Profil de SimmeesimmyPhotosBlogListesPlus ![]() | Aide |
|
28 novembre ออสซี่ซาลูทว์: Australian Salute
สาวน้อยหน้าตาอินเตอร์นางหนึ่ง ยืนรอรถเมล์อยู่ที่ป้ายรถเมล์หมายเลขสี่ พร้อมกับขยับตัวยึกยักๆ ไปตามจังหวะเพลง ที่มาจากหูฟังสีชมพูแปร๊ด (สะใจมาก)ที่ต่อเข้ากับเครื่องเล่นเอ็มพีสามอันจิ๋ว (เธอไม่ชอบใช่ไอ้ปอด เธอบอกว่ามันชื่อพิลึก อีกอย่างเธอเป็นผู้หญิงตัวอวบ ถ้าเธอใช้แล้วมันไม่เหมาะกับเธอแน่ๆ เธอว่างั้นนะ) เธอสวมเสื้อยืดสีดำแขนสั้นพิมพ์ตัวอักษรว่า “world without strangers” แปลว่า โลกนี้ไม่มีคนแปลกหน้าทุกคนล้วนแต่รู้จักกัน เธอสวมเต่วสะดอสีแดงแปร๊ดแบบสะใจพับขามาถึงน่อง เธอสะพายถุงย่ามผ้าฝ้ายใบเขื่อง ลายสก๊อตสีส้ม แดงและขาว ที่เธอภูมิใจหนักหนาและขนานนามให้มันว่า หลุย ติ้งต้อง รองเท้ารึ ก็สีชมพูแปร๊ด หมวกเธอก็ไม่ใช่เล่น หลากสีสัน แบบตัดแปะและสีสันลายพร้อย เธอป็นคนที่มีสีสันจริงๆ แบบท้าทายแสงตะวันหน้าร้อนจัด 40 องศาของออสเตรเลีย เธอไม่ใช่ขยับตัวเฉยๆ บางทีเธอก็ร้องท่อนที่มันสะใจมากออกมาด้วย เช่นเพลง"ป๋าเบื่อ" ของนักร้องล้านนาท่านนี้
“เบื่อ เบื้อ เบื่อ .....เบื่อนักร้องแม่ญิงคบไปละ ...ผลุ๊บ...แพล๊บ..ยี้ๆๆๆ...แอวะ...ปิ๊ด.....จ๊าก”
ท่อนแรกน่ะเพลงจริงๆ แต่ท่อนหลังน่ะเธอพยายามคายแมลงวันที่บรรจงมาจูบปากทิ้ง เธอร้องยังไม่ทันจบแค่อ้าปากคำว่า “ไปละ” กว้างไปนิดเดียวเท่านั้น เป็นอันต้องรีบคายแมลงวันออกแทบจะไม่ทันเชียว
สาวน้อยนางนั้นไม่ใช่ใครอื่น ฉันเองน่ะแหละ หุ หุ (สาวเหลือน้อย)
ฉันไม่ใช่เจอครั้งเดียวนะขอบอก หลายครั้งเลย ขนาดไม่ร้องเพลงหรือ อ้าปากนะ มันยังตอมยังกะฉันเป็นขี้ กลัวคนอื่นจะว่าฉันเหม็น ทั้งๆที่ตัวฉันน่ะหอมมาก (รีบบอกเลย) เพราะพรมทั้งโคโลจน์และน้ำหอมประดามี สุดท้ายฉันก็แพ้ แพ้ทั้งแมลงวันและน้ำหอมตัวเอง อิอิ ทำให้ฉันเรียนรู้ว่าออกบ้านทีไรเวลาพูดก็อย่าอ้าปากกว้าง อ้าแต่พองาม พูดแล้วฟังรู้เรื่อง และอย่าแหกปากร้องเพลงด้วยความสะใจในอารมณ์ เดี๋ยวจะได้กินแมลงวันสดเป็นอาหารว่าง แมลงวันนี่ก็เหลือเกิน ใครอย่าอ้าปากกว้างเชียวล่ะแล้วอย่าหาว่าฉันไม่เตือน นี่ขนาดว่าอยู่ในเมืองนะเนี่ยไม่ได้อยู่ตามฟารม์นะแมลงวันออสซี่ยังชุมขนาดนี้ ฉันล่ะยอมแพ้ต่อแมลงวันออสซี่เลยเนี่ย
หน้าร้อนทีไรก็ต้องทำใจว่าจะต้องเจอกับแมลงวันออสซี่ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะเจอ ต้องคอยปัดอยู่ตลอดเวลา ฉันมาสังเกตว่าแมลงวันเนี่ยมันตัวใหญ่กว่าบ้านเรา แล้วมันบินช้าาาาาามาาาาาก อืดอาดอย่างแรง สงสัยมันจะไม่ค่อยได้ซิทอัพ และอัพแอนด์ดาวน์เท่าไหร่นะ เทียบกะแมลงวันบ้านเราแล้วเรื่องความเร็วและความคล่องแมลงวันวันบ้านเราบ้านเราน่ะชนะเลิศ หุหุ แมงงนออสซี่นี่มันน่ารำคาญมาก ปัดแล้วปัดอีกจนกล้ามขึ้นมันก็ยังไม่ไปแบบแว๊บหายในทันใด เพราะมันตัวใหญ่กว่าแมงงนบ้านเรารึเปล่านา ฉันก็ลืมวัดตัวแมงงนบ้านเรามาซะด้วยดิ
แมลงวันพวกนี้มันจะอ้อยอิ่งบินตอมเราเหมือนกับมันรักเรามาก และจะคอยวนเวียนอยู่ใกล้ๆเราตลอด คอยดูสารทุกข์สุขดิบของเรา มันเลยทำให้ฉันต้องคอยยืนปัดนั่งปัด แล้วคิดอยู่ในใจว่า อย่าเข้ามาใกล้ฉันเชียวฉันจะตบให้ตายเชียวคากระดาษม้วนนี่แหละ ไม่กล้าใช้มือมันตัวใหญ่มาก มันบินช้ามากชนิดที่ยืนอยู่แล้วเอามือคว้าจับยังได้เลย ขณะที่ยืนเล็งจะตบแมลงวันอย่างเอาเป็นเอาตาย ฉันก็แอบคิดอยู่ในใจว่า ถ้าหนุ่มๆมาเห็นฉันตั้งท่าและตบแมลงวัน เขาจะขยาดฉันกันไหมเนี่ย หุหุ ว่าแล้วก็ "ไม่มีใครเห็นตบเลย"
คุณๆอย่าคิดนะว่ามือจะว่างแม้แต่นาทีเดียว ไม่มีทางหรอก ต้องคอยแต่เอามือพัดและโบกอยู่บริเวณหัว ใบหน้า และไหล่อยู่นั่นแหละ ไปทางไหนก็จะเห็นภาพคนทำท่าปัดแมลงวันบริเวณหัว และใบหน้าอยู่ตลอดเวลา ฉันก็เลยไม่แปลกใจว่า ทำไมคนออสซี่เองเขาถึงเรียกพฤติกรรมแบบนี้แบบติดตลกว่า การทำวันทยาหัตถ์แบบออสซี่ หรือ ออสซี่ซาลูทว์ (Aussie salute) ฉันว่ามันก็เหมือนจริงๆแหละ ไปทางไหนคนก็วันทยาหัตถ์กันทั้งเมือง ฉันก็ทำด้วยน่ะแหละจะได้อยู่ในคลื่นความถี่เดียวกัน เอามั่งจะได้เป็นออสซี่กะเขามั่ง นั่งมองอีกทีและคิดติดตลกว่า คนที่นี่ทำไมช่างสุภาพและอ่อนน้อมจริงๆเลยรวมทั้งฉันด้วย หุหุ
