Profil de SimmeesimmyPhotosBlogListesPlus ![]() | Aide |
|
15 août เรื่อยเปื่อยWhat is natural?
เมื่อวานมีเรียนและในห้องก็ถกกันหลายๆเรื่อง มีอยู่คนหนึ่งให้เหตุผลต่อคำถามบางข้อว่า
"ก็เพราะมันเป็นธรรมชาติและเป็นความเท่าเทียมกัน - Its natural and its equality to all".
อาจารย์ก็เปรยมาอยู่สองประโยคว่า ....
What is the meaning of nature and natural?
and does natural always means equality?
พูดเสร็จอาจารย์ก็ยกตัวอย่างว่า
ในธรรมชาตินั้น ความเท่าเทียมกันหรือความเท่ากันนั้นไม่มี
เพราะคนเรามีความต้องการต่างกันฉันใด ธรรมชาติ ต้นไม้ ก็มีความต้องการน้ำต่างกันฉันนั้น
ต้นไม้บางต้นต้องการน้ำมาก บางต้นต้องการน้ำน้อย ต้นไม้ทุกต้นไม่เหมือนกัน
เช่นเดียวกับความพอเพียงของคนๆหนึ่ง ไม่ใช่ความพอเพียงของอีกคนหนึ่ง
ดังนั้นโดย"ธรรมชาติ"ของธรรมชาติแล้ว ไม่มีความเท่าเทียมหรอก มีแต่ความแตกต่าง
นี่คือสรุปคำพูดของโปรเฟสเซอร์มา แต่ตอนที่ท่านพูดเป็นภาษาอังกฤษนั้นมันเพราะมาก
มันเห็นภาพซะทะลุเลย มันเห็นไปถึงกระทั่งว่านี่หล่ะคือคนที่จะเป็นผู้สอน
เพราะมันมาจากประสบการณ์ ความคิด ไม่ใช่สักแต่ว่ามานั่งสอนโดยการท่องตำรา
เมื่อไหร่ เราจะคิดได้แบบนี้เนี่ย สงสัยอยู่นิ ว่าจะมีวันนั้นไหมเนี่ย อิอิ
..........................................
7 กันยายน ๕๐
คำว่า "ธรรมชาติ" เป็นประเด็นต่อมาอีกหลายๆวัน ให้ได้ขบคิด
จนกระทั่ง วันหนึ่ง นั่งกินกาแฟอยู่ในครัวขนาดมินิ ที่ภาควิชา ลิง ( มาจาก linguistics อิอิ)
ที่ ๆ ทุก ๆ คนจะชอบแอบมาใช้เวลาถกอะไร ต่อมิอะไรกันเยอะแยะไปหมด
นำทีมการแอบลักลอบใช้เวลา โดยเราเอง อิอิ
โดยการใช้กลิ่นกาแฟจากเครื่องต้มกาแฟ ดึงจมูกคนในภาคมารวมตัวกัน
........โอม จงมา จงมา ด้วยกลิ่นกาแฟ ยามบ่าย .............
.............จงมารวมตัวกันโดยพลัน โอม เพี้ยง............
และแล้วทั้งอาจารย์และนักศึกษา ก็ตามกลิ่นกาแฟ Italian Espresso ของเรามากัน
แต่ไม่ลืมอาวุธ คือแก้วกาแฟ หิ้วมาคนละใบ พร้อมขนมประดามี
อิอิ สนุกจะตาย แกล้งคนเนี่ย ชอบมาก
พออาจารย์มาก็จะร่วมแจมการถกด้วยทุกครั้ง อย่างออกรส
การเรียนรู้มันจึงเกิด เกิดจากการแลกเปลี่ยนความคิดและบทสนทนา
ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ชวนให้นำกลับไปคิดต่อเป็นอย่างยิ่ง
........นี่มันเสพติด การถก หรือ กาแฟ กันแน่เนี่ย .......
วันนั้นเป็นวันที่เราถกกันนอกรอบ
เราก็เลยเอาเรื่องมาเล่าให้ ผีกาแฟและความคิด ทั้งหลายฟังอยู่สองเรื่อง
เรื่องลูกแฝดกับวัฒนธรรมอ่าข่า
และการทำงานของคุณไกรสิทธิ สิทธิโชดก ประธานสมาคมอ่าข่าเชียงราย
กับอีกเรื่องคือ เรื่องลูกวัวที่เกิดมาผิดปกติ เช่นมีสามขา แล้วคนไปกราบไหว้
เอาเรื่องแรกก่อนนะ (บอกใครเนี่ย ...บอกตัวเอง อิ อิ)
เท่าที่จำได้จากการสนทนากับคุณไกรสิทธิ ได้รับความรู้ว่า
ลูกแฝด ตามความคิดความเชื่อเดิมนั้น
คุณไกรสิทธิ ให้เหตุผลว่า เป็นการเกิดที่ไม่เป็นธรรมชาติของมนุษย์
ซึ่งสัตว์เท่านั้นที่จะมีการเกิดในลักษณะนี้
ตอนนี้คุณไกรสิทธิรณรงค์เรื่อง ลูกแฝดเป็นสิ่งธรรมชาติ และเป็นสิ่งที่ดี
และรณรงค์ไปได้ไกลมาก แบบชนิดประสพผลสำเร็จดีทีเดียว
เรื่องที่สอง: คือว่าอ่านข่าวเจอเรื่องลูกวัวสามขา และ
อื่นๆที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกับวัวผิดปกติ เช่นต้นไม้ผิดปกติ
ไก่สองหัว และเฒ่าหัวงูเงี้ยะ (อิอิ อันหลังล้อเล่นคร่า)แล้วคนไทยก็กราบไหว้ ขอหวย กันอีก
เรื่องที่สองตอนเล่าก็ฮา ทำเอาชาวประเทศอื่นๆที่คุยด้วย ฮา
พร้อมกับขุดเรื่องประเทศตัวเองมาเล่า และแลกเปลี่ยนความรู้กัน
สนุกมาก พอฮากันเสร็จ ...ก็ทำให้ได้คิด ......ว่า
แล้วที่ "ผิดปกติ" นั่นนะ ธรรมชาติไหม
ตรงไหนคือ จุดแบ่งระหว่าง ธรรมชาติ กับความ"ผิดปกติ" หรือ
ความไม่เป็นธรรมชาติ ในความคิดของมนุษย์
ทำให้ทุกคนในที่นั้นคิดว่า คำว่า "ธรรมชาติ" หรือ "ผิดปกติ" นั้น
มันเป็นสิ่งที่แล้วแต่วัฒนธรรมใดๆ จะมองเห็น และ นิยามความหมายตามความเข้าใจ
นอกจากนี้ ธรรมชาติตามความหมายที่ก่อเกิดในแต่ละวัฒนธรรมนั้น ยังเปลี่ยนแปลงได้
ดังในกรณีการปรับเปลี่ยนความหมายของ ธรรมชาติ ในวัฒนธรรมอ่าข่านี้
ธรรมชาติ ในความหมายทางสังคมสามารถปรับเปลี่ยนเลื่อนไหลได้
โดยมีตัวแปรหลักคือ เวลา และ สถานการณ์
แต่อย่างไรก็ตาม........
ทำให้คิดต่อไปได้ว่า แล้วธรรมชาติอย่างนี้น่ะ
มันเป็น "ธรรมชาติ" จริงๆ หรือ
ถ้าคิดบนฐานของ ความเปลี่ยนแปลง ความไม่เที่ยง
นั่นก็คือ ลักษณะหนึ่งของ"ธรรมชาติ" ที่เผยตัวเองให้เห็น
hang on.... เอ๊ะ....เดี๋ยวก่อน
"ธรรมชาติ"เผยตัวเองให้เห็น หรือ
เราละเอียดพอรับรู้แง่มุมนี้ของ "ธรรมชาติ"ได้กันแน่นะ
"ธรรมชาติ" จะเผยตัว หรือ เราเผยตัวเองต่อธรรมชาติกันแน่นะ หรือว่า
เรารับรู้ความละเอียดและซับซ้อนของธรรมชาติได้กันแน่นะ
วันนั้นที่ประชุม คอกาแฟเฉพาะกิจ ไม่ได้สรุปอะไร
แต่เรารู้สึกว่า.....
