Profil de SimmeesimmyPhotosBlogListesPlus Outils Aide

Blog


26 juillet

How are you going?: ภาษาอังกฤษแบบออสซี่ 1

 
เมื่อเครื่องบินลงจอดปั๊บ ความตื่นเต้นพรุ่งพรวดพราด โอ้ว!!!!!นี่ฉันถึงอะดิเลดด์แล้วรึนี่ คว้าเป้คู่ชีพได้ก็
เดินนวยนาดไปผ่านพิธีการศุลกากรและตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่หนุ่มยิ้มมาแต่ไกลเชียว แอบคิดในใจ
เครื่องลงเช้าขนาดนี้ยังอารมณ์ดีได้ปานนี้ ดูท่าแล้วคนเมืองนี้จะอารมณ์ดีจิงๆ ว่าแล้วก็ถึงคิวเรามั่ง ขณะเดิน
ไปยื่นพาสปอตให้ เจ้าหน้าที่หนุ่มทักทายทันที
 
หนุ่มออสซี่:      How are you going?
สาวไทยอย่างฉัน: แอบคิดอยู่ในใจ อะไรกันเพิ่งยื่นพาสปอตเนี่ย ตรายังไม่ประทับดังโป้งเลย ถามละจะกลับบ้านยังไง
                       โอ้ไรเนี่ย ก็เลยตอบไปแบบงงๆแต่ยังตอบด้วยความเชื่อมั่นอย่างสูงลิบลิ่วว่า
                       Oh! my friend is picking me up,  therefore, I will be going by car.
                      Thank you for asking, that's very nice of you.
หนุ่มออสซี่:       ???????
สาวไทยอย่างฉัน:  เห็นหนุ่มออสซี่ถือหนังสือเดินทางของฉันแล้วทำหน้าเหรอหรา เลิกคิ้วซะสูงลิบลิ่ว พร้อมกับทำ
                         ตาเหลือกเล็กน้อย สงสัยทันทีว่า พาสปอร์ตฉันผิดปกติไรเหรอ ฉันเริ่มเกิดอาการ....ไม่ผิดนะไม่ผิด
                         ทุกอย่างถูกต้องแน่นอน ชัวร์ ก็เลยรีบชิงถามว่า 
                        Is there anything wrong with the passport?
 
หนุ่มออสซี่:        urrmm....There is nothing wrong with the passport. The passport is fine. The Visa is fine but.....
สาวไทยอย่างฉัน:  Then what is it?  รีบถามทันที คิดในใจแล้วมันไรล่ะ เร็วๆก่ะ ปี้ใจ๋บ่ดี ขะจั๋ยก่ะ มัวแต่อึกอัก อ้ำอึ้งกับ but เบิด..
                       อยู่นั่นแหละ พี่ท่านก็อ้อมแอ้มๆเหลือเกิน แล้วตอบว่า 
 
หนุ่มออสซี่:        But.....How are you going in Australian English means ..... HOW ARE YOU?
 
สาวไทยอย่างฉัน:  ?????????????? OK then! I was fine but now I am not fine. 
                       
หน้าแตกยับเยินเป็นเสียงๆ ต้องร้องเพลง ใจพี่หายวาบเมื่อเห็นเศษหน้าเกลื่อนกระจาย รีบรับพาสปอรต์ แต่ยังไม่วายหันไปขอบคุณเขาอีกแน่ะ
แล้วตั้งหน้าตั้งตาเดินจ้ำไปรับกระเป๋า ฮาตัวเองอย่างแรงกับ บทเรียนแรก (Lesson)ในประเทศนี้ ที่ทำให้ฉันโง่น้อยลง (less + on งัย)
 