แล้วฉันก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าเป็นแถวทะเลทราย และฟาร์มในออสซี่ล่ะจะเป็นอย่างไร มีทั้งแมลงวัน ฝุ่น และทรายคนเขาจะทำอย่างไรกัน เพราะมันเพิ่มจากในเมืองเท่าตัวเลยทั้งทรายและแมลงวัน ฉันก็จัดการถามเพื่อนๆที่อยู่ฟาร์มและเข้าไปทำวิจัยในทะเลทรายทันที เพื่อนๆเขาก็บอกว่า ใหม่ๆก็ทั้งฝุ่นทรายและแมลงวันเข้าปากเต็มไปหมด ในขณะที่พูด เลยต้องใช้วิธีอย่าอ้าปากกว้าง ให้พูดแบบเปิดปากน้อยที่สุด
แล้วแมลงวันเนี่ย ในฟาร์มเขามีประดิษฐกรรมที่น่ารักมาก แต่เป็นสิ่งที่ใช้กันมาแต่โบราณนานมาแล้ว เรียกว่า หมวกไล่แมลงวัน พอฉันเห็นเท่านั้นแหละ ฉันก็รู้สึกว่าเขาเข้าใจทำจริงๆ แก้ปัญหาไม่ต้องใช้มือปัดให้เมื่อยมือเมื่อยแขนไปเปล่าๆปลี้ๆ มันคือหมวกปีกกว้างนี่แหละ แต่กว้างกว่าทั่วไปหน่อย แล้วมีตุ้มไม้คอร์คหรือตุ้มพลาสติก ผูกติดกับเชือกเส้นไม่ยาวนัก อยู่ระดับตาเราพอดี แล้วเขาก็เอาแขวนติดรอบหมวก เวลาเราสวมหมวกแล้วเคลื่อนไหวเนี่ย ตุ้มมันก็จะแกว่ง แล้วมันก็จะไล่แมลงวันไปในตัว
ฉันว่ามันเป็นอะไรง่ายๆแต่เข้าท่ามากมาย ทำให้ฉันนึกถึง ถุงน้ำที่แม่ค้าใช้แขวนไล่แมลงวันยังไงยังงั้นเลย หมวกเนี่ยมีขายทั่วไป ตามร้านขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยว ที่รัฐฉันเนี่ยเห็นเยอะแยะมากมาย เต็มไปหมด ทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ ฉันเคยซื้อมาลองใส่ใบหนึ่ง ปรากฏว่าใส่ไม่รอด เพราะมันแกว่งจริงๆ ทำให้ฉันซึ่งอายุยังน้อยน่ะตาลายได้เป็นอย่างดีทีเดียว หรืออาจจะเป็นเพราะฉันนั่งมองมัน และดูว่ามันทำงานยังไงมากกว่า ฉันถึงตาลาย อิอิ เมื่อกี้ไปตลาดไปเห็นหมวกวัตถุประสงค์เดียวกัน แต่มีตาข่ายผ้าไนล่อนคลุมทั้งใบมาถึงคอ ฉันก็ว่ามันเข้าท่าดี แต่เพื่อนชาวออสซี่ฉันบอกว่า มันร้อน และที่สำคัญมันไม่เท่ห์แบบออสซี่ เอากะเธอสิ
ด้วยหตุผลทางสิ่งแวดล้อมนี่แหละ ที่ทำให้เกิดความเชื่อ(myth) ทางภาษาศาสตร์อย่างหนึ่งที่ว่า ภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลียมีลักษณะเฉพาะ แบบพูดไม่เปิดปาก เสียงขึ้นจมูก และสระที่ออกเสียงแบบเปิดปากกว้างๆเช่น สระ “ไอ” ในคำว่า nice และ white เป็น สระออย เช่น ไนซส์ ก็ออกเสียงเป็น นอยซส์ ไวทท์ ก็เป็น วอยทท์ แบบสั้นๆ พึมพำๆอยู่ในคอ และที่บริเวณปาก ก็มีเหตุอันเนื่องมาจาก แมลงวัน หรือ fly (flies) และทรายนี่แหละ (มาประเทศนี้ใหม่ๆเจอสระออยเข้าไปฉันหงายหลังเลย ไวท์ เป็น วอยท์ ดูได้ในชวนกินกาแฟจ้า)
ด้วยความเชื่อทางภาษาศาสตร์ในยุคแรกๆ แบบที่กล่าวมา ถ้าหากมานั่งเทียบกันกับความเชื่อทางภาษากับภาษาในไทย ก็เช่นภาษาเหนือที่พูดกันแบบเบาๆ แล้วช้าๆ เช่น “เจ้าาาาาา.......” แล้วยาวเป็นวานี่ เป็นเพราะเราอยู่เขตพื้นที่ที่อากาศมันเย็นเลยทำให้พูดช้า ส่วนคนใต้พูดเร็วและเพราะอยู่ในเขตพื้นที่ที่เป็นทะเลและมีลมแรง เลยต้องพูดเสียงดังแข่งกับลมเวลาออกทะเล เลยเป็นที่มาของ เจี้ยเรื่องรถไฟต่อไปนี้
รถไฟสองขบวนสวนกัน และในทั้งสองขบวนนั้นมีคนใต้ซึ่งรู้จักกันอยู่ เลยตะโกนถามกันขณะที่รถไฟสวนกันว่า
ขบวนหนึ่ง “ไหน” ขบวนสอง “ใหญ่”
เป็นอันว่าเข้าใจกันว่าไปไหนมาไหน สำหรับฉันซึ่งเป็นคนเหนือและเคยชินกับความอ่อนช้อยและเนิบนาบ (เชียงราย ลำปาง นี่เร็วกว่าเชียงใหม่นะ) ฉันถือว่าการสื่อสารแบบนี้เนี่ย เข้าขั้น “เทพ”เลยนะนั่น สั้นที่สุด เร็วที่สุด ได้ใจความที่สุด ขนาดว่ารถไฟสวนกันยังคุยกันได้รู้เรื่อง เทพจริงๆ
เชียงราย ลำปางและ เชียงใหม่ ก็ไม่น้อยหน้า มีเจี้ยเหมือนกัน..... เอามั่ง...........