คำว่า"ธรรมชาติ" นั้น มีสามประการที่โผล่มาให้ขบคิด (แทะเล่นได้ไหมนี่)
(อาจจะมีมากกว่าสาม แต่ตอนนี้รู้แค่นี้แระ อิ อิ)
หนึ่งคือ ธรรมชาติอย่างที่มันเป็นในคำว่า "ธรรม" กับ "ชาติ"
ถ้าเข้าใจ มันก็คือ "มันเป็นเช่นนั้นแล" และ มันมีทุกด้าน
ครอบคลุมทั้งหมดทั้งด้านดี และด้านเสีย
สอง คำว่า "ธรรมชาติ" มนุษย์วัฒธรรม มักจะเอาไปผูกกับสิ่งที่มีความหมายในเชิงบวกเสมอ
ส่วนที่เป็นความหมายในเชิงลบ มักจะเป็น "ผิดปกติ"
และถูกกันให้ออกไปจากความหมายของ "ธรรมชาติ"
ความหมายของคำว่า "ธรรมชาติ" ของมนุษย์วัฒนธรรมมักจะ
ไม่ผูดติดกับสิ่งที่ ไม่สมบูรณ์ ไม่งาม ไม่บริสุทธิ์ จะถูกตีกรอบไว้ที่ เช่น ความดีงาม
ความบริสุทธิ์ ความใส ความสะอาด แต่เพียงด้านเดียว เอาง่าย ๆ เช่น
สบู่หอมธรรมชาติ (ดีเนอะ ให้ความรู้สึกดี) แล้ว สบู่เหม็นธรรมชาติมีไหม
ถ้าให้ครูภาษาไทยอธิบายให้เด็กฝรั่งเรียนภาษาไทยฟัง ครูจะตอบว่า
"ไม่ได้นะคะ เราไม่ใช้คำว่าเหม็นแบบธรรมชาตินะคะ"
"คำว่า ธรรมชาติ เราสงวนไว้กับคำที่มีความหมายดีๆค่ะ"
ถ้านักเรียนเฮ้ว ลึ๊ก และห้าว อย่างเราก็จะสรุปว่า
"อ้อ...มันบ่ไปโตยกันน่อครูน่อ...มันไปคนละตาง
อันหนึ่งไปเมืองเจงแสน อันหนึ่งไป กรุงเต๊บ"
เอาแฮ๋มน่อ...
สาวนี่งามและสวยแบบธรรมชาติ (สวยใส ไร้ที่ติ คำและความรู้สึกที่เป็นบวก เท มากระหน่ำ)
แล้ว สาวนี่งามและสวยแบบไม่ธรรมชาติ (ไม่ดีทันทีเลย เห็นมะ)
หนุ่มนี่น่าเกลียดแบบธรรมชาติ (ไม่เคยได้ยินอ่ะ)
ร้านธรรมชาติ (จำได้ว่าที่เชียงใหม่มีอยู่ร้านหนึ่งหลังมอ)
แล้ว "ร้านไม่ธรรมชาติ" จะมีคนเข้าไหม
ไหนจะบรรดาคำ ต่างๆ เช่น หล่อแบบธรรมชาติลงโทษ สวยแบบธรรมชาติไม่ปรานี
คนดี คือคนที่เป็นธรรมชาติ คนไม่ดีมันไม่เป็นธรรมชาติ
น้ำในอ่างน้ำ ไหลวนลงด้านไหน คำตอบลงตามเข็มนาฬืกา
แต่ถ้าลงทวนเข็มนาฬิกาล่ะ ไม่เป็นธรรมชาติ แต่ขอโทษนะ
ที่ซีกโลกใต้เนี่ย ความเป็นธรรมชาติมันไหลวนทวนเข็มนาฬิกาลงท่อ นะเคอะ
อีกอัน ฝืนธรรมชาติ !!!! คิดออกแค่เนี้ยะล่ะ
และ .....
สาม ถ้าหากคำว่า ธรรมชาติ และขอบเขตความหมายของมัน
สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในวัฒนธรรมหนึ่ง ๆ เมื่อถึง"ที่สุด"
ดังในตัวอย่างสองเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น
การถอนรากทางความคิดของวัฒนธรรมก็เป็นไปได้ เช่นกัน
ขึ้นอยู่กับว่า จะถอนแบบใด แบบแบ๊คโฮ แบบค่อยๆใช้มือถอน
หรือแบบให้มันค่อยๆสลายไปเอง แบบเจ็บปวดน้อยที่สุด
คนที่จะทำได้ ต้องเข้าใจพลวัตรทางวัฒนธรรม และถึงที่สุด
ต้องเข้าใจคน และ"ธรรมชาติ" ของคน
ที่ยังต้องการแหล่งพึ่งพิงทางสังคมและวัฒนธรรม
จบดื้อๆ....เพราะหมดพุงล่ะ ....
ไปละ ขอลาไปมีความสุขแบบธรรมชาติก่อน (ทั้งดีและไม่ดี)
เรื่อยเปื่อยมามากพอล่ะ สนุกดีเนอะ คิดเรื่อยเปื่อยนี่น่ะ .....ท่าจะบ้า.....อิ อิ
8 août ร้านหนังสือเก่า ความคิด วัฒนธรรมใช้แล้วทิ้ง และชื่อเมื่อวันเสาร์มีโอกาสไปร้านหนังสือเก่า ไปเจอวารสาร NewScientist ฉบับไม่เก่าเท่าไหร่นัก แต่ว่าเนื้อหาข้างในสุดยอดมาก ก็เลยลงทุนกว้านมาหลายฉบับ เอามานั่งอ่านทั้งคืน แล้วก็กลับไปคิดอยู่หลายวัน ในบทความเหล่านั้นมีคำกล่าวของนักวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยค่อนข้างที่จะโดนใจอยู่เยอะ ก็เลยจะยกบางอันมาแปะไว้ให้คิดต่อไป
Ed Stone นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ (astrophysicist) จาก California Institute of Technology in Pasadena ได้พูดถึงการวิจัยและการหาความรู้ทางฟิสิกส์ว่า ทุกครั้งที่คิดหรือค้นพบสิ่งใหม่ได้ หรือไปถึงจุดสำคัญในการค้นพบ และเราคิดว่าเรามั่นใจในทฤษฎีและการค้นพบนั้นๆ ธรรมชาติมักจะทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งที่เราคิดมาเป็นอย่างดีและรอบคอบนั้นยังง่ายเกินไป ธรรมชาตินั้นซับซ้อนมากและสร้างสรรค์กว่าความคิดของมนุษย์ Ed Stone กล่าวไว้อย่างนี้ว่า
" Everytime we have gone to a new region, we've had ideas and usually they were much too simple. Nature is much more inventive than the human mind."
จาก NewScientist, เรื่อง Don't Stop till You Get to the Fluff, 6 January 2007, pp. 26-30
อีกอันหนึ่งก็น่าสนใจ เป็นส่วนที่พูดถึงวัฒนธรรมใช้แล้วทิ้ง (throwaway culture) ว่า คนเราขาดความผูกพันกับสิ่งของ ซึ่งต่างจากอดีตทำให้เราทิ้งสิ่งของกันได้ง่ายๆแบบไม่รู้สึกอะไรเลย Jonathan Chapman กล่าวไว้ว่า
" ...[I'm] fascinated by our relationships with objects and how these changes or fail....For most of human history we had an intimate relationships with objects we used or treasure. Often we made them ourselves or family members passed them on to us. For more specialists objects, we relied on expert manufacturers living close by whom we would know personally. All this gave objects a history - a "narrative" and an emotional connection that today's masses produced goods cannot possibly match. No wonder we're dissatisfied".
ท่อนนี้มาจากบทความของ Ed Douglas เรื่อง Better by Design, NewScientist, pp. 31-35, 6 January, 2007.