ตอนนั้นน่ะ แค่เหยียบแผ่นดินเท่านั้นนะ ยังเจอซะเสียสวยเลย หลังจากนั้นมาจนถึงทุกวันนี้กับเวลาสี่ปีที่อยู่ในประเทศนี้ เจอมันกระหน่ำเลย
 แต่สนุกมาก สนุกกับความไม่รู้ของตัวเอง สนุกกับทุกอย่างที่มันอยู่รอบตัว ภาษา วัฒนธรรม ใครว่าออสเตรเลียไม่มีวัฒนธรรมต้องลองมา
สัมผัสเองแล้วล่ะ การเรียนรู้วัฒนธรรมอื่นนั้น ต้องทะลุกรอบของคำว่าวัฒนธรรมของตัวเราก่อน เราถึงจะมองเห็น สัมผัส และรู้สึกถึงความงาม
ความคิดของวัฒนธรรมอื่น เราต้องไม่มองวัฒนธรรมอื่นบนฐานของความคิดของวัฒนธรรมเรา หรือผ่านวัฒนธรรมอื่นๆ ต้องทำตัวให้เป็นฟองน้ำ
เสมอ ซึ่งเมื่อดูดซับวัฒนธรรมอื่นก็ยังไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง
 
 ทุกอย่างแม้แต่สิ่งเล็กๆน้อยๆก็ยังเป็นการเรียนรู้แบบสะสม ภาษาที่ผิดพลาดก็เหมือนกันนั่นแหละ มันก็คือการเรียนรู้การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม เป็น
การทะลุกรอบวัฒธรรมของเราเอง นอกจากนี้ฉันยังเรียนรู้ที่จะทิ้งความอายจากการหน้าแตก เรียนรู้ที่จะหัวเราะอย่างสนุกสนาน และเมามันกับอาการ
หน้าแตก และความผิดพลาดของตัวเอง เพราะสิ่งเหล่านี้คือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด  ถ้าเราจะเรียนภาษา ข้อผิดพลาดนั้นมีแน่และมันเป็นเรื่องที่ปกติ
ธรรมดามากของการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมภาษาและความคิด ข้อผิดพลาดเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่สามารถชี้ขาดได้ว่าเราผิดหรือถูก แต่มันเป็นสิ่งที่สังคม
นั้นๆยอมรับว่าเหมาะสม และควรแก่สถานการณ์นั้นๆมากกว่า ฉันยังเชื่อเสมอว่า เมื่อเราเรียนภาษาข้อผิดพลาดมีแน่และจงอย่ากลัวที่จะผิด เพราะมัน
เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม
 
When you learn a language do make mistakes. As they teach you the proper and conventional language use of a culture and
not that YOU as a person is right or wrong. Its is the cross culture communication process.
 
นั่นคือบทเรียนแรกของฉันสำหรับการทักทาย การทักทายสำหรับชาวออสซี่ที่ใช้กันอยู่ทั่วๆไป ก็ยังมี เช่น
 
Good day.             ออกเสียงแบบออสซี่ก็เป็น  กู๊ดดาย หรือ กูดดอย
Good day,mate.                                         กูดดาย เมท   คำว่าเมทนี่ก็แปลว่าเพื่อน ใช้ได้กับทุกเพศ ทุกวัย
                                                                แต่ส่วนใหญ่จะเห็นหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ใช้ ไม่ค่อยได้ยินผู้หญิงใช้กันเท่าไหร่นัก
 
แล้วเวลาตอบ ก็ตอบ ว่า I'm good, thank you. หรือ  I'm fine, thank you. 
หรือถ้าแบบไม่เป็นทางการ ก็มักจะตอบกันว่า Thanks, mate.
 
 
พอเห็นคำตอบอย่างนี้นึกไปถึงน้องคนไทยคนหนึ่งมาเล่าให้ฟังว่า
 
น้อง:         พี่ๆ หนูเกือบไปแล้วไหมล่ะ ท่องจำมาแต่เด็กตั้งก่ะเรียนภาษาอังกฤษ
พี:            อะไรล่ะ
น้อง:         ลืมตัวอ่ะพี่ พอตอบ I'm fine, thank you and you? นะ แล้วพอเขาตอบเราว่า I'm fine, thank you.
               หนูเกือบบอกไปแล้วว่า Please sit down.
พี่ +น้อง:   555555555555
พี่:            น้องเอ๋ย พี่ไม่อยากบอกเล้ยยยยยย ว่าพี่ก็เป็น โดยเฉพาะครูภาษาอังกฤษน่ะ พี่ไม่ใช่แค่เกือบไป
               พี่หลุดเลยย่ะ เพราะความเป็นครูของฉันนี่แหละ อายไหม Please sit down. เต็ม ๆ
น้อง:         แล้วพี่ทำไงอ่ะ
พี่:            ฉันก็หัวเราะขำตัวเองซิยะ  
 