มีสามล้อนายหนึ่งรับผู้โดยสารจากหน้าตลาดไปส่งบ้าน เผอิญสามล้อไม่เคยไปทางนั้น ก็เลยบอกผู้โดยสารสาวชาวเชียงใหม่นางนั้น ว่า
สามล้อ “จะฮื้อลุงเลี้ยวตางไหนบอกเน้อออ หล้า” ผู้โดยสาร “ได้เจ้าาาาลุง”
สักพักพอใกล้จะถึงทางเลี้ยวผู้โดยสารชาวเชียงใหม่ก็บอกว่า
สาวน้อย “ลุง เลี้ยยยยวโก้งงงงงงงงงงงซ้ายเจ้าาาาาาาาาาาาา” (กรุณาอ่านแบบเชียงใหม่)
ลุงถีบสามล้อเลยโค้งไปแล้ว แล้วหันควับกลับมาบอกผู้ว่าจ้างสาว ด้วยเสียงดังเล็กน้อย ว่า
“บอกหยังบ่าเด่ว เลยโก้งมาแล้ว เอ้อออออออ......น่อ”
กว่าเจ้าหล่อนจะพูดเสร็จ ลุงถีบสามล้อเลยโค้งไปนู่น เพราะช้ามากก อิอิ......... ของเชียงรายก็มีเหมือนกันลลลลล์
สาวน้อย “ลุง..... โก้งหน้านี้” (กรุณาอ่านแบบเชียงราย สั้นและห้วน) ด้วยความเร็วและห้วนกว่าสำเนียงเชียงใหม่ ประกอบกับกำลังปั่นรถสามล้ออย่างเพลิน ลุงตกใจอย่างแรงและก็ด้วยความตกใจเลยหักเลี้ยวในทันใด และแล้วก็
“โครม.....ตุ๊บ.. ผลุบ..... โอ๊ยยยยย... " ช่วยหน้อยยยเต๊อะ....ใผก็ได้ช่วยข้าเจ้ากำลอ สามล้อทับ ออกบ่ได้”
ปรากฏว่า สามล้อชนเสาไฟฟ้าอย่างจังเพราะสำเนียงแบบเชียงรายและลำปางนั้นห้วนเกิน ...........ฮาาาาาาาาาาาาาาาา
24 novembre ราเยส คานนา กับเพลงดังในอดีต Jai Jai Shiv Shankarราเยส คานนา กับเพลงดังในอดีต Jai Jai Shiv Shankar
วันนี้ด้วยความบังเอิญเข้าไปค้นเรื่องทฤษฎีภาษาและเพื่อพิสูจน์หลักภาษา ฉันก็เลยต้องหาศัพท์ภาษาฮินดีมาพิสูจน์ทฤษฎี และแล้วฉันก็หลงเข้าไปในเว็บหนึ่ง ปรากฏว่าเว็บนั้นๆมีเพลงหนึ่งบรรเลงอยู่ในเว็บ เลยทำให้ฉันเกิดอารมณ์สนุกสนาน พรุ่งพรวดแทบจะลุกขึ้นเต้น เหลียวซ้ายแลขวาในออฟฟิศไม่เห็นใครเพราะเป็นวันหยุด ฉันก็เลยได้โอกาสอันงาม ลุกขึ้นเต้นประกอบเพลงมันซะเลยด้วยความมันส์ในอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง พร้อมกับแหกปากลั่นกับเพลง (ดูคลิปเพลงได้ท้ายเรื่องค่ะ)
Jai Jai Shiv Shankar Kaanta Lage Na Kankar
เสียงกลองและเครื่องดนตรีที่บรรเลงมันเร้าใจอย่างแรง เสียงกลองที่เรียกว่า “ตับล่า” รัวชนิดที่เรียกว่า คนตีกลองด้วยมือเนี่ย แขนคงจะหลุดเป็นแน่แท้ ไหนจะเสียงคนร้องอีก ซึ่งสองคนที่ร้องนี้ถือเป็นตำนาน ของวงการเพลงประกอบหนัง ของอินเดียเลยก็ว่าได้ คือ กิโชร์ กุมาร (Kishore Kumar) และ ละต้า มังเกชการ์ (Lata Mangeshkar) จ๊าก เขียนไปแล้วก็ฟังเพลงไปด้วยไม่รู้กี่รอบแล้วเนี่ย อิอิ ทนไม่ไหวแล้วขอแดนซ์แฮ๋มรอบละกัน อิอิ
Jai Jai Shiv Shankar Kaanta Lage Na Kankar
มันส์จริงๆเลยเนี่ย แต่เสียอย่างเดียวว่าไม่ได้อยู่บ้าน ถ้าอยู่บ้านนี่นะ รับรองว่าแม่ร่วมแจมแน่นอน แล้วจะมันส์เป็นพิเศษ เพราะเป็นเพลงสมัยที่แม่ยังเป็นสาว และฉันก็ยังเป็นเด็ก เพลงนี้น่ะเป็นเพลงประกอบภาพยนต์อินเดียเรื่อง อาป กี กะซัม (Aap Ki Kasam) หนังเรื่องนี้เข้าฉายที่อินเดียในปีค.ศ. 1974 (พ.ศ. 2517)แต่กว่าจะมาเมืองไทย และกว่าจะถึงเชียงรายได้แล้วมาฉายที่โรงหนังสุริวงศ์นั้น คงใช้เวลานานพอดู อย่างน้อยก็สักปีสองปีได้ คาดว่านะ เพราะแม่บอกว่าตอนนั้นฉันก็ประมาณ 6 ขวบได้มั้งที่หนังเข้าฉาย (ไม่คอนเฟริมดีกว่า) นี่อย่าคำนวณอายุฉันซิยะ คำนวณอายุเพลงนู่น 33 ปีแล้วย่ะเพลงนี้น่ะ ยังมันส์อยู่เลย มีดาราดังนำแสดงอย่าง คุณราเยส คานนา ซันจิฟ กุมาร กับ สาวอินเดียที่ฉันว่างามมากคนหนึ่งที่คนไทยรุ่น50-60 น่าจะยังรู้จักชื่อ คือ มุมตาซ
ใบปิดภาพยนต์เรื่อง Aap Ki Kasam ราเยศ คานนาคือคนที่สูบบุหรี่ในภาพ (ภาพประกอบจาก www.bollyfm.net)
คุณราเยส คานนานี่ฉันคาดว่าในอดีตคงจะรูปหล่อกระชากใจสาวๆได้พอสมควร เพราะพ่อเคยบอกว่าแม่เป็นเอามากหนังอีตานี่เข้าโรงหนังสุริวงศ์เมื่อไหร่ แม่ต้องแต่งตัวซะงามพริ้งด้วยชุดประจำชาติพันธ์ไปดู ก็พ่อนั่นแหละพาไปดู ตัวเองก็ดูด้วยนิ และจำได้ว่าฉันกับน้องก็ไปดูด้วยและยังเด็ก ตอนเด็กฉันไม่เคยเห็นความหล่อของดาราคนนี้เลย อาจจะเป็นเพราะว่าฉันยังเด็ก แม้กระทั่งเป็นวัยรุ่น ฉันก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่มองว่าเป็นหนังคนแก่ ยุคคนแก่ อิอิ ว่าแล้วเพราะความมันส์ในอารมณ์ฉันก็ลองเข้าไปหาในยูทูบว์ดูว่าตอนนี้ฉันจะรู้สึกอย่างไร (ไม่ใช่เพราะฉันแก่ลงหรอกนะ ฉันยังอยู่ในช่วงวัยรุ่นอยู่ย่ะ แต่มีคำขยายมากขึ้นว่า ตอนปลายสายอาชีพ ก็เท่านั้น อิอิ เออ.... แต่ก็แอบคิดว่ามันก็แก่ลงจริงๆแหละ)