ท่อนนี้ทำให้นึกถึงการที่คนเราตั้งชื่อให้กับสิ่งของเพื่อเป็นการสร้างความผูกพันกับสิ่งของนั้นๆโดยไม่รู้ตัว มีเพื่อนคนหนึ่งตั้งชื่อกล้องที่เพิ่งถอยมาใหม่ว่า เฮเลน อีกคนตั้งชื่อรถว่า ข้าวหลาม และ แบดบอย นอกจากนี้ยังทำให้คิดต่อไปอีกว่า สิ่งเหล่านี้วันหนึ่งถ้าขายไป หรือชำรุดจนใช้การไม่ได้ เพื่อนๆจะรู้สึกกันยังงัย คงตัดใจลำบากพิลึก เพราะมันผูกพันกันไปแล้ว
จากตรงนี้ยังทำให้นึกถึงเอกสารงานวิจัยระดับป.เอกของสาขาภาษาศาสตร์ที่เคยอ่านมานานหลายเดือนได้ เรื่องการตั้งชื่อของสัตว์ในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ว่า ทำไมห้องทดลองบางแห่งที่ใช้สัตว์ในการทดลองจึงตั้งชื่อ และบางแห่งก็ไม่ตั้งชื่อ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า เหตุผลหลักก็คือถ้าสัตว์ถูกนำมาผ่าตัดหรือถูกทำให้ตายด้วยวิธีใดๆก็ตาม ก็มักจะไม่ตั้งชื่อเพื่อเป็นการป้องกันความผูกพันและความเสียใจที่จะเกิดขึ้นระหว่างผู้วิจัยกับสัตว์ทดลอง หากแต่ว่าจะมีการใช้รหัสตัวเลขเป็นตัวแทนของสัตว์แต่ละตัว หากสัตว์นั้นนำมาทดลองเพื่อผลวิจัยทางด้านการเรียนรู้ทางพฤติกรรมหรืออื่นๆ ที่ไม่มีการทำลายชีวิต ส่วนใหญ่ก็จะมีการตั้งชื่อ ที่แตกต่างกันไป เสียดายที่จำไม่ได้ว่าเก็บเอกสารไว้ตรงไหน ไว้หาได้เมื่อไร่ก็จะมาแปะอีกทีละกัน
ชื่อนั้นสำคัญฉะนี้หนอ ความผูกพันนั่นเอง เอ๊ะแล้วชื่อเล่นที่บรรดาแฟนานุแฟนตั้งให้กันแบบน่ารักๆนั่นน่ะ จะรวมไว้ในประเภทนี้ได้ไหมเนี่ย รึจะไม่รวมดีเนี่ย อิอิ
วันนี้เรื่อยเปื่อยมามากพอแร้วววว ไปดีก่า
5 août แม่ของฉันแม่ของฉัน แม่ของเรา กับวันแม่ทุกๆวัน
ตอนที่หนึ่ง: ความอารมณ์ดีของแม่
บ้านฉันมักจะมีเพลงประจำบ้านในหลายๆโอกาศ ส่วนใหญ่เพลงประจำบ้านมักจะมาจากแม่
แม่จะมีอะไรที่น่าทึ่งให้ฉันได้ยิ้ม และหัวเราะจนฟันแทบร่วงทู๊กทีสิน่า
เพลงของแม่มักจะพร้อมกับท่าเต้นเสมอ จนเราต้องยกให้แม่เป็นแดนเซอร์ประจำบ้าน
พอได้ยินเสียงเพลงอินเดียบรรเลง เธอเริ่มขยับตัวยึกยักๆ พอได้ที่ก็ร้องคลอตาม
พอเริ่มมันในอารมณ์เธอเริ่มหาเสาบ้าน วิ่งไปวิ่งมาจากเสาต้นหนึ่งไปยังเสาอีกต้นหนึ่ง
พอถามว่าแม่ทำไรอ่ะวิ่งไปวิ่งมา คำตอบของแม่ทำให้ฉันฮาแทบตกเก้าอี้ น้ำหูน้ำตาเล็ด
แม่ตอบว่า "ทำไมไม่รู้อะไรเลยยะ ก็ทำตัวเป็นนางเอกหนังอินเดียไงล่ะ...."
ตอบเสร็จเธอก็ร้องเพลงต่ออีก แถมหันมาบอกด้วยแววตาแสดงความเสียดายว่า.....
"วิ่งอยู่ในบ้านไม่มันส์เลยอ่ะ มันแคบ ถ้าได้สนามหญ้าหรือเนินเขาแบบหนังอินเดียก็จะม่วนแฮ๋มหน้อย..."
ฉันนั่งทำงานแทบไม่ได้ หัวเราะลั่นเต็มบ้านกับความมันในอารมณ์ของแม่
บอกแม่ไปว่า "ให้พ่อพาไปก่ะที่สวนจริญอ่ะ ที่โปรดบ่ใจ้ก่ะแม่"
พ่อที่นอนดูทีวีอยู่ห่างๆ กลัวได้เป็นพระเอกมิวสิกของแม่ เพราะเหนื่อยกะการวิ่ง รีบตอบเลยว่า
"พ่อไม่วิ่งนะ ปล่อยแม่วิ่งคนเดียว พ่อจะรอรับอยู่ที่เนินข้างล่างนะ เผื่อแม่จะเปลี่ยนใจกลิ้งลงมา"
พ่อตอบได้ฮามาก ทำเอาซะฉันเริ่มปิดตำราที่อ่านอยู่หันมาหัวเราะแบบจริงๆจัง
แม่สวนมาอีก "แม่น่ะไม่อ้วนหรอก เค้าเรียกว่า อวบระยะสุดท้ายย่ะ" ตอบเสร็จก็ฮัมเพลงวิ่งต่ออีก
พ่อตอบกลับ "เบาๆหน่อยแม่ แก่แล้วนะ เดี่ยวจะเป็นลมเป็นฝนไป"
แม่ตอบ "แทงคิ้วหลายที่เป็นห่วง แต่ พี่ไม่ยอมแก่หรอกน้องเอ้ย....แค่อายุสามสิบเอง ที่เหลือฝากลืมไว้ที่ธนาคาร"
พูดจบปั๊บแม่เปลี่ยนเพลง เป็น "สามสิบยังแจ๋ว.... แจ๋วซะจนน่าจีบ..."
เป็นงัยล่ะกับวาทะประจำตัวของแม่ฉัน พี่ไม่ยอมแก่หรอกน้องเอ้ยยยย
อาการนางเอกหนังอินเดียของแม่นี้เกิดได้ทุกที่ไม่จำกัดเวลาและสถานที่
บางทีในร้านเราอ่ะแหล่ะ วิ่งวนซะรอบร้านจากราวหนึ่งไปราวหนึ่ง
ส่วนใหญ่จะเกิดยามที่แม่อารมณ์ดี และแล้วเราก็มีหลักฐานให้เห็น
(แม่จ๋า เจ้าวีณามันแอบถ่ายรูปแม่ยามอารมณ์นางเอกอ่ะ)
สาบานให้ก็ได้ว่า นั่นน่ะแม่ของฉัน แม่ของลูกๆเจ็ดคน สาวหก หนึ่งหนุ่ม
แม่ฉันเป็นคนอารมณ์ดีมาก ถึงมากที่สุด ตั้งแต่ลืมตาตื่นจนถึงเวลานอน
แม่จะตื่นแล้วเตรียมพร้อมก่อนเสมอ ไม่มีใครเคยทันแม่สักคน
ใครในบ้านที่ยังไม่ตื่น ก็จะได้ยินหม่อมแม่อินคอนเสริต์ ร้องเพลงแต่เช้า
เริ่มจาก "ตื่นเถิดวัวควายอย่ามัวหลับใหลลุ่มหลง.......ชาติจะ...."
ตามด้วย "ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย........"
ตามด้วยเสียงประกาศผ่านก้องเอิ้นกะลามังสเตนเลสตราหัวม้าลายย
"โปรดแซบบบบ ขณะนี้เวลา หกนาฬิกา หมูๆทั้งหลายกรุณาตื่นได้แล้ว ...."
หากยังไม่มีใครขยับก็จะเจอไม้เด็ดของนักกีฬากระโดดน้ำ
แม่มาประชิดถึงห้อง แล้วประกาศว่า "ขณะนี้นักกีฬากระโดดน้ำหมายเลข 75 กำลังจะกระโดดลงบนที่นอนแล้ว"
75 นั่นน่ะ น้ำหนักของแม่ ซึ่งทำเอาบรรดาลูกๆตัวเล็กๆ (สมัยนู้น)
ที่แชร์เตียงขนาดใหญ่ต้องเด้งหลบให้นักกีฬาเป็นแถว เพราะกลัวแบน อิ อิ
เป็นอันว่าจบกระบวนการการปลุกเวลาแม่อารมณ์ดี
ทุกเย็นที่บ้านเราจะกินข้าวพร้อมกัน ดูทีวีกันพร้อมหน้าดูข่าว ดูละครไปฮาไป
จากนั่งดูก็จะกลายเป็นเลื้อย วิธีเลื้อยของแม่ก็น่ารักมาก
วิธีเลื้อยของแม่จะมาพร้อมกับเพลง "ฉันจะบินลงมาตายตรงหน้าตักเธอ....."
พ่อก็จะหัวเราะ แม่ก็จะนอนเอาหัวหนุนตักพ่อดูทีวี น่ารักมาก พ่อก็ไม่บ่นสักคำ
ฉันล่ะแอบอิจฉา ความน่ารักของพ่อกะแม่ฉัน เมื่อไหร่จะถึงคิวฉันหวีดมั่งเนีย อิอิ
ตอนนี้คงต้องหวีดสยองไปก่อน อิอิ
อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้การดูทีวีของทุกคนในบ้าน ยามพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้วมีความสุขก็คือ
การดูแม่ดูทีวี อิอิ แม่จะอินกะการดูละครมาก ดูแม่แล้วบางทีมันส์กว่าดูละครอีก ฮ่า ๆ ๆ
ความอารมณ์ดีของแม่นี้มีทุกที่ มีอยู่วันหนึ่งไปงานไรก็ไม่รู้
แล้วเจ้าภาพร้องเพลงภาษาฮินดี เพลงเขาเพราะมากเพลงเขาแปลว่า
หากฉันขาดเธอไปฉันจะอยู่ได้อย่างไร ฉันจะไปไหน ประมาณนี้
ขณะที่ทุกคนกำลังดื่มด่ำกับเพลง เพื่อนแม่เขาก็บอกว่า เพลงเพราะจัง
แล้วก็คลอตาม "ตุ่มบิน จาวโอ กาฮา...."