แล้วทั้งสองก็ฮาประสานเสียงกันเป็นวงดูโอ โอ๊ยปวดแก้ม ไปล่ะ ไว้เจอกันใหม่
 
นี่เอาเรื่องเค้ามาเล่ายังไม่ได้บอกเขาเลย เอาเป็นว่าถ้าเจ้าตัวมาอ่านก็ขออนุญาตตรงนี้เลยนะ จะแจมก็ไม่ว่ากันอิ อิ
 
โปรดติดตามตอนต่อไป
25 juillet

Morning walk ไปเดินตอนเช้ากัน

 
 
วันนี้จะชวนไปเดินตอนเช้า ๆ ค่ะ ได้ทั้งสุขภาพกาย จิต และความคิด
 
พร้อมนะคะ จะพาไปเดินแถวๆบ้านที่อะดิเลดด์ ยามที่อากาศเริ่มหนาว
 
 เดินอ้อมถนนหลังบ้าน จึงจะเห็นสีสันค่ะ                                   สวยมาก
 
เส้นทางแห่งความงามของธรรมชาติ ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน
 
ไปเดินมันทุกเช้าเลยเส้นนี้ ชอบมาก สวย คิดไรได้เยอะแยะ
 
                     ร้อยกว่าปีนะบ้านหลังเนี้ย
ส่วนใหญ่จะไม่คิด ปล่อยใจ ให้นิ่ง สงบ ว่าง
 
เมื่อว่าง จึงเรียนรู้:
 
เรียนรู้ที่จะ "ฟัง" ภาษาและการสนทนาของสรรพสิ่ง
 
เรียนรู้ที่จะฟัง "ธรรม" ในธรรมชาติ
 
เรียนรู้ที่จะฟัง "ชาติ" ในธรรมชาติ 
 
เรียนรู้ที่จะ "ฟัง" ธรรมชาติในตัวฉัน
 
 อีกมุมหนึ่งของรพ. ใบไม้เปลี่ยนสี                     ต้นเดียวกะเมื่อกี้ แต่เปลี่ยนมุม
 
เรียนรู้ว่า "ฉัน" ซึ่งเป็นแค่ส่วนเล็กๆของธรรมชาตินั้น หาได้มีตัวตนไม่ 
 
เป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์ ที่ละเอียดอ่อน งดงาม พลิ้วไหว และทรงพลังของธรรมชาติอันเป็นวัฏฏะ
 
มาดูใบไม้เปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล อันนี้ข้างบ้าน                           เริ่มมีแดด อากาศเริ่มอุ่น
 
ความนิ่ง การเคลื่อนไหว การเผยตนเอง ลีลาการร่ายรำ และการกลับสู่ที่เดิมของธรรมชาติ
 
สูงสุด คืนสู่สามัญ จริงหรือ? หรือว่าเป็น สามัญคืนสู่สามัญ กันแน่นะ
 
ใครรู้ช่วยตอบที
 
 เหลืองแล้วก็ร่วงเลย ไม่เป็นสีน้ำตาลนะ                   ต้นนี้จากเขียวเป็นเหลือง
 
 
24 juillet

Memorable moments from field work

 

This piece was a letter written to friends and well wishers who had been asking me how was my data collection back in 2005-2006. This letter talks about a blanket distribution in the villages and a village fair. I have to thank Aj. Worasarit Pingmuang, Aj. Suthat Klaysuwan and Pee Ying for taking me along to these villages. It has been really wonderful.

 

Being a woman and doing all her field work by herself in 6 villages, did all the driving and etc. caused a bit of a worry to people around me and those who knew me. Here, I am posting this letter once again, as I am so very grateful to them for helping out and asking about my well being and finally and the best of all for believing in me. They have been the sources of my inner strength.Thank you so much. Is there any other word better than thank you?

 

Do enjoy!!!!  And also enjoy the photos under the same title .