ปรากฏว่า อะแฮ่ม ๆๆๆ คุณราเยส คานนา เขาผูกขาดความเป็นพระเอกนักรักในภาพยนต์ และที่สำคัญหล่อไม่เบาเหมือนกันนา พระเอกหนังอินเดียต้องมีความสามารถด้านการเต้นรำ แต่คนนี้มาแปลกเขามีท่าหล่อประจำตัว คือ อันดับแรกต้องเอียงตัว และหน้า 45 องศาก่อน แล้วอันดับสองเนี่ยจึงตามด้วยท่าเต้นประจำตัว แบบตัวไม่ขยับ แต่ขยับเฉพาะช่วงหัวและไหล่ยึกยัก ๆ สะบัดผมสั้นๆพรึ่บๆ และ สะบัดคอเป็นจังหวะเนี่ย แต่ยังคงระดับ 45 องศาไว้นะ ไม่งั้นไม่ใช่ราเยศ คานนา อิอิ ฉันเคยลองทำเลียนแบบนะ โห.....ปวดคออย่างแรง เพราะฉะนั้นฉันจึงขอเตือนว่า ท่านั้นเป็นความสามารถเฉพาะตัวของคุณราเยศ คานนาเค้า ท่านผู้อ่านกรุณาอย่าเลียนแบบ อาจได้รับบาดเจ็บได้ เพราะฉันลองมาแร้ววว ผลเหรอ....................อิอิ ..............คอแทบเคล็ด ............ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ได้โปรดฮากันอย่างถ้วนทั่วทุกตัวคน
ราเยศ คานนา มุมตาซ (ภาพทั้งสองจาก www.wikipedia.org )
มากไปกว่านั้นคุณราเยศ คานนาเนี่ย ถือได้ว่าเป็นระดับซุปเปอร์สตาร์คนแรกของประเทศอินเดียเลยก็ว่าได้ ดังชนิดที่ว่า ไปที่ไหนก็จะมีคนรุมล้อมดูตัวกันหมด บางคนก็แค่ขอได้สัมผัสรถ บางคนก็ขอจับมือ บ้างก็เป็นเอามากๆ ถึงขนาดจูบรถยังมีเลย ถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ได้เลยว่างั้นนะ (จากหนังสือพิมพ์อินเดีย) จนบางทีได้รับการปฏิบัติแบบเป็นบุคคลสำคัญมาก ประมาณว่า คุณราเยศ คานนาเนี่ยทำอะไรไม่เคยผิด นอกเหนือจากนี้เขาก็ มักจะได้รับการจับคู่ร่วมแสดงกับคุณมุมตาซ อยู่บ่อยๆ จนเป็นดาราคู่ขวัญกัน ในยุคหลังปี 1975 แนวของภาพยนต์อินเดียเริ่มเปลี่ยนไป จากหนังรัก พระเอกหวานๆ เริ่มเข้าสู่ระบบหนังบู้ ต้องการพระเอกหนังนักสู้ ที่ฉะกันตลอด และบทจะเป็นแบบ "angry young man"หรือหนุ่มเลือดร้อน เลยทำให้งานของพระเอกนักรักเราเบาบางลง แล้วบทพระเอกแบบหนุ่มเลือดร้อนนั้นก็หนีใครไปไม่พ้น ซึ่งก็คือ อมิตาป บัจจัน นั่นเอง สองท่านนี้ยังเคยประกบคู่กันหลายเรื่องอยู่นา เท่าที่ดูมาก็สองเรื่อง คือ Namak Haraam กับ Anand นอกเหนือจากงานแสดงแล้วราเยศ คานนายังมีโอกาสได้เข้าไปทำหน้าที่เป็น ส.ส.ในสภาอีกด้วย ปัจจุบัน ราเยศ คานนา อายุ 64 ปี (29 ธันวาคม 1942) กลับมาเรื่องหนังกันต่อ
หนังเรื่องนี้ที่จำได้แม่นอีกอย่างแม่เคยบอกว่า ตอนไปดูหนังที่โรงหนังสุริวงศ์นั้น พอเพลงนี้ออกในโรงเท่านั้นแหละ ฉันและน้องก็เหมือนผีเข้าลุกขึ้นเต้นยึกยักๆในโรงกันอยู่สองคน มาตอนนี้ได้ฟังอีกรอบ ฉันก็รู้สึกเหมือนระลึกชาติได้ยังไงก็ไม่รู้ ก็เลยยังเหมือนผีเข้า ยึกยักๆอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่คนเดียว แล้วพอถึงวรรคทอง ฉันก็อดไม่ได้ที่จะแหกปากร้องอีกหลายๆรอบ แล้วก็โหนเสียงซะสูงลิบ อิอิ มันส์พะยะค่ะ
Jai Jai Shiv Shankar Kaanta Lage Na Kankarรรรรรร (ในเพลงมันมีอย่างนี้จริงๆ อิอิ)
ส่วนคุณมุมตาซ นี่เธอก็งามจริงๆ กะคุณมุมตาซ นี่ยังเป็นประเด็นที่ฉันจำแม่นอีกอย่างคือ เวลาแม่แต่งตัวสวยเต็มยศเมื่อไหร่ แม่จะใช้เวลานานมากจน พ่อ ฉัน และน้องมักจะแซวแม่เสมอว่า “ง้าาาามละแม่...ง้าาามละ งามอย่างมุมตาซล่ะ....ปอได้ล่ะ” แล้ว ก็จะมีเสียงพ่อแว่วมาแต่ไกลสอดแทรกเข้ามาทันจังหวะพอดิบพอดีว่า “มุมตัดอ่ะก่ะ....” เราก็จะฮาแล้วกระเจิงไปคนละมุม ส่วนแม่ก็จะ ฮึ่มฮ่ำอยู่ในลำคอเอาม่วน
สำหรับภาษาของเพลงก็งามมาก เพราะคนที่ดูแลการผลิตเพลงและแต่งเพลงคือมือหนึ่งในอดีตเหมือนกัน คือ ท่าน อาร์. ดี. เบอร์มัน (R.D. Burman) และเนื้อเพลงก็เกี่ยวข้องกับความรักของคนสองคน แต่เหตุการณ์เกิดที่หน้าวัดเทพเจ้า คือ พระศิวะ เพลงก็เลยเริ่มจาก พระศิวะเจ้าขาน่ะแหละ สนุกดี ภาพยนต์เรื่องนี้ยังมีเพลงเพราะๆอีกหลายเพลง แต่เป็นเพลงช้าๆ และเป็นเพลงที่ดังทุกเพลงเลย เพราะมากด้วยทั้งดนตรีและเนื้อเพลง ไม่ว่าจะเป็น zindagi Ke safar Mein หรือ เร็วกว่านั้นเล็กน้อย เช่น Suno Kaho Kuch Huwa Kya ว่าไปแล้วก็เพราะทุกเพลง ติดหูมาตั้งแต่เด็กทุกเพลงล่ะค่ะ และที่สำคัญที่จะถือว่าเป็นหนังอินเดียยุคเซเวนตี้ส์อย่างแท้จริงนั้น ต้องมี...อะแฮ่มๆๆๆ การวิ่งรอบภูเขาและวิ่งรอบต้นไม้น่ะ อิอิ