(ตุม แปลว่า เธอ, บิน แปลว่า ปราศจาก, ไร้ ไม่มี,จาวโอ กาฮา แปลว่า ไปไหน)
แม่ก็บอกว่า "เออเนอะ เพลงมันเพราะแต้ๆ แต่ฉันก็ตอบเธอไม่ได้เช่นกัน ตุ่มอ่ะมันบินไปไหน
คนร้องยังไม่รู้เลยว่าตุ่มของเขามันบินไปไหน แล้วฉันจะรู้เรอะ"
เพื่อนแม่และฉัน รวมทั้งคนที่อยู่รอบๆโต๊ะ ฮากันน้ำหูน้ำตาเล็ด
กำลังซึ้งๆ แม่เล่นสาดมุกกระจายซะงั้น แม่ฉันนี่ข้ามภาษาเลยจริงๆๆ
ฉันชอบดูแม่เวลาแม่มีความสุข ความสุขสนุกสนานของแม่ทำให้ทุกคนในบ้านอารมณ์ดี
แม่ในสายตาฉันเป็นคนแกร่งเสมอ แกร่งทั้งกายและใจ
อะไรที่ฉันทำไม่ได้ คิดไม่ถึง แม่มักจะทำได้เสมอ
ยามที่เครียดกับการเรียนฉันโทรกลับบ้านเมื่อไหร่
มันคือการชารจ์แบตและไฟในตัวฉัน แม่จะเติมไฟให้อยู่เสมอ
แม่กับพ่อจะทำให้เห็นเสมอๆว่า
ความอบอุ่นในบ้านเป็นสิ่งสำคัญ มีอะไรให้นึกถึงบ้าน
บ้านจะเป็นแหล่งเดียวที่ไม่ซ้ำเติมเรา แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
แม่ฉันมักจะพูดทีเล่นทีจริงเสมอเวลาโทรกลับบ้าน หรือแม้แต่อยู่บ้านก็ตาม ว่า
ฉันรักเธอนะจ๊ะบ้าง แม่ก็รักลูกนะจ๊ะบ้าง ฉันจะฮามากกว่าเพราะเห็นว่า แม่ชอบเล่น
แต่วันนี้ฉันก็จะพูดจริงๆ ...ไม่เล่น ว่า...
" มี่รักมมินะ มากๆด้วย"
เฮ้อ...แล้วฉันก็พูดแล้ว เอาโต้งๆอย่างนี้แหละ
ทำไมเวลาพูดคำสามคำนี้มันยากจังนะ
ครั้งแรกมันก็ยากอย่างนี้แหละมั้ง
ต่อไปจะพูดบ่อยๆนะมมิ นะ
ฉันเข้าใจว่าในครอบครัวทุกๆคน เราอยู่ด้วยกันทุกๆวัน เห็นกันทุกวัน
จนลืมนึกถึงความสำคัญของการมีอยู่ของคนรอบๆตัวเรา และคนในครอบครัว
แล้วก็พาให้ลืมนึกถึงความสำคัญของการบอกกล่าว ความรู้สึกของเรา ให้คนของเรารู้
บางที การบอกกล่าวด้วยคำพูด ก็ทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกดีๆต่อกันมากยิ่งขึ้นไปอีก
วันนี้คุณบอกรักแม่และคนอื่นๆในครอบครัวแล้วหรือยังคะ
กาแฟยามเช้ากับความคิดเรื่อยเปื่อยวันนี้ตื่นแต่เช้าพร้อมอาการอยากกินกาแฟดีๆสักถ้วย
ก็เลยคว้าplunger และ dripper ออกมาแล้วตักกาแฟบดเติมลงไป
แค่เปิดถุงก็หอมตรลบอบอวนไปหมด ทำให้อาการอยากกินกาแฟเพิ่มขึ้น
ช่วงระหว่างรอน้ำเดือดก็คิดไปเรื่อยเปื่อย....สะป๊ะสะเป๊ด
ตั้งแต่ทำไมกลิ่นกาแฟมีผลกะเราอย่างนี้ ไปจนถึงนมสดใส่กาแฟ
ระหว่างเทนมลงกาแฟ เปลี่ยนน้ำสีน้ำตาลเข้มให้เป็นสีน้ำตาลสวย
ก็คิดว่าอืม...นิสัยการกินกาแฟของเราเปลี่ยนไปจริงๆ
กินกาแฟจริง แต่กาแฟไม่เหมือนเดิมแล้ว มันมีมิติในการกินกาแฟมากขึ้น
ปกติก็กาแฟสำเร็จรูปเฉยๆชงแล้วก็ใส่นมสด ใช่นมสด
คนที่นี่ดื่มกาแฟนมสดเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ครีมเทียมเหรอ? หายากมาก มีนะ แต่แพง
ที่นี่เค้ามีนมทำเป็นกล่องเล็กมากๆ สำหรับใส่กาแฟหนึ่งถ้วย
แปลกเนอะ จริงๆก็ไม่แปลกนะ
เพียงแต่ที่บ้านเราคุ้นชินกับ coffee mate มากกว่า
พอมาที่นี่เริ่มติดการดื่มกาแฟใส่นมสด มันรู้สึกดีกว่าครีมเทียมเยอะ
ถ้าหากไปตามร้านกาแฟ เค้าจะถามอีกว่า กาแฟนมสด หรือนมถั่วเหลือง
ไม่เคยกินมาก่อนกาแฟนมถั่วเหลือง แปลกใจว่าทำไมถึงมีพัฒนาการ
ได้คำตอบว่าคนที่นี่ก็แพ้นมเยอะ เค้าเรียกแพ้แลคโตสในนมหรือเปล่านะ คิดว่าใช่นะ
ก็เลยลองมั่ง ใหม่ๆก็ทำหน้าเหยเกเป็นธรรมดา เพราะไม่ชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
นี่ขนาดเกิดความพยายามในการเป็นมิตรกับนมถั่วเหลืองโดยอาศัยกาแฟเป็นกาวนะ
ไม่เวิรค์.......สงสัยว่าจะได้เป็นศัตรูถาวรกันซะแร้วว แต่ก็ดีใจที่ได้ลองอะไรใหม่ๆ
เขียนไปด้วยจิบกาแฟไปด้วยนี่ มันมีความสุขจริงๆ
เลยคิดไปถึงคำพูดของที่กินกาแฟแล้วมีความสุข
มีความสุขจนเอาไปเปรียบเทียบต่างๆนานา
ก็เลยคิดว่า จะลองเก็บความสุขของคนเหล่านั้นมาไว้ที่นี่บ้าง
ค่อยๆอ่าน ค่อยๆหา เริ่มจากตัวเองก่อนแล้วกัน
1. วันก่อนไปบริจาคเลือดกลัวเชียวว่าเขาจะเจอเส้นกาแฟแทนเส้นเลือด (ซิมมี่)
2. Its not the coffee perse that taste good, but its the company
that you have during coffee that doubles the taste of it.
อันนี้ เคยได้ยินอีกเวอร์ชั่นหนึ่งแต่เป็นเรื่องอาหารจำไม่ได้ว่าใครกล่าวไว้ แต่น่ารักมาก
Its not the menu that makes the food taste good,
but its the menu sit with.
ประโยคนี้ความน่ารักอยู่ที่การเล่นคำและการออกเสียง คือการเน้นหรือ stress คำ
ตรงคำว่า menu ที่อ่านได้ทั้งเมนู (เมนูอาหาร) และ เม็น ยู (ผู้ชายที่คุณ)
เป็นการใช้คำและการออกเสียงที่ฉลาดและได้อารมณ์หวานเชียวค่ะ
หรือหนุ่มๆ และสาวๆจะปฏิเสธว่าความรู้สึกที่ได้มันไม่หวานคะ
3. "I can live without men but I can't live without coffee.
Because coffee runs in my body."
เพื่อร่วมออฟฟิส ชาวญี่ปุ่น ชื่อมิวาโกะ นักภาษาศาสตร์ผู้มีฝัน เจ้าของคำศัพท์เฉพาะ
ที่เพื่อนๆร่วมกันบัญญัติให้อันเนื่องมาจากความสุขในการได้กินกาแฟของเธอ
"Miwako's Moment" หรือแบบไทยๆว่า ช่วงเวลาของมิวาโกะ
ระหว่างนี้นึกออกแค่นี้ ไว้จะมาเติมใหม่นะ
3 août A Journey into my own ignorance.
This piece was written a while back when i wanted to track myself how I as an individual learn. How I learn as simmy?. What process or processes I went through? both consciously and subconsciously. However, I hope I don't become unconscious by the time I reached the stage I wanted. You are allowed to laugh.
My journey into my ignorance
22 April, 2007
I got a book named “How to see yourself as you really are” by Dalai Lama, from borders yesterday. I was so trilled ....as usual when I get new books. I just wanted to go straight into the letters of it, leafing through the pages and immerse myself in the world created by the author. A friend once said “you are so into the book, so excited”. My thought at that time was yeah! The feeling was like somebody just confessed I love you. The feeling was the same so highly elated. Its too good to be true and to have that type of feelings built up just by getting a new book. Wow!!!! Is there still a need to fall and also be in love with a guy? Yeah ! Of course ha ha ha.