Wink

 

These are the villages very near to where I collect my data. We have our uni. students from this village and therefore we start our “life  support” program by donating blankets during the winter  to villages where we have our students. Due to limited resources,  we could only distribute one blanket to each household. This village is a mixture of Lahu, Pakeryaw(Karen) and northern Thai people. Villagers are very happy getting new blankets, these new ones would cost 500 baht each which is approximately 15 AUD. They still lack many things. But they are rich indeed from the hearts.
  
 In the pics. I talked to people in the village, they were willing to talk and share but not recording. The people were so humble. This place was where I learnt the differences between knowledge and wisdom.
 
 I must admit that  I knew the words and the meaning of the words as in the dictionary but I never truly understand them. Here they believe that knowledge is everywhere and it is meant to be shared.
 
Here, I learnt to listen to the sounds of tea kettle boiling, listen to the sound of nature, listen to myself as a minute part of nature and above all listen to the unspoken around me.
 
We had to take the rugged, uneven and muddy road all the way to the villages untill the road way ends and then we boarded a long tailed boat (the smaller boat in the picture not the roofed one) to get on to the other side of the Kok River. We had to transfer the blankets from our four wheel drive trucks to the boat.
 
I had a chance to also attend a village fair near Myanmar border in the district called Faang. As night falls the fair became a crowded place. In the fair, the atmosphere and the colours were fabulous, I just couldn't resist capturing the moments. This conjured up the memory of childhood. In those times we use to walk around with icicles in one hand and sugarcane peeled and cut into bitesize and put on top of bamboo sticks like flowers.
 
I particularly like this breaking balloon game with a small arrow when i was a kid. Actually it wasn't the beaking of the ballon at all but its when i get to choose the things in the stall if i made the target hits. In the picture, if you break 7 ballons you can choose anything you like at the stall.  A set of 7 throw is 20 baht which is approximately 75 cents.
 
With 20 baht you can probably buy a one plate meal like fried rice in a nearby stall. This price is in this area only. It will be around 35 baht in town (expensive for the villagers here) which is slightly more than a dollar AUD. I tried the balloon throw too but got only 5 hits. Guess what I got?
 
A bottle of soy milk!
 
Then I strolled the fair with a full tummy – better than nothing!  under the dark sky, twinkling stars and the chilly night. What else can I ask for when I have been given the moments to appreciate every little things in life. That reminded me of a book by Arundhati Roy, The God of Small things. The God of Small things is really and simply happiness and that happiness doesn't have to be expensive and come in big packages. Happiness is every where around you. Happiness can be small things around you. Happiness can be out there waiting for you to simply feel it. Happiness is what you feel. Just feel it. I felt it and it is very simple.
 
Wished you were here!!!! And experience this wonderful moments!!
23 juillet

มาชวนกินกาแฟค่ะ

Coffee cup กาแฟธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา
 
บ่ายวันนี้อากาศดีมาก ถึงจะหนาวแต่มีแสงแดด ค่อนข้างอบอุ่น
นานๆทีถึงจะมีอากาศแบบนี้ .....................
เลยหอบข้าวของรวมทั้งโน๊ตบุ๊ก ไปนั่งทำงานอยู่กลางสนามหญ้า รับแสงแดดและวิตามิน
ก่อนไปก็ไม่ลืมซื้อกาแฟถ้วยโปรดไปด้วย
 
Coffee lady:     How may I help you love?
Simmy:             May I have a large latte, take away please.
Coffee lady:     2 Sugar as usual right?
Simmee:           Yes thank you. Amazing, he he he, you do remember it.
Coffee lady:     Yes, I remember all my customers' likes. That'll be 4.10 love,
                       and 90 cents your change. Will be back in a jiffy.  ......
                       Here you are large latte, take away for you and one bickie for you young lady.
simmee:            Oh! thank you, that very nice of you. Have a good day.
Coffee lady:     Have a good day. Enjoy the sun, love.
 