สมัยยังเด็กเคยสงสัยว่า ทำไม๊ทำไมหนังของชาติพันธ์ฉันเนี่ยเวลามีความรักแต่ละที มันต้องวิ่งรอบต้นไม้ด้วย มันไม่เหนื่อยเลยรึไง เลยถามป้าแบบเปรยๆขณะดูหนังว่า
ฉัน “มันบ่อิดก่ะน่ะ ล่นแวดดดดดด...เก๊าไม้ แวดดดดดดด....ดอยน่ะ เป็นเฮานี่ท่าจะหายใจ๋บ่ตันล่ะ” ป้า “สูเขาบ่เกยมีความฮักเตื่อ บ่ฮู้หรอกว่าการวิ่งรอบต้นไม้บนภูเขาเนี่ย มันโรแมนติกขนาดไหน” ฉัน “แล้วอู้จะนั้นน่ะ ป้าล่นมาล่ะก่ะ” ป้า “เออ...ล่นมาล่ะ ล่นมาจากอินเดียมาถึงเมืองไทยเพ้ก่อน ไกลขนาดผ่อล่อ ฮ่า ๆ ๆ ” ฉัน “ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
ขออี่ปี้เฮิดกำเต้อ.....ป้าฉันเอาเชียว....ฉันล่ะชอบเหลือหลายกับคำตอบของป้า
ฉันว่าเพลงเก่าๆแบบนี้มันมีค่ามากๆก็ตอนนี้ที่คนรุ่นหลังยังเห็นความงาม และความบรรเจิดทางอารมณ์ที่เพลงเหล่านี้เคยได้ให้กับคนรุ่นเก่าอย่างไร 33 ปีให้หลังมันก็ยังให้กับคนรุ่นนี้ได้ไม่เสื่อมคลายเช่นกัน เพียงแต่ว่าเราซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่จะเห็นความงามของมันหรือไม่ก็เท่านั้น เรื่องความงามนั้นมันบังคับกันไม่ได้ ต้องอยู่ที่ตาและใจของผู้สัมผัสเท่านั้น
ว่าแล้วก็โหลดเพลงแบบเอ็มพีสามไปฟังด้วย คราวนี้จะเดินและวิ่งกลับบ้าน เพราะบ้านฉันก็เดินขึ้นเขาและมีต้นไม้รายล้อมตลอดทางเหมือนกัน อิอิ เสียอย่างเดียว หาคนวิ่งด้วยไม่ได้น่ะสิ (ฮา)
มาฟังเพลงกันนะคะ
18 novembre สุนทรียะของภาษา กับความหลากหลายทางภาษาวันนี้เจอคำถามจากอ้ายแสงดาว ศรัทธามั่นว่า บทกวีซูฟีคืออะไร ยังไม่ตอบในคราวนี้ เดี๋ยวตอบเป็นเรื่องใหม่ แต่คำถามมันทำให้ตัวเองคิดไปว่า แล้วทำไมเราถึงไปนั่งอ่านนั่งศึกษาเกี่ยวกับซูฟีกันแน่นะ ก็เลยเป็นที่มาของเรื่องเล่าวันนี้ จริงๆแล้วเรื่องของบทกวีซูฟี และศาสนาอิสลามนิกายเล็กๆที่ชื่อซูฟีมีที่มาและที่ไปที่น่าสนใจมาก และกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาอยู่ ศึกษามาก็นานพอสมควร แต่เรื่องของจิตวิญญาณและความงามนั้น ไม่มีทางที่จะเรียนรู้กันได้หมดหรอก เรียนไปเรื่อยๆนั่นแหละ และความงามแห่งชีวิตก็จะประจักษ์ต่อสายตาของเราๆท่านเองน่ะแหละนะ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วย
เรื่องกวีซูฟีเขียนไว้นานแล้ว แต่ไม่ค่อยได้เล่าหรือบรรยายให้ใครฟัง เดี๋ยวเล่าให้ฟังทีหลัง แต่ตอนนี้ขอเล่าเบื้องหลังของการศึกษาเรื่องภาษากับบทกวีซูฟีก่อน ที่ไม่ค่อยเล่าให้ใครฟัง เพราะบ้านเราไม่ค่อยจะรับความงามและสุนทรียะจากวัฒนธรรมอื่นๆที่นอกเหนือไปจากตะวันตก คนรับอ่ะมี แต่มีแบบต้องงมเข็มในมหาสมุทรเลยนั่นแหละ จริงๆแล้วเนี่ยบทกวีตะวันออก บทกวีอาหรับ บทกวีเปอร์เซีย (หรืออิหร่านปัจจุบัน) บทกวีภาษาฮินดี หรือ บทกวีภาษาอุรดู แม้กระทั่งบทกวีภาษาปัญจาบีเองก็ตาม ทั้งหมดทั้งมวลมีความงามทางภาษาและความจริงที่น่าเหลือเชื่อ ความงามนั้นอมตะมาก ความงามนั้นบางทีอยู่ที่ภาษาและการรับรู้ในวัฒนธรรมนั้น ซึ่งทำให้เราไม่สามารถแปลเป็นภาษาเราได้ในบางส่วนด้วย ด้วยเหตุเพราะมีความงามบางส่วนในภาษากวีภาษานั้นๆมักจะหายไปกับการแปล มันแปลข้ามภาษาไม่ได้ นี่ก็คือที่เรารียกกันว่า lost in translation
นี่ก็คือเหตุผลว่า ทำไมตัวฉันถึงเรียนภาษาหลายภาษาได้อย่างเมามันมาก ก็เพราะฉันอยากเห็นความงามในหลายๆมิติแห่งภาษาและวัฒนธรรมที่มันไม่สามารถถ่ายทอดได้ แต่ฉันก็พยายามอย่างที่สุดที่จะแปล แต่พอฉันไม่สามารถแปลความงามมันออกมาตามที่กวีเขียนและตัวภาษาที่ใช้แล้ว ฉันแทบจะเข่าอ่อน และนิ้วมือที่จับดินสอมันพาลจะหมดแรงเอาเสียดื้อๆ และในขณะเดียวกันฉันก็เกิดอาการทึ่งไปแบบสุดๆกับกวีบทนั้นว่า นี่แหละคือความมหัศจรรย์ของภาษา