ทำไมต้องปิดทองพระพุทธรูปทำไมต้องปิดทองพระพุทธรูป Thai Buddha images and gold leaves: the connection
Once a friend at a vegetarian restaurant asked with curiosity that why do Thais put (stick, garlic*) gold leaves on the Buddha image? My friend and I were kind of reluctant in answering his question and end up with ummmmm...we don't really know the answer. While doing my research in Thailand, searching for an explanation for the phenomenon occured in my data collection site, I came across some very good readings explaining the life style of people in the area, to be specific in Myanmar, northern Thailand, Laos, India, and the southern part of Yunnan, China which did help immensely in answering his question.
Answering the question posed by our friend will also answer another question which had long been in my interest which is:
why did the hilltribes of Thailand or the northern people in the kingdom days of Siam until now prefer silver to gold?
These two questions are in deed related.
I read a number of books on Burma, India, and commoners of the region and found the answers that (to be exact my own theory of bits and pieces strung together), the concept of gold came from Burma and India that only the royals and deities (gods) were allowed to have the best (that is gold) ornamented on them. Commoners were strictly forbidden to be adorned with gold.
Gold, being the most valuable, most delicately produced and most difficult to find in the early days of civilization, therefore was most valued and prized above all. This concept is the same in Egypt where glass or crystal was considered of immense value at certain era. Possessing them, either gold or crystal, tells your social and economic status. These gold or crystal were not affordable to the commoners. Therefore, in a way, forbidden to the commoners to possess it. Since then only god of all forms and god like persona, which are, kings, queens and the royal family were directly connected and adorned with gold of all forms.
Then here the questions arises what about the commoners? What should they be adorned with and show their status among the commoners? There followed a way to find something less valuable than gold but still valuable for the commoners. The alternatively sound answer went to SILVER. Silver has since then became the language of wealth and status to the commoners and the tribes alike.
Buddha Images were considered as god and the Buddha himself came from an Indian royal family, therefore it makes DOUBLY perfect sense to adorn the Buddha image with gold and in later days gold leaves. We still see the act of adorning lords and deities in gold and diamond jewellery in shrines in India.
Questions answered!!! One more stupidity busted!!! Garlic (or garlic-ing) is used here to mean the act of rubbing the garlic on the buddha image to give the surface a sticky base before sticking the gold leaves so that it sticks firmly and does not fall off.
2 août เราเป็นเพื่อนหรือแฟนกันเนี่ย: ภาษากับความสัมพันธ์เมื่อความสัมพันธ์มาถึงระดับหนึ่ง ทั้งสาวและหนุ่ม ก็จะคิดหาคำตอบเสมอว่า แล้วความสัมพันธ์ของเรา หรือระหว่างเรามันเป็นอะไร มันคืออะไร สาวเจ้าก็อยากรู้ หนุ่มก็ไม่ค่อยจะตอบเพราะกลัวแห้ว สาวเจ้าก็กลัวเหลือเกินว่าหนุ่มนั้นจะแทงกั้กไว้รึเปล่า แล้วระหว่างเรามันคืออะไรกันแน่ บางทีคิดไม่ตรงกันอีก เพราะความคาดหวังต่างกัน เป็นเพื่อน หรือแฟน หรือสามี กิ๊กหรือกั๊ก ความสัมพันธ์บางทีกับบางคู่ ก็ไม่ใช่ทั้งเพื่อนและแฟน มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน ไม่ใช้แฟนแต่ก็ไม่ใช่สามี สับสน ๆ จริง แล้วมันคืออะไร แล้วจะระบุความสัมพันธ์ได้อย่างไรที่ไม่ต้องเกิดการเข้าใจผิด
ณ จุดนี้เรากำลังอยู่ในภาวะที่สังคมเกิดการเปลึ่ยนแปลงด้านความสัมพันธ์ มีความพยายามอย่างเป็นธรรมชาติ (คือก็ปล่อยมันไปเรื่อยๆนั่นแหละ)ในการจัดลำดับความสัมพันธ์ใหม่ที่หลากหลายมากขึ้น ความสัมพันธ์มีความละเอียดอ่อนมากขึ้น มีมิติของความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น คำว่ากิ๊ก และกั๊ก หากมองให้ลึกก็คือความพยายามในการลำดับความสัมพันธ์ที่จำกัดในสังคมไทยนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามสังคมไทยเรายังขาดภาษาหรือคำศัพท์ที่จะสามารถอธิบายความสัมพันธ์ที่หลากหลายที่มีอยู่นั้นๆได้ นี่คือภาวะที่เรียกเองว่า ภาษาตามไม่ทันพัฒนาการของคนและสังคมในด้านความสัมพันธ์ แต่ทว่าทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะโครงสร้างทางวัฒนธรรมด้วยว่า จะเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร แล้ววัฒนธรรมอื่นๆล่ะ เผอิญเจอเข้ากับตัวเองเลยจะเล่าให้ฟังอยู๋สองเหตุการณ์
เหตการณ์ที่หนึ่ง
นั่งคุยกันระหว่างพักเรียนกับเพื่อนที่เรียนด้วยกัน ว่าด้วยเรื่องของงานเลี้ยงต้อนรับน.ศ.ใหม่ที่ภาควิชาจัด ที่คุยกันนั้นก็มาจากหลายๆชาติ ไทย ญี่ปุ่น อิหร่าน อเมริกา ซาอุ อินโด และออสเตรเลีย ในระหว่างที่คุยกันนั้น ก็อ้างถึง บุคคลที่น่ารักมากของทุกคนที่มาร่วมงานคนหนึ่ง คนนี้ก็ได้พาสาวสวยมาด้วยหนึ่งคน ถ้าตามแบบไทยๆก็จะเรียกแฟน (แต่ก็ยังเห็นว่าไม่ใช่คำว่าแฟน) แต่ทีนี้ประเด็นอยู่ที่ว่า บุคคลน่ารักผู้นั้นแนะนำให้ทุกคนในงาน ว่า This is my partner. (คำว่า partner นี้ความหมายต่างกะที่ยืมไปใช้ในภาษาไทยชนิดที่ต่างสปีชีย์กันเลย) แต่ตอนแนะนำนั้น ทุกคนที่นั่งถกนี้ไม่ได้อยู๋ด้วยกันเป็นทีม แต่กระจัดกระจายกันไป พอกลับมาคุยกัน มีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า บุคคลที่น่ารักของพวกเราพา "wife" มาด้วยซึ่งน่ารักมาก ทุกคนที่นั้งตรงนั้นประสานเสียงขึ้นมาทันที่รวมทั้งตัวเองด้วยว่า "NOooooooo, she is not his wife. She is his partner. They are partners." ไอ้เพื่อนคนนี้ยังเถียงอีกว่า มันก็หมายถึงภรรยานั่นแหละ พวกเราก็ โน๊นนนนนนนนน กันอีก สุดท้ายก็ถึงบางอ้อว่า ในวัฒนธรรมของเพื่อนคนนี้ทุกอย่างถ้าเป็นคู่ไปไหนมาไหนด้วยกันแล้วมันคือ ภรรยานี่นเอง เป็นอย่างอื้นไม่ได้