แหม ได้คุ๊กกี้ฟรีมาด้วย เพราะความน่ารักส่วนตัว คริ คริ คุ๊กกี้บ้านนี้เมืองนี้ไม่ใช่อันเล็กเหมือนบ้านเรานะ
อันประมาณเท่าฝ่ามือได้ กินแล้วอิ่มแบบอิ่มขนมได้เลย มาต่อเรื่องกาแฟกัน กาแฟป้าเขาจะหอมมาก
เป็นเจ้าเดียวที่จะซื้อถ้วยใหญ่เสมอ พอหาที่นั่งบริเวณสนามหญ้าริมแม่น้ำได้แล้ว ก็นึกไปถึง เมื่อตอนมาเรียนที่นี่ปีแรก
 
มาถึงปั๊บก็จัดการหาร้านกาแฟแบบอัลเฟรสโก (alfresco) พูดซะดูหรูเชียว ทำเท่ห์ ขอใช้หน่อยเฮอะคำนี้น่ะ
แต่จริงๆแล้วมันก็คือร้านกาแฟแบบนั่งกลางแจ้งนอกร้านธรรมดานั่นแหละ ดมควันรถไป กลิ่นบุหรี่ไป
หลังๆมันชักจะไม่โก้น่ะสิ บุหรี่ตรลบไปหมด เลยแว๊บเข้าร้านกาแฟธรรมดาๆ ตามห้างน่ะแหละ บางทีก็ร้านกาแฟน่ารักๆ
 
มีอยู่วันหนึ่งไปสั่งกาแฟ เวียนนา เขาถามมาว่า "แบล๊ก ออร์ วอยท์" เอาละซิ เอ้า มันพูดไรหว่า
ไม่เข้าใจ ไอ้ที่คิดมาว่าเราไม่น่ามีปัญหาภาษาอังกฤษแน่ๆ มาแล้วเว้ยปัญหาแรก แล้ววันนี้จะได้กินกาแฟไหมเนี่ย
ทำหน้าตาเหรอหราสุดชีวิต หันขวับหาคนพาไปกินกาแฟ ขอตัวช่วย ปรากฏว่า งง พอๆกัน
 
มาถึงบางอ้อ มันแปลว่า black or white เขาถามว่ากาแฟเนี่ยใส่นมไหม ถ้าใส่นมก็ วอยท์ อิ อิ
เล่นพูดซะ ไวท์ เป็นว้อยท์ จะบ้าตาย แล้วก็งง ตลบสองว่า เวียนนาบ้านเรามันมีแต่ไวท์ไม่เคยเห็นมี
 แบล๊คเวียนนาเลย รึว่าเราเชยป่ะเนี่ย เอาเป็นว่ามีก็มีอ่ะ
 
ที่นี้ชื่อกาแฟที่นี่สับสนค่ะ มาใหม่เดี้ยนสับสนหลายเด้อค่ะ มีตั้งแต่
 
black           กาแฟดำธรรมดามาในถ้วย มีแค่ค่อนถ้วย จึ้งหนึ่ง เหมือนเอสเพรสโซ่เลย
long black     กาแฟดำธรรมดา (black) มาในถ้วยใบใหญ่เพราะปริมาณเยอะกว่า black เลยได้ชื่อนี้
strong long black อันนี้ก็สำหรับคอกาแฟดำจิงๆ แบบขมปี๋ เข้มข้นมากและปริมาณก็เยอะ หรือก็คือ long black
                    แต่เข้มข้นมากขึ้น
 
white          กาแฟอะไรก็ตามแต่ถ้ามีนมใช้คำว่าไวท์ระบุหมด
Flat white   เป็นกาแฟธรรมดาใส่นมร้อนเฉยๆ โดยที่นมนั้นไม่ใช่นมที่ผ่านการทำให้เป็นฟองนมที่เรียกว่า froth milk
                  คำว่าแฟลทในที่นี้จึงเปรียบเทียบกับนมที่ปั่นจนเป็นฟองนมนั่นเอง คำนี้นี่นะ สงสัยอยู่เป็นนาน ถามใครก็
                  ตอบไม่ได้เลยถามป้าเจ้าของร้านกาแฟ เขาเลยตอบซะสะใจไปเลย
 
ซื้อกาแฟอย่าลืมบอกขนาดด้วยนะ ขนาดกาแฟค่ะไม่ใช่ของคนซื้อ อิอิ มีสามขนาดค่ะ small, medium และ large
 