มีกวีท่านหนึ่งชื่อ อนันต์ ราม ท่านมีนามปากกาเป็นภาษาเปอร์เซียว่า มุคลิสฺ เป็นกวีในยุคของศาสนาอิสลามมีอิทธิพลและความมีเจริญรุ่งเรืองในอินเดียที่เรียกว่าราชวงศ์มุกัล (Mughal) มีอยู่วันหนึ่งท่านได้ยินคนสนิทชายเล่านิทานเรื่องความรักของชายหนุ่มชาวเดลลีที่พูดภาษาฮินดีสำเนียงตะวันออก กับเจ้าหญิงผู้เลอโฉมและสูงศักดิ์ชาวศรีลังกาที่ชื่อ “ปัทมาวติ”ให้ท่านฟัง พอท่านฟังแล้วเกิดอาการเคลิ้มไปกับภาษาที่คนสนิทใช้เล่า ซึ่งเป็นภาษาฮินดีที่พูดในท้องถิ่น ท่านกล่าวว่า หากต้องเล่านิทานเรื่องนี้ใหม่ให้เป็นภาษาอุรดูหรืออาหรับใดๆก็ตาม ท่านไม่สามารถบรรยายความงามของนางหรือเจ้าหญิงปัทมาวตีที่บรรยายไว้ในภาษาฮินดีได้ ท่านกล่าวไว้อีกว่า นิทานเรื่องนั้นถึงแม้จะเขียนเป็นภาษาฮินดีแต่เป็นภาษาฮินดีสำเนียงตะวันออก และผู้เขียนได้ใช้วิธีการเปรียบเทียบที่มีลักษณะเฉพาะของภาษาและวัฒนธรรม ทำให้เราเห็นภาพว่า มันเป็นความเจ็บปวดของชาวชาวเดลลีตะวันออก เพราะมันมีความเฉพาะของภาษาที่แสดงออก อีกอย่างหนึ่งถ้าจะให้เล่านิทานเรื่องนี้ใหม่เป็นภาษาอาหรับ มุคลิสฺ คงต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และวัฒนธรรมให้นิทานเรื่องนี้ก่อน แล้วมุคลิสจึงจะสามารถทำให้นางปัทมาวตีในนิทานที่งดงามในภาษานี้ มีความงามเสมอกันในอีกภาษาหนึ่งได้ ทั้งนี้เพราะภาษาและวัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดค่นิยมและกรอบคิดเรื่องความงาม มุคลิสฺเองกล่าวว่า เขาไม่สามารถเล่าถึงความงามนี้ในอีกภาษาหนึ่งได้เลยถ้าไม่ทำเช่นนั้น (มาจากบทความของ Shantanu Phukan เรื่อง The Rustic Beloved: Ecology of Hindi in a Persianate World, ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชื่อ The Annual of Urdu Studies, ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์และเล่มที่พิมพ์)
ขณะที่อ่านบทความเรื่องนั้น ทำให้ฉันนึกไปถึงสองสิ่ง สิ่งแรก “เจ้าจันทร์ผมหอม” จากเรื่องเล่าเรื่องนี้ ฉันเห็นอะไร ฉันเห็นความงามพร่างพราวระยิบระยับเต็มไปหมด ฉันเห็นความรัก ความเอาใจใส่ ความสามารถและความพยายามของผู้เขียนเป็นอย่างยิ่ง ฉันขอคารวะผู้เขียน “ท่านมาลา คำจันทร์”อย่างเป็นที่สุด ฉันไม่สามารถยกตัวอย่างใดๆประกอบได้เพราะฉันเองไม่ได้มีหนังสืออยู่กับตัว ณ เวลาเขียนนี้ ส่วนสิ่งที่สองนั้น มันกำลังลอยละล่องอยู่ในหัวขี้ทื่ออย่างฉันขณะที่ฉันเขียนนี้ คือ “.....สยายผมลงเช็ดบาทบาทา...ขอลาไปก่อนแล้วชาตินี้...” ใช่ นั่นคือเพลงมะเมี๊ยะ อันลือลั่น ที่เรียกน้ำตาได้ทุกครั้งที่ฟัง หากไม่มีคุณจรัล มโนเพชร เราจะเห็นความงามเช่นนั้นละหรือ นี่คือความงามที่มากับภาษาทั้งสองตัวอย่าง จำได้ว่ามีแต่คนถามว่าทำไมต้องสยายผมลงเช็ดบาทบาทา และก็จำได้อีกว่าตอนตอบสมัยนั้นยังเด็กมาก บอกตามที่รู้ แต่ตอนนี้ถามใหม่สิ จะตอบให้ฟังถึงเก๊าถึงเหง้าเลย นี่คือภาษา วัฒนธรรมและความงาม
ฉันอยากให้คนไทยเรียนรู้ภาษาอื่นบ้างและอ่านความคิดคนในภาษาอื่นบ้างด้วยจิตและวิญญาณ ไม่ใช่แต่อ่านความคิดคนในภาษาอื่นผ่านภาษาตะวันตกที่ชื่ออังกฤษเท่านั้น ฉันเรียนและสอนภาษาอังกฤษมาตลอดชีวิต และฉันก็เห็นและซาบซึ้งเป็นอย่างดีแล้วว่าการมองโลกของกวีที่มีพื้นภาษาและวัฒนธรรมอังกฤษเป็นหลักนั้น มีความงามที่จำกัด ในขณะที่บทกวีจากซีกตะวันออกและเป็นภาษาที่ฉันไม่เคยเรียนมันกลับสร้างความรู้สึกชนิดที่คำเมือง (อันเป็นอัตลักษณ์และตัวตนของฉันส่วนหนึ่ง) เรียกว่า “มันขนคิงลุกไปหมด” ให้กับฉัน ฉันจึงตั้งหน้าตั้งตาใส่ใจกับภาษาและเรียนเพิ่มเติมจากที่บรรพบุรุษของฉันสอนมา มันทำให้ฉันเห็นและเคารพว่า สิ่งที่ปรากฏต่อสองตาและจิตวิญญาณของฉันนั้น มันงดงามมาก ความรู้สึกที่ฉันมันเหมือนกับยืนอยู่หน้าความอลังการทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่และรุ่งเรือง มันน่าทึ่ง มันละลานตาไปหมด และมันนำพาฉันไปยังอีกจุดหนึ่งที่ภาษาอังกฤษพาฉันไปไม่ถึง