กว่าจะอธิบายให้เขาเข้าใจว่า คนที่นี่มี ระดับและมิติ ทางหน้าที่ และมิติความอิสระทางความสัมพันธ์ แยกชัดเจนและสะท้อนให้เห็นในคำที่ใช้ระบุความสัมพันธ์ เล่นเอาจนคนอธิบายทั้งหมดเหนื่อย เพราะต้องรึ้อถอนระบบความคิดเดิม แล้วใส่อันใหม่ ไปพร้อมๆกับขยายแนวคิดข้ามกรอบวัฒนธรรมให้เขา
ข้อดีของคนที่นี่และประเทศหลายๆประเทศ เปิดโอกาสให้คนสองคนเวลาคบกับได้คุยกันอยู่ตลอด ไม่อ้ำอึ้ง ว่าจะเอายังไง มีไรก็พูด คิดอะไรก็พูด แสดงจุดยืนและความต้องการที่ชัดเจนในความสัมพันธ์ และลักษณะนี้เรื่มปรากฏให้เห็นในภาษาที่ใช้ระบุความสัมพันธ์ ดังนี้
1. Partner ก็คือ คู่รัก ทั้งที่แต่งงานและไม่ได้แต่งงาน ทั้งนี้รวมไปถึง คู่รักเพศเดียวกัน
2. life partner ก็คือ คู่รัก ที่จะอยู่ร่วมกันไปตลอดชีวิตแต่ไม่แต่งงาน
3. domestic partnership ก็คือ การที่คนสองคนตกลงปลงใจอยู่ร่วมกัน และดูแลกัน ทั้งทางด้านกายภาพและจิตใจ แต่ไม่แต่งงาน ไม่จดทะเบียน และไม่ทำพิธีทางศาสนา นอกจากคำนี้ยังใช้คำว่า Cohabitation ซึ่งก็หมายถึงการอยู่ร่วมกัน นอกจากนี้ในบางกรณียังสามารถให้ผลทางกฏหมายในการคุ้มครองดูแลกันได้หากร้องขอจากศาล
4. significant other หมายถึงความสัมพันธ์ที่พิเศษมากและลึกซึ้งระหว่างคนสองคนในระยะยาว ไม่แต่งงาน ทั้งนี้หมายรวมถึงคู่รักเพศเดียวกันด้วย คำนี้ยังเป็นคำกลางๆที่ไม่ระบุถึงการมีหรือไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศ จะมีหรือไม่มีก็ได้ แต่คำนี้เป็นคำที่ไม่ระบุ
5. girlfriend แฟนสาว หรือเพื่อนสาวที่ยังอยู่ในระยะลองคบ เป็นคนพิเศษ
7. boyfriend แฟนหนุ่ม หรือเพื่อนชายที่ยังอยู่ในระยะลองคบ เป็นคนพิเศษ
8. POSSLQ อ่านว่า พอสเลอคิว ย่อมาจาก Person of Opposite Sex Sharring Living Quarters ก็คือ คู่รักต่างเพศอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นห้องเดียวกัน มีพื้นที่ความเป็นส่วนตัวมาก ดูแลกันเฉพาะบางเรื่องเท่านั้น ที่เหลือก็ใช้ชีวิตตามใจตัวเอง
9. cohabition เหมือนข้อสาม แต่ต่างกันตามประเทศที่ใช้
เป็นที่น่าสังเกตว่าคำหลายๆคำข้างบนมีหน้าที่ และความหวังจากบทบาทของคนในความสัมพันธ์แตกต่างกัน และเมื่อดูจากคำว่า สามี (husband) และ ภรรยา (Wife) ดูเหมือนจะถูกผูกติดกับความถาวร หน้าที่ และสิทธิอำนาจบางอย่างในสังคมยุคก่อนหน้านี้ไม่นาน เป็นไปได้ว่าคนทั้งสองในความสัมพันธ์เกิดการกลัวความล้มเหลว จากการคาดหวังในหน้าที่ สิทธิอำนาจและความถาวรนั้นๆ เมื่อสังคมมีความอิสระเสรีมากขึ้น การผูกติดกับป้ายสามีและภรรยา จึงเกิดการหย่อนความหมายและไม่สนองต่อภาวะของสังคมบางสังคม จึงเกิดคำถามให้ชวนคิดต่อไปว่า แล้วในวันหนึ่งคำว่าสามีและภรรยาจะถือเป็นคำไม่สุภาพและเลิกใช้หรือไม่ น่าคิดอีกล่ะ
คำว่า สามีและภรรยา คือการแสดงหน้าที่ทางสังคมต่อกันในอดีตและมีผลทางสังคมและกฏหมาย ดังนั้นความชัดเจนในการระบุความสัมพันธ์ด้วยภาษาเฉพาะจึงถือเป็นการสถาปนาความคิดนามธรรมให้เป็นรูปธรรม โดยการสถาปนาความสัมพันธ์นั้นให้เป็นสถาบันครอบครัวได้ ดังนั้นเมื่อเกิดภาษาชัดเจนในการระบุความสัมพันธ์ใหม่ กฎหมายก็ตามมาทำให้ความสัมพันธ์นั้น ๆ สามารถสถาปนาสถาบันครอบครัวในรูปแบบใหม่ๆได้ แต่เมื่อวัฒนธรรมใดๆ ไม่ยอมรับความสัมพันธ์ดังกล่าว หรือรับแล้ว แต่ยังไม่รับรองทางกฏหมายก็จะเกิดปัญหาได้ในกระบวนการที่ต้องมีการติดต่อกับวัฒนธรรมอื่น ๆ ตรงนี้จึงเข้าสู่เหตุการณ์ที่สองที่เพื่อนร่วมงานชาวต่างชาติเจอมาที่เมืองไทย
เพื่อนท่านนี้เดินทางมาเมืองไทยเพื่อสอนภาษา แล้วต่อมาภายหลังจึงขอวีซ่าเพื่อให้สามีมาอยู่ด้วย จริงๆแล้วใช้คำว่า "สามี" ก็คงจะไม่ถูกต้องนักเพราะเขาไม่ได้แต่งงาน แต่เขาอยู่ด้วยกันแบบไม่แต่งงาน(De facto) และเป็นที่รับรู้ทั่วไป แต่เมื่อไปขอวีซ่า การออกวีซ่า 4-5 ปีที่แล้วนั้นมีข้อจำกัดว่าวีซ่าผู้ติดตามต้องเป็นสามี ภรรยา และบุตรเท่านั้น นอกจากนั้นต้องใช้ระบบกฏหมายและระบบยืนยันจากคนรอบข้างช่วยเท่านั้น ตอนนั้นเห็นว่าใช้ระบบกฏหมายช่วย แต่พอถึงคราวต้องต่อวีซ่าอีก ก็เจอปัญหาอีก ในที่สุดจึงตัดสินใจแต่งงานมันซะเลยที่เมืองไทย ยุ่งยากนักก้อวีซ่าเนี่ย
คำศัพท์ในภาษา สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการและการจัดระบบของคน ต่อความสัมพันธ์ในสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ
ข้อมูลเพิ่มเติมค้นหาได้โดยใช้ คำแสดงความสัมพันธ์ข้างต้นนะจ๊ะ ฉัน ลูกช้าง ลูกนกลูกกา: ภาษา การรับรู้ และความจริงภาษา (Language)
หลายๆเดือนก่อนเคยตั้งคำถามกันเล่นๆว่า ทำไมนะ ทำไม ทำไม why why why
ทำไมเราจึงแทนตัวเองว่าลูกช้าง ลูกนกลูกกา
แล้วถามกันต่อว่าทำไมต้องเป็นช้าง เป็นไดโนเสาร์ไม่ได้เหรอ
แล้วทำไมต้องเป็นลูกนกลูกลูกกาล่ะ เป็นลูกมดลูกปลวก หรือลูกกบลูกเขียด ไม่ได้หรืองัย
เออนะ เราว่าน่าคิด คิดได้ก็ลงมือทำงานทันที ถามคนรอบตัวก่อนเลย
ถามแม่ แม่หัวเราะ ฮามาก แล้วบอกว่า เออเนอะ คงได้บุญเยอะขึ้น
ถ้าเปลี่ยนจาก ลูกช้างเป็นลูกไดโนเสาร์ มันตัวโตขึ้น แล้วก็หัวเราะเอิ๊กอ๊าก
พร้อมกับบอกว่า ตั้งแต่ไปเรียนเนี่ย มีคำถามแปลกๆเหมือนตอนเป็นเด็กๆเลย
ทุกอย่างรอบตัวถามหมด เอ๊ะ...คิดอยู่นาน...นี่แม่พูดไรอ่ะ ชมรึด่าเนี่ย
ชักไม่แน่ใจ เลยถามคนอื่นต่อ เวลาถามใครก็มีแต่คนมองแบบ "มันถามไรอ่ะ"
"นี่หล่อนถามบ้าไรยะ มันก็ใช้ของมันมาตั้งนานนมแล้วย่ะ จะให้เปลี่ยนได้ไงยะหล่อน"
พูดจบเพื่อนร่วมงานคนนี้ก็หันกลับไปอ้าปากส่องกระจกอันจึ้งหนึ่ง เพื่อปาดลิปสติกต่อ
อีกคน ที่เดินไปเดินมาแถวๆนั้น สวนขึ้นทันทีเมื่อมีช่องว่าง
หรือเธอจะให้เป็น "โปรดเห็นใจลูกกบลูกเขียดด้วยเถอะ" หรือว่าเป็น
"หลวงพ่อเจ้าขาขอให้ลูกไดโนเสาร์ถูกรางวัลที่หนึ่งด้วยเต้อะเจ้าค่ะ" อย่างนี้เหรอยะ
"หรือว่าคุณมิลค์ขา นึกซะว่าเห็นแก่ลูกมดลูกปลวกตาดำๆ นะเคอะ อย่าไล่หนูหิ่นออกเลยนะเจ้าเคอะ" หรืองัยยะหล่อน
เราเองก็แอบขำระหว่างที่สาวๆในออฟฟิศยกตัวอย่างให้ฟังประกอบท่าทาง
บ้างก็บอกว่า "มันถามไรของมันอ่ะ มันบ้ารึเปล่าเนี่ย" แล้วก็เดินทำหน้าเซ็งจากไป
โอ..เอ๊ะ รึว่าจะจริงอ่ะ ว่าคำถามบ้าๆ รู้สึกเหมือนกันนะว่า
ทำไมฉันถามคำถามได้แบบเรียกกำปั้น พร้อมแรงกระทบให้มาอยู่บนใบหน้าได้อย่างนี้เนี่ย เก่งจริงๆเลยวุ้ย
ทำไม้ ทำไมเราถึงถามได้แบบ ไม่คำนึงถึงมวลสารสีเทาในกะโหลกเล้ยยยย
....................................