ร้านกาแฟที่นี่มีเยอะมากๆเลย จะมีร้านที่เป็นสาขาของออสซี่ ก็เช่น Gloria jeans, Cibo, Hudson
โดยส่วนตัวแล้วชอบของ Cibo มาก ตามด้วย Hudson ส่วน Gloria จะกินก็ต่อเมื่อ ไปร้านหนังสือที่ชื่อ Borders
เพราะร้านหนังสือนี้เขามีร้านกาแฟยี่ห้อนี้ อยู่เพียงยี่ห้อเดียว อันนี้เฉพาะที่ในเมืองนะคะ ในเขต CBD โดยเฉพาะที่ Rundle Mall
แบรนด์ดังของอเมริกา starbuck's ก็เพิ่งมาเปิดที่ Rundle Mall เมื่อปีที่แล้วนี่เอง แพงกว่ากาแฟทั่วไปก็ประมาณ 1.50 aud
 
ปิดท้าย มีอยู่วันหนึ่งไปกินกาแฟที่ร้านในหอสมุดประจำรัฐ มีคุณพ่อพาลูกสาวและลูกชายมาแวะทานข้าว
ลูกสาว4-5 ขวบโดยประมาณ ส่วนลูกชายยังเด็กมากอยู่ในรถเข็น คุณพ่อสั่งกาแฟcapuccino แล้วถามว่ามีไรให้เด็กไหม
เจ้าของร้านตอบว่า มี babycino ได้ไหม คุณพ่อก็เลยโอเค
 
สาวน้อยผมทองฟูฟ่องเต็มหัว ท่าจะไม่สบอารมณ์ที่พ่อสั่งให้เลยลุกมาประท้วง
 
girl:   Daddy! I don't want babycino.
dad:    Why darling?
girl:   I don't want it because I am not a baby anymore. I am a girl now.
dad:   OK then! What the girl wants please tell me?
girl:  Daddy! don't they have a girlicino? I am a girl and they should have a girlicino.
 
แทบจะสำลักกาแฟขำเด็กน้อยช่างคิด คนทั้งร้านกาแฟหันมามองเด็กพรึ่บ คิดได้ไงเนี่ย
คราวหน้าร้านกาแฟทั้งหลายโปรดทราบ เพื่อป้องการเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเด็กชาย
กรุณาเตรียม boyicino ไว้ด้วยจะดีมาก อิอิ ตรรกะเดียวกันกะสาวน้อยผมทองเนอะ
โตมาต้องเป็นนักภาษาศาสตร์แน่ๆเลย แววออกตั้งแต่เด็กเนี่ย เนอะ ถูกใจคุณพี่นักภาษาหลายเด้
..................
กาแฟนี้เขียนไว้นานพอสมควรแล้วค่ะ แต่เผอิญเย็นวันนี้ (3 สิงหาคม 50) ไปทานข้าวข้างนอกกับเพื่อนๆที่ออฟฟิศกันเป็นทีม เพราะเป็นวันศุกร์ วันเฮฮาของสาวๆแต่มักจะมีหนุ่มๆมาแจมด้วยเสมอ ไปทานกันที่ร้านอาหารอินเดียมาชื่อ Taj Tandoori มาอร่อยมากๆ ระหว่างทางแวะซื้อกาแฟที่ Cibo ร้านโปรด แล้วได้ข้อมูลใหม่มาเพิ่มหนึ่งประโยค อิ อิ เพราะวันนี้เจ้าหนุ่มในทีมคนเดียวที่ชื่อ Elyas ชี้ให้ดูป้ายในร้านว่า เมืองนี้เป็นเมืองที่มีชื่อด้านกาแฟแห่งหนึ่งของออสเตรเลียเลยก็ว่าได้ ก็เลยตั้งใจว่าจะจำประโยคภาษาอังกฤษแต่จำไม่ได้เหมือนเจ้าElyas ซะที พอเริ่มจะพูดก็ต่อประโยคเขาไม่ติดซะระ มันยืนหัวเราะจนเหงือกแห้ง เราก็เลยต้องใช้วิธีจำคีย์เวิดมา ที่จำได้ก็คือ Adelaide, reputation, coffee city of Australia จำได้เท่านี้ก็ดีล่ะเนี่ย คริ คริ