นี่คือแก่นแท้แห่งความเป็นมนุษยศาสตร์ และแก่นแท้อันนี้กระจายตัวอยู่ตามวัฒนธรรมและความงามทางภาษาที่หลายหลาย อันความงามทางภาษาในแต่ละวัฒนธรรมนั้น ยังมีข้อจำกัดของภาษาในการเข้าถึงอรรถรสและความจริงแห่งชีวิต การรู้ภาษาเพียงหนึ่งเดียวหรือสองไม่ได้ทำให้เราเรียนรู้ทุกอย่างในโลกได้ การที่เรารู้ภาษาหลายๆภาษามากขึ้น ทำให้เราเห็นความงามที่มันมีอยู่ แต่เราไม่เคยมองเห็นมันเลย เพราะภาษาแต่ละภาษาก็มีมุมมองเรื่องวิถีชีวิต ความคิด การมองความเป็นจริงของโลกที่แตกต่างกัน เปรียบเสมือนคนเราอยู่ในวัฒนธรรมภาษาหนึ่งก็มีการมองโลกผ่านภาษาเหมือนกับสวมแว่นตาดำ พอเรียนภาษาอื่นก็เหมือนสวมแว่นตาสีอื่นมองโลก ฉันจึงมองว่า ภาษาเป็นตัวกำหนดการมองโลกของคน หากเรารู้แค่ภาษาเดียวเราก็มีวิธีมองโลกแค่วิธีเดียว หากเรารู้หลายภาษาเข้าเราก็มองโลกได้หลายๆวิธี เป็นการหลุดกรอบที่ดีทีเดียว
ฉันเองมีพื้นภาษาฮินดี ภาษาปัญจาบี และภาษาอุรดูนิดหน่อย และพื้นภาษาเหล่านั้นเป็นบันไดและสะพานข้ามแม่น้ำแห่งความไม่รู้ ไปถึงฝั่งอื่นๆ มันทำให้ฉันก้าวข้ามกรอบของฉันเอง ไปสู่ปริมณฑลอื่นที่มีความยิ่งใหญ่และความงามละลานตาเต็มไปหมด แล้วฉันก็เกิดอาการ “ขนคิงลุก” ไปกับสิ่งใหม่ๆ วิธีการมองโลกแบบใหม่ของวัฒนธรรมที่หลากหลายทุกครั้งที่ฉันเริ่มเรียนภาษาและวัฒนธรรมใหม่ แล้วฉันเริ่มอย่างไร
ฉันก็เริ่มจากการศึกษาเพลง และบทกวีของกวีเป็นคนๆไป มันไม่ง่ายนะ มันไม่ง่ายเลย มันอยู่ที่ใจรัก ความทึ่งในความงามนั้นๆ และความกระหายในความงามและความรู้นั้นๆอย่างเป็นที่สุด มันทำให้ฉันหลงใหลในความงามทางภาษาที่ใช้ ปรัชญาและแนวคิดที่ปรากฏ ณ ช่วงเวลานั้นๆ ที่บทกวีนั้นๆถูกเขียนและกลั่นออกมา
ฉันทึ่งกับสิ่งที่วัฒนธรรมต่างๆมีให้ฉันได้เข้าไปศึกษาและเรียนรู้ และที่สำคัญที่สุด ฉันได้เรียนรู้ที่จะเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจ เคารพในความแตกต่าง เคารพในความเชื่อ เคารพในชีวิต เคารพในฐานความคิดและปรัชญาของวัฒนธรรมและคนในวัฒนธรรมนั้น และถ้าหากการที่ฉันเคารพในสิ่งต่างๆที่พูดมาคือการที่ฉันรับรู้พลัง รับรู้ความมีอยู่ของสิ่งเหล่านั้น มันก็เท่ากับว่าฉัน รับรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมี พลัง หรือ “ศักดิ์” (คำนี้มีรากศัพท์มาจาก “ชักติ์” หรือ shakti ในภาษาของทางชมพูทวีปแปลว่า พลัง) เมื่อฉันรับรู้แล้วว่าสิ่งเหล่านั้นมี “ศักดิ์” ฉันจึงเคารพในเสรีภาพการแสดงออกซึ่ง “ศักดิ์” นั้นๆ โดยการให้ “สิทธิ” ที่เขาจะใช้ “ศักดิ์” ของเขาด้วย และ ทั้งหมดทั้งมวลนั้นถ้าฉันเข้าใจและเห็นแจ้งจริง มันก็คือ ความ “ศักดิ์สิทธิ์” หรือความเชื่อว่าสิ่งนั้นมีอยู่จริงและเราให้สิทธิในการแสดงออก
คราวนี้นี่คือสิ่งที่ฉันเชื่อ แต่ก็ยังมีหน่วยงานหนึ่งที่มีอำนาจเพียงหยิบมือ ที่ไม่เพียงแต่จะริดรอน “สิทธิ”ที่พึงจะมีในการแสดง “ศักดิ์”ทางภาษานั้นๆทางวิทยุชุมชน หน่วยงานนั้นยังไม่แม้แต่จะเห็นอะไรเลยในความ “ศักดิ์สิทธิ” ของความหลายหลายทางวัฒนธรรมนั้นๆ ฉันเห็นว่าคงถึงคราวแล้วที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องเปิดหูเปิดตาด้วยการเรียนภาษาเพิ่มซะทีกระมัง เพราะเป็นพวกมืดบอดต่อจิตวิญญาณแห่งความ “ศักดิ์สิทธิ”ของความเป็นมนุษย์ ภาษาช่วยได้นะ ลองซักภาษาไหม แต่ต้องเรียนกะคนนะ ห้ามเรียนกะคอมพิวเตอร์เพราะมันไม่ได้สอนให้คุณเป็นคน มันสอนให้คุณโต้ตอบตามสิ่งกระตุ้น ไม่ได้สอนให้คุณคิดและเห็นความงามตามคนในภาษานั้นๆ ฉันยังเห็นคน ภาษาและวัฒนธรรมสวยงามเสมอ 11 novembre กวีซูฟี บุลลาห์ ชาฮ์หลังจากที่ละเลยบล๊อกไปทำภารกิจสำคัญกว่า (ซึ่งยังไม่เสร็จ) ในระหว่างนั้นได้มีโอกาสอ่าน เรื่องของกวีคนโปรดเพิ่มเติม จริงๆแล้วรู้จักกวีท่านนี้ก็เพราะฟังเพลงบุลลาห์ กี จฺานฺา แม กอณฺ (Bullah Ki Jana Mein Kaun) ขับร้องโดย แรบไบ เชอร์กิลล์( Rabbi Shergill) ที่อยู่ในบล๊อกข้างล่างมานานมากๆๆๆๆแล้วหลังจากที่ฟังเพลงและอ่านมากเข้าก็เลยเกิดอาการบุลลาห์ฟีเวอร์ขึ้น อิอิ เอ้า... ขึ้นจริงๆนะเลยต้องมาเขียนเนี่ยะ อิอิ เล่าให้น้องนุ่งฟังก็ไม่ได้มันอยู่ไกล โทรสาปก็แพงคุยเมินบ่ได้ แล้วอีกอย่างคุยโทรสาปมันบ่เห็นหน้าเราตอนเราตื่นเต้นล์ผีเข้าผีออกอ่ะ อิอิ น้องๆมันก็คงจะโล่งอกโล่งใจสบายหูกันไป เอาวันละนิดละกันนะกับท่านมหาทวด บุลลาห์ ชาฮ์ของเราท่านบุลลาฮ์ ชาฮ์ เกิดเมื่อปีคศ. ๑๖๘๐ และเสียชีวิตในปี ๑๗๕๗ เรื่องปีนี่นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้เขาบอกว่าประมาณการเอานะว่าอยู่ช่วงนั้น เพราะจากบทกวีที่เขียนสามารถตีความได้อย่างนั้น เก่งจริงเรยยนักวิชาการเนี่ย แต่ต้องขอบคุณเขามากๆที่ศึกษาไว้มาให้เราได้ชื่นชม