การรับรู้ (Cognition)
เมื่อเวลาผ่านไป มีอยู่วันหนึ่งมีโอกาศถกเรื่องพระพิฆเนศวร กับชายหนุ่มสมองหล่อเลิศ ที่มีความรู้ และอ่านมากกว่าเราไปหลายขุมในเรื่องนี้ว่า ทำไมพระพิคณศวรถึงมีเศียรเป็นช้าง และความสำคัญของช้าง ถกไปถกมา ทำให้รู้ว่าช้างนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากในวัฒนธรรมที่ได้รับการถ่ายทอดจากอินเดีย ซึ่งมีปรากฏทั้งในรูปเทพเจ้า เช่น พระพิฆเนศวร ช้างเคยเป็นสัญลักษณ์ในธงของประเทศไทย ใช้เป็นพาหนะในการทำศึกสงคราม และมีความสำคัญมากถึงขั้นที่ว่า
ต้องมีการดูช้างเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะ มีผู้ชำนาญการพิเศษเป็นตระกูลเฉพาะ เจ้าตัวผู้ร่วมถกนั้นน่ารักมากมีอีเมล์ตอบกลับมาเล่าถึงความสำคัญของช้าง อย่างคร่าวๆ จากความทรงจำให้ฟังอีกว่า
"พูดถึงทำไมช้างถึงได้รับเลือกให้ไปเป็นเศียรของพระพิฆเนศวรนี่นะ ผมว่ามันก็อาจจะเป็นสัญลักษณ์แหละ คิดว่าช้างคงเป็นสัตว์สำคัญเอามาก ๆ เพราะเป็นสัตว์ใหญ่ นี่ถ้าไดโนเสาร์ยังอยู่ เราอาจจะไม่เห็นหัวช้างแทนเศียรพระพิฆเนศวรก็ได้ ทะลึ่งอีกละ อีกอย่าง ช้างถือเป็นสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรม ความเชื่อ ตำนานและเรื่องเกี่ยวกับศาสนามากมาย ยังไม่นับช้างที่เป็นสัตว์คู่บุญของพระจักรพรรดิ์อีก ที่สำคัญ ช้างในศาสนาพุทธก็มีการเอ่ยถึงนะ พระยาช้างตระกูลฉันทันต์ ถือเป็นช้างที่เลิศที่สุด ช้างฉันทัตน์ 10 เชือกมีกำลังเท่าพระพุทธเจ้า 1 พระองค์ คิดดู เขาให้ความสำคัญมากแค่ไหน ในเทพปรกนัมณ์ของอินเดีย พระพุธก็ทรงช้างเป็นพาหนะ ไม่นับช้างเอราวัล 33 หัวของพระอินทร์ ซื้งอันนี้เรารู้ ๆ กันอยู่ ดังนั้นช้างจึงเป็นสัตว์สำคัญที่สมควรนำมาเป็นเศียรให้พระพิฆเนศวร ซึ่งต่างกับพระทักษะ พ่อของอดีตภรรยาพระอิศวร ที่โดนตัดหัวแล้วเอาหัวแพะมาต่อแทน นัยว่าเป็นการประจานถึงความโง่เขลาที่ไม่รู้ว่าลูกเขย (พระอิศวร) เก่งแค่ไหน" ปฏิพันธ์ อุทยานุกูล (อีเมล์, 14 มิถุนายน, 2007)
(จริงๆแล้วก็อยากจะตอบว่า ที่บอกว่า "อันนี้เรารู้ๆกันอยู่..." จริงๆแล้วไม่รู้เลยอ่ะ ไม่เคยอ่านเลย จ๊ากกกก ยังไม่อยากได้หัวแพะเด้อท่าน ต้องขอบคุณคุณปฏิพันธ์อย่างสูงลิ่วที่ได้กรุณาให้ความรู้เพิ่มเติมกับคนอ่านน้อยอย่างเรา ขอขอบคุณงามๆเลย แถมเลี้ยงข้าวหนึ่งมื้อ แต่เอ....รอนานหน่อยนะท่าน อีกปีกะแปดเดือนเลยเด้อท่าน)
เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ เมื่อวิเคราะห์แล้วเห็นชัดเลยว่า ช้างเป็นสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและการสร้างวัฒนธรรมในช่วงเวลานั้นๆ เมื่อเรารับวัฒนธรรมอินเดียต่อๆมา แนวความคิดก็ได้รับการถ่ายทอดตามมาและพัฒนา ประสานสอดคล้องและกลมกลืนไปกับวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิม ประสานเข้ากับความเชื่อเดิมจนสนิท แล้วการประสานสอดคล้องกับความเชื่อเดิมๆได้อย่างสนิทใจนั้น เห็นได้ชัดเจนในการใช้ภาษาเช่นกัน ในคำว่า ลูกช้าง และ ลูกนกลูกกา แล้วคิดต่อไปอีกนิดว่า แล้วทีนี้ ลูกช้าง เกี่ยวไรกับ "ฉัน" และ ลูกนกลูกกา เอาล่ะ ตามทันนะ ถามใครเนี่ย อ้อ ถามตัวเอง
ฉัน: การแทนตัวเอง
ฉัน ก็คือ ประธาน เอกพจน์ บุรุษที่หนึ่ง (หรือสตรีที่หนึ่งก็น่าจะได้ เพราะคำนี้เป็นคำที่มีนัยการกีดกันทางเพศอยู่ จะได้กล่าวถึงในโอกาศต่อไปถ้านึกออก)
ฉัน ก็คือ ตัวคน หรือมนุษย์ นอกจากคำว่า ฉัน แล้วยังมีอีกเพียบที่ใช้แทนตัวเราได้ เช่น กรู ฮา ข้า ข้อย และอื่นๆที่ทุกท่านนึกออกในภาษาไทยทั้งประเทศ
ใช้ในแทบทุกสถานการณ์ เมื่อหมายถึงตัวเอง
ลูกช้าง ก็คือ ฉัน นั่นแหละ แต่เป็น ฉัน ที่ใช้ในสถานการณ์พิเศษ กล่าวคือ เมื่อสื่อสารกับสิ่งที่เหนือธรรมชาติ หรือสิ่งที่เราไม่สามารถต่อรองอำนาจได้ ต้องอ้อนวอน ดังกรณีตัวอย่างข้างต้น เช่น "ขอให้ลูกช้างถูกหวยด้วยเถ๊อะ ลูกช้างจะถวายหัวหมู เหล้าไห ไก่คู่" (วัฒนธรรมไตจริงๆเลยเหล้าไหไก่คู่เนี่ย อย่าลืมเตือนเน้อไว้จะเล่าเรื่อง "วัฒนธรรมไตกับเขาปาดไก่"ใหฟังอีกอิอิ)
ลูกนกลูกกา ก็คือ ฉันอีกนั่นแหละ แต่เป็นฉันที่ใช้ในบริบทพิเศษ ใช้เมื่อสื่อสารกับคนที่มีอำนาจเหนือกว่า เช่น เจ้านายขา นึกว่าสงสารลูกนกลูกกาเถอะนะคะอะไรประมาณนี้ มีใครคิดไรได้เพิ่มเติมบอกนะคะ
แล้วทีนี้สามคำข้างบนเกี่ยวไรกัน มีความสำคัญตรงไหน ภาษาที่เราใช้สะท้อนให้เห็นการรับรู้บางอย่าง การรับรู้นั่นก็คือเรารับรู้ความสัมพันธ์บางอย่าง ซึ่งก็คือความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ช้างเป็นสัตว์ใหญ่กับอำนาจที่มองไม่เห็น กับ ลูกนกลูกกาเป็นสัตว์เล็กกับอำนาจที่มองเห็น เอานะคะ ข้ามไปอีกหัวข้อนะ เพราะอธิบายปั๊บมันเข้าทันทีเลย
ความจริง (Reality)
ความจริงของคำศัพท์ ทั้งสำรับนี้ก็คือ ในระดับที่หนึ่ง เราเชื่อกันอยู่ว่าลึกๆว่ามนุษย์ก็คือสัตว์ชนิดหนึ่ง เราถึงมีคำกล่าวที่ว่า "มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ" แต่ดูให้ดีในขณะเดียวกันเรายังแยกตัวเองออกจากความเป็นสัตว์ ในขณะที่แยกตัวเองนั้น เราก็ยังยอมรับความเป็นสัตว์ในคำว่า ลูกช้าง ลูกนกลูกกา หรืออาจจะมีใครเถียงว่า มันเป็นคำเปรียบเปรยก็ตาม ถ้าเป็นคำเปรียบเปรยแล้วทำไมเราไม่ใช้ ไดโนเสาร์ หรือ ลูดมดลูกปลวกล่ะ คำตอบคือ สัตว์ที่มนุษย์เราเลือกเป็นนั้น ทั้งช้างและ ลูกนกลูกกา มียังมีนัยสำคัญทางอำนาจแฝงอยู่ แฝงอย่างไรล่ะ
ความจริงในระดับที่สองก็คือ ถึงแม้เราจะเลือกเป็นสัตว์ เมื่อแทนตัวกับสิ่งเหนือเราที่เป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ เรายังเลือกเป็นสัตว์ที่ใหญ่ที่สุด มีอำนาจที่สุด มีอำนาจเหนือสรรพสัตว์ทั้งหลาย แม้กระทั่งยามที่เราเลื่อกแทนตัว เป็นลูกนกลูกกา กับสิ่งที่มีอำนาจเหนือเราแต่เป็นมนุษย์เหมือนกัน เรายังเลือกการนิยามความหมายให้กับตัวเองว่าเป็นบุคคลที่น่าสงสาร เปรียบเหมือนเด็กที่ยังไร้เดียงสาหากินไม่ได้ ต้องพึ่งพาผู้มีอำนาจ ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อใคร เรายังมองภาพของแม่นกส่งอาหารให้ลูกนกถึงปากด้วย ภาพของสัตว์กับคนที่มีอำนาจในระดับรูปร่างเท่ากัน คำแทนตัวก็เล็กลง
ดังนั้น คำว่าลูกช้าง และ ลูกนกลูกกา จึงมีนัยสำคัญทางทางการกำหนดความสัมพันธ์เชิงอำนาจของคน และสิ่งแวดล้อม จึงทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างภาษา วัฒนธรรม การรับรู้ และความจริงได้อย่างชัดเจน
ภาษามีผลต่อระบบความคิดของคน เราใช้ภาษาอะไร เราก็จะมีระบบคิดเป็นภาษานั้นๆ เพราะแต่ละภาษารับรู้ความจริงที่ต่างกัน มันอาจจะมีทั้งที่เหมือนกัน คล้ายกัน และต่างกัน
เฮ้อจบซะที ฟุ้งซ่านมานานล่ะ
1 août วาทะไอน์สไตน์ Einstein's Quotesวาทะไอน์สไตน์
คงจะไม่มีใครไม่รู้จัก อัลเบริต์ ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ที่โลกต้องจารึก ไม่เพียงแต่เป็นนักฟิสิกส์ที่เข้าใจงานในสาขาตนเท่านั้น ไอน์สไตน์ยังเป็นผู้ที่มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในศาสตร์อื่นๆ เช่นมนุษยศาสตร์ สังคมวิทยา ปรัชญา และอื่นๆ อีกมากมาย ไอน์สไตน์มีวิธีการมองโลกที่เฉียบและคม สะท้อนให้เห็นความเชื่อบางอย่างที่เขายึดถือ ความเป็นมนุษย์ ความเข้าใจต่อโลกอย่างท่องแถ้ เราจะเห็นความเป็นไอน์สไตน์และการมองโลกของเขาได้จาก สิ่งที่เขากล่าวในหนังสือ จดหมายถึงคนรอบข้าง และเพื่อนร่วมงาน
