด้วยนะ บรรยากาศก็เป็นใจ
ฉันเริ่มรู้สึกอิจฉา...ตาร้อนขึ้นมาทันที...เริ่มมองหาทำไมรถเมล์ไม่มาสักทีฟระ มาซะทีเด่ะ
และแล้วเหมือนพระเจ้าจะเข้าข้าง มาทันที
สาย 230 ขึ้นป้ายสี่ ไปตลาดค่ะ
|
|
|