ท่านบุลลาห์ ชาฮ์ ถือกำเนิดในครอบครัวชาวมุสลิมผู้เคร่งครัดเรื่องศาสนา มีพ่อเป็นครู ชื่อเดิมของกวีท่านนี้คือ อับดุลลาห์ ชาฮ์ ท่านถูกเรียกขานด้วยความเคารพว่า บาบา บุลลาห์ ชาฮ์ กวีท่านนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศปากีสถานปัจจุบัน กวีท่านนี้ถือเป็นสุดยอดกวีซูฟีของปัญจาบ (ปัญจาบในอดีตมีอาณาเขตไปถึงปากีสถานปัจจุบัน) และยังถือได้ว่าผลงานของบุลลาห์ ชาฮ์ เป็นสุดยอดแห่งวรรณกรรมซูฟี
ชีวิตของกวีท่านนี้ผ่านช่วงเวลาของการเกิดการเปลี่ยนผ่านแผ่นดิน และการปกครองมามากมาย ทั้งระบบการปกครองของกษัตริย์มุสลิม ฮินดู และซิกข์ ท่านเห็นถึงความทุกข์ร้อนของคน และความขัดแย้งทางศาสนา และเห็นถึงความจริงของชีวิตที่ว่า มนุษย์นั้นแท้จริงไร้พันธนาการทางศาสนา และอื่นๆ แนวความคิดเช่นนี้ปรากฏในงานกวีนิพนธ์ของท่านมาโดยตลอด (โดยเฉพาะบทกวีที่ถูกนำมาขับร้องที่เขียนถึงในบล๊อกข้างล่าง) ถึงแม้ท่านจะเกิดในครอบครัวของผู้เคร่งครัดศาสนา ท่านนับถือศาสนาอิสลามแต่ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวความคิดแบบออร์โธดอกซ์เท่าไหร่นัก ซึ่งทำให้แม้แต่ในวาระสุดท้ายของชีวิตของท่าน ศพของท่านยังถูกมุลลาห์ห้ามไม่ให้ฝังในสุสานของหมู่บ้านเพราะแนวคิดที่ต่อต้านกลุ่มออร์โธด๊อกซ์ของท่านนั้นเอง “The man who had been refused by the mullahs to be buried after his death in the community graveyard because of his unorthodox views,..” (จาก http://www.apnaorg.com/poetry/bullahn/).
ท่านใช้ชีวิตศึกษาหาความรู้และความเป็นจริงแห่งชีวิตจากหลากหลายแห่ง และครูที่มีอิทธิพลต่อแนวความคิดของบุลลาห์ ชาฮ์ มากที่สุดคือ อินายัท ชาฮ์ (Inayat Shah) ท่านผู้เป็นครู ท่านนี้เป็นเพียงชาวสวนธรรมดาๆคนหนึ่งท่านั้น แต่ทว่าเป็นผู้ที่บุลลาห์ ชาฮ์ เห็นว่าเหมาะที่จะเป็นครูของเขาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เนื่องมาจากในการพบปะกันครั้งแรกของทั้งสองท่านนั้นเกิดขึ้นในขณะที่ครูกำลังทำสวนอยู่ และหลังจากที่ได้ปะทะคารมกันในเบื้องต้นแล้ว บุลลาห์ ชาฮ์ก็เห็นว่าเขาผู้นี้เป็นผู้รู้ และควรถือเป็นครู บุลลาห์จึงได้คุกเข่าและแนะนำตัว พร้อมน้อมถามคำถามว่า
บุลลาห์ ชาฮ์ – ท่านอินายัท ชาฮ์ ข้ามีชื่อว่า บุลลาห์ และข้าอยากทราบว่าข้าจะเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าได้เช่นไร อินายัท ชาฮ์ – ไยเจ้าต้องก้มมองและค้อมตัวเช่นนั้นเล่า จงลุกขึ้นและสบตาข้า
ทันทีทันใดที่บุลลาห์เงยหน้าขึ้นมองอินายัท ชาฮ์ ท่านผู้เป็นอาจารย์ก็มองศิษย์ด้วยสายตาอ่อนโยน และเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาและความรัก พร้อมๆกับจับตัวบุลลาห์เขย่าแล้วกล่าวว่า
อินายัท – โอ้...บุลลาห์, มันจะมีปัญหาอะไรมากมายกับการเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้ากันนะ ก็แค่ถอนรากต้นไม้จากมุมนี้แล้วก็ย้ายไปปลูกมุมนู้นก็เข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าได้แล้ว
คำตอบของผู้เป็นอาจารย์นั้นเพียงพอแล้วสำหรับลูกศิษย์ เพราะบุลลาห์ได้พบสิ่งที่เขาปรารถนาแล้ว
และนี่คือตัวอย่างบทกวีของบุลลาห์ ชาฮ์ ที่ชอบมากเป็นการส่วนตัว ท่านบุลลาห์ ชาฮ์ ได้รจนาไว้เป็นภาษาปัญจาบีดังนี้ “Maati kudam karendee yaar, แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ดังนี้ "The soil is in ferment, O friend [Translation reference: book by J. R. Puri and T. R. Shangari of the Radha Swamis, titled Bulleh Shah]. อย่าให้แปลเป็นภาษาไทยเลยนะ แปลเองแล้วไม่งาม ถ้าเอาความล่ะพอได้ โอกาสหน้าละกัน ไม่รู้เมื่อไหร่ อิอิ ข้อมูลทั้งหมดทั้งมวลข้างบนนั้นมาจากเว็บเพจนี้จ้า http://www.apnaorg.com/poetry/bullahn/http://www.the-south-asian.com/April2001/Sufis%20-%20Wisdom%20against%20Violence.htm |
|
|