ทำไมต้องบางข้อของไอน์สไตน์
ไอน์สไตน์อาจจะกล่าวไว้เยอะแยะมากมาย จาระไนไม่หมด แต่ที่เลือกมานี้ เป็นคำกล่าวของไอน์สไตน์ที่ชอบมากที่สุด และคิดว่าเข้าใจมากที่สุด เพราะสองเหตุผล คือ หนึ่ง วาทะที่คัดมาเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ มนุษยวิทยา สังคมวิทยา และสองมันตรงกับสิ่งที่ประสพในช่วงระหว่างการเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก อาจจะไม่ได้เผชิญเองเป็นการส่วนตัว แต่ก็เป็นการเผชิญทางความคิดร่วมกับผู้ที่เคยผ่านมา เมื่อหาคำตอบให้กับประเด็นทางความคิดที่ผ่านเข้ามา ปัญหานั้นๆนั้นมักจะถูกทะลวงด้วยคำกล่าวของไอสไตน์ไม่มากก็น้อย ฉะนั้นคำกล่าวของไอน์สไตน์ที่ยกมาในที่นี้ ไม่ได้ยกมาลอยๆสักแต่ว่าเป็นของนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ แต่มันเป็นสิ่งที่มีนัยสำคัญต่อคนๆหนึ่ง ในการเดินทางเข้าสู่การเรียนรู้ ความรู้ ความคิด ความเป็นจริง สังคม และคำกล่าวเหล่านี้ผ่านเข้ามาในความคิด แต่ไม่ได้ผ่านไป มันยังคงอยู่เสมอ คอยเตือนว่า ครั้งหนึ่งเราเคยประสบพบสิ่งเดียวกัน หรือคล้ายๆกัน ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนทางความคิดของเราเอง ทำให้เห็นอีกข้อหนึ่งว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งมีอยู่ อยู่แล้ว คนหลายๆคนประสพและผ่านมันมาไม่มากก็น้อย แต่ไม่ได้พูด ถึงแม้จะพูดก็ยังไม่ทรงพลังเท่าท่านผู้นี้
ไอน์สไตน์กับตัวตน (Einstein and Identity)
" I am by heritage a Jew, by citizenship a Swiss, and by makeup a human being, and only a human being, without any special attachment to any state or national entity whatsoever. "
Letter to Alfred Kneser (7 June 1918); Doc. 560 in The Collected Papers of Albert Einstein Vol. 8
ปรัชญาทั่วไป ปรัชญาวิทยาศาสตร์ และคุณค่าทางการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ (Philosophy, philosophy of science and the educational value of science)
1. " I fully agree with you about the significance and educational value of methodology as well as history and philosophy of science. So many people today — and even professional scientists — seem to me like someone who has seen thousands of trees but has never seen a forest. A knowledge of the historic and philosophical background gives that kind of independence from prejudices of his generation from which most scientists are suffering. This independence created by philosophical insight is — in my opinion — the mark of distinction between a mere artisan or specialist and a real seeker after truth. "
Letter to Robert A. Thorton, Physics Professor at University of Puerto Rico (7 December 1944) [EA-674, Einstein
Archive, Hebrew University, Jerusalem]. Thorton had written to Einstein on persuading colleagues of the importance of
philosophy of science to scientists (empiricists) and science.
2. "Nature shows us only the tail of the lion. But I do not doubt that the lion belongs to it even though he cannot at once reveal himself because of his enormous size. "
As quoted by Abraham Pais in Subtle is the Lord:The Science and Life of Albert Einstein (1982) ISBN 0-192-80672-6
3. "For scientific endeavor is a natural whole the parts of which mutually support one another in a way which, to be sure, no one can anticipate. "
On scientific freedom and holism or holistic science, in Out of My Later Years (1950), p. 12 a collection of Einstein's essays
which cover a period of 1934 to 1950. 4. "Science without religion is lame, religion without science is blind."
The World as I see it. (1949).
คุณค่าของมนุษย์ (Human Value)
1. "Human knowledge and skills alone cannot lead humanity to a happy and dignified life. Humanity has every reason to place the proclaimers of high moral standards and values above the discoverers of objective truth."
มาจากเล่มเดียวกะข้างบน (อ้างแล้ว)
2. "Great spirits have always encountered violent opposition from mediocre minds. The mediocre mind is incapable of understanding the man who refuses to bow blindly to conventional prejudices and chooses instead to express his opinions courageously and honestly".
Letter to Morris Raphael Cohen, professor emeritus of philosophy at the College of the City of New York, defending the appointment of Bertrand Russell to a teaching position (March 19, 1940).
3. "I do not know with what weapons World War III will be fought, but World War IV will be fought with sticks and stones."
Letter to Harry S. Truman as quoted in ‘The culture of Einstein" by Alex Johnson at MSNBC (18 April 2005)
4. "Never do anything against conscience even if the state demands it."
As quoted by Virgil Henshaw in Albert Einstein: Philosopher Scientist (1949)
5. "Taken on the whole, I would believe that Gandhi's views were the most enlightened of all the political men in our time. We should strive to do things in his spirit... not to use violence in fighting for our cause, but by non-participation in what we believe is evil."
United Nations radio interview recorded in Einstein's study, Princeton, New Jersey, (1950)
ความหมายของชีวิต (The Meaning of Life)
"What is the meaning of human life, or of organic life altogether? To answer this question at all implies a religion. Is there any sense then, you ask, in putting it? I answer, the man who regards his own life and that of his fellow creatures as meaningless is not merely unfortunate but almost disqualified for life. "
The World As I See It (1949) เล่มนี้แปลจากต้นฉบับภาษาเยอรมันชื่อ Mein Weltbild ของ ALbert Einstein ที่เขียนขึ้นในปี 1931
Note:
วาทะทั้งหมดได้มาจากการอ่านชีวประวัติบ้าง และส่วนใหญ่ก็ได้มาจากแหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เนท โดยเฉพาะ วิกิพีเดีย อาจจะไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์นัก แต่เท่าที่ตรวจสอบยังมีความเดิมชัดเจนอยู่มาก
The Einstein Quotes and sorces of quotes were selectively a cut and paste work taken from the website www.wikipedia.com based on my preferences of the quotes. Therefore, I have copied the whole chunks of the quotes and sources where quotes were found. Thanks to whoever had the quotes on the webpage.
|
